posttoday

หัวใจ"พ่อ"ทั้งชีวิตมอบให้ลูก

30 พฤศจิกายน 2556

สังคมยุคปัจจุบันต่างจากอดีต ผู้หญิงก้าวขึ้นมาทัดเทียมผู้ชายในยุคที่สิทธิและความเสมอภาคดังขึ้น

โดย...กองบรรณาธิการ

สังคมยุคปัจจุบันต่างจากอดีต ผู้หญิงก้าวขึ้นมาทัดเทียมผู้ชายในยุคที่สิทธิและความเสมอภาคดังขึ้น หลายครอบครัว ผู้เป็นพ่อต้องขยับมารับบทบาทแทนแม่บ้าน ขณะที่โลกไอทีแทรกซึมเข้ามาเหมือนอวัยวะในร่างกาย เป็นช่องทางติดต่อสื่อสารง่ายขึ้น ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อเหล่าคุณพ่อในการเลี้ยงดูลูกๆ อย่างไร แตกต่างจากอดีตหรือไม่ พ่อยุคใหม่ พ่อยุคกลาง ในกระแสในวันพ่อ 5 ธ.ค.

“บ๊อบ” ณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์ พิธีกรและผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อรุ่นใหม่ ใช้แอพพลิเคชั่นเลี้ยงลูก บอกเล่าถึง “น้องณัชชา” ลูกสาวคนแรกว่า ช่วง 23 ปีมานี้ แอพพลิเคชั่นมีบทบาทสูง จึงใช้แอพพลิเคชั่นบางตัวในการสื่อสารกับลูก อย่างเฟซไทม์ หรือให้เล่นเกมสอนทักษะ เสริมพัฒนาการต่างๆ ตอนที่ “น้องณัชชา” อายุ 1 2 ขวบ เพื่อฝึกสมอง เรียนรู้ เช่น เกมทำเค้ก เกมจับผิด จับคู่ การผสมสีจากแอพพลิเคชั่น บางเกมมีภาษาก็ใช้สอนในตัว แต่เลี่ยงเล่นเกมรุนแรง หรือมีภาพเคลื่อนไหวที่เร็วเกินไป

“ถ้าพ่อมีเวลาสอนลูกก็จะเป็นเรื่องดี แต่ถ้าพ่อแม่ไม่มีเวลาหรือขาดหาย ก็นำเทคโนโลยีมาเสริมก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กับลูก แต่ก็ต้องเลือกสิ่งมีประโยชน์จริงๆ จริงแล้วแอพที่เป็นความรู้และฟรีก็เยอะ แทบไม่ต้องเสียเงินอะไร ถ้านำมาพัฒนาให้ลูก มันก็คุ้มค่ามาก แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีแอพพลิเคชั่นแล้วเลี้ยงลูกไม่ได้ เพียงมันคือตัวช่วยตัวหนึ่งเท่านั้น”

 “เราไม่ปล่อยให้ลูกเล่นคนเดียว พ่อแม่ต้องเคียงข้าง เพราะว่าถ้าไม่อยู่ด้วยเชื่อว่าหายนะต้องเกิดขึ้นกับตัวเด็กแน่นอน ความสนุกสนานดึงลูกไปได้ง่าย อันไหนเล่นไม่ได้ก็ห้าม เพราะคิดว่าไม่เหมาะ และหากเล่นเกมหรือแอพพลิเคชั่นไม่เกิดประโยชน์ก็จะไม่ให้เล่น”

คุณพ่อยุคใหม่ เล่าว่า พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกมีศักยภาพ เป็นคนเก่ง คนดี อย่างเทคโนโลยีต้องเลือกให้เหมาะสมกับช่วงวัย ฉะนั้นตัวคอนเทนต์ต้องใส่ใจในรายละเอียดของการเรียนรู้ พร้อมสอดแทรกความคิดเข้าไป แต่ถ้าพ่อแม่ไม่มีเวลา คงต้องจัดสรรเวลาเอาใจใส่ให้มากขึ้น หากปล่อยไปเรื่อยๆ อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี จากโซเชียลมีเดียที่เข้ามามีบทบาท เราต้องดูแลเด็กคู่ขนานกันไป เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนทำได้

หัวใจ"พ่อ"ทั้งชีวิตมอบให้ลูก

ยุค 2.0 ต้องเลี้ยงลูกเอง

อีกหนึ่งตัวอย่างของ “คุณพ่อยุคใหม่” เมื่อพ่อรายนี้สลับข้างมาเป็นแม่ ยอมลาออกจากงานมาดูแลลูกที่บ้าน ให้ภรรยาทำงานส่งกำลังบำรุงมาแทน

ชูชาติ สายสมบัติ อดีตโปรแกรมเมอร์ของบริษัทสื่อสารยักษ์ใหญ่ระดับชาติ เลือกที่จะพลิกบทบาทมาเป็น “พ่อบ้านเต็มเวลา” เพื่อเลี้ยง “มีฮา” หรือเด็กหญิงมีรดา ลูกสาวตัวน้อยให้ดีที่สุด

“เวลาที่ผมกับลูกไปเจอคนข้างนอก คนมักจะถามว่าแม่เด็กไปไหน พอผมบอกว่าแม่เด็กไปทำงานที่ต่างประเทศครับ ส่วนผมอยู่บ้านเลี้ยงลูก ทุกคนก็จะทำหน้างงๆ แล้วมองผมแปลกๆ” พ่อบ้านหนุ่มอารมณ์ดีเริ่มต้นเล่าถึงประสบการณ์ของพ่อรุ่นใหม่ยุค 2.0

 พ่อน้อง “มีฮา” เล่ากิจวัตรว่า ตื่นประมาณตี 5 มาเก็บกวาดบ้าน ซักผ้า ทำกับข้าว ถ้า “มีฮา” ตื่นเร็วก็จะพาลูกไปว่ายน้ำหรือปั่นจักรยานก่อนแล้วค่อยกลับมากินข้าวเช้า จากนั้นก็พาลูกไปนอนกลางวัน ช่วงนี้จะเป็นเวลาว่างของผม ประมาณบ่ายโมงให้ลูกทานข้าว ช่วงบ่ายแดดร้อนจะให้ลูกทำกิจกรรมวิชาการเล็กๆ ที่บ้าน ตกบ่ายแก่ๆ ก็จะพาไปเดินเล่นเจอผู้คนหรือทำกิจกรรม แล้วก็กลับมาบ้าน กินข้าว อาบน้ำ นอนประมาณ 3 ทุ่มพร้อมกับลูก

พ่อบ้านยุคใหม่ยอมรับ ไม่คิดว่าจะมาไกลขนาดนี้ ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน ชีวิตของเขาและภรรยาเป็นครอบครัวทั่วไปที่พ่อแม่ทำงานทั้งคู่ โดยให้ยายเป็นคนช่วยเลี้ยงหลาน

ทว่าจุดพลิกผันที่ทำให้พ่อแม่คู่นี้ต้องหันมาคิดทบทวนแผนการเลี้ยงลูกใหม่อย่างจริงจัง คือการเริ่มสังเกตเห็นว่าลูกมีพัฒนาการที่เร็วเกินกว่าคนรุ่นย่าหรือยายจะตามได้ทัน อีกทั้งพ่อและแม่เริ่มมีความคิดที่อยากจะเลี้ยงลูกที่บ้านแบบ “โฮมสคูล” เพื่อพัฒนาศักยภาพของลูกให้ได้มากที่สุดในช่วงวัยที่เด็กกำลังมีพัฒนาการสูงสุด เบื้องต้นตั้งเป้าว่าจะสอนลูกเองไปจนถึงระดับประถม และให้ลูกได้เข้าระบบโรงเรียนทั่วไปเมื่อเจ้าตัวพร้อม

แต่ฝ่ายที่ลาออกมาเลี้ยงลูกเต็มเวลานั้นกลับไม่ใช่คนเป็นแม่ ตามแบบฉบับครอบครัวทั่วไป

“ฉิง (ภรรยา) เขาเป็นแอร์โฮสเตส ถ้าลาออกมาแล้วโอกาสที่จะกลับไปทำงานต่อในสายนี้คงยาก แถมยังต้องปรับตัวเรื่องเวลาอีกมาก เพราะที่ผ่านมาใช้ชีวิตในต่างประเทศบ่อย ขณะที่ผมยังสามารถกลับไปทำงานในสายเดิมได้ และหัวหน้าเก่าก็ยังให้โอกาสอยู่ เราเลยมองกันว่าผมน่าจะเป็นฝ่ายที่ลงตัวมากกว่า” ชูชาติ กล่าว

อดีตโปรแกรมเมอร์รายนี้ย้ำว่า เรื่องเงินไม่ใช่ปัจจัยหลักที่เป็นตัวตัดสินว่าใครควรเป็นฝ่ายทำงาน หรือใครควรต้องเลี้ยงลูก เพราะยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่เป็นองค์ประกอบรวมกัน โดยเฉพาะเมื่องานนี้มี “ลูก” เป็นความหมายสำคัญที่สุดในครอบครัว คนเป็นพ่อแม่จึงต้องพร้อมสลับบทบาทกันได้เสมอ

แม้ที่ผ่านมาจะช่วยกันเลี้ยงดูลูกสาวตัวน้อยมาตลอด แต่การรับบทพ่อบ้านเต็มเวลาอย่างเต็มตัวนั้น ก็ทำให้ชูชาติต้องปรับตัวไม่น้อย ซึ่งนอกจากต้องทำใจกับสายตาที่ไม่คุ้นชินของคนอื่นๆ แล้ว ก็ยังต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และหัดทำอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนเฉกเช่นหนุ่มออฟฟิศทั่วไป เช่น การเข้าครัว และประดิษฐ์ของเล่นทำมือให้ลูก แต่โชคดีที่การเป็นพ่อยุค 2.0 ยังมีพี่เลี้ยงชั้นดีที่ชื่ออินเทอร์เน็ตคอยให้ข้อมูลและเป็นสื่อกลางพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับครอบครัวอื่นๆ ได้

การเลี้ยงลูกสาวยังทำให้พ่อบ้านรายนี้ต้องรู้จักขัดเกลาความหยาบกระด้างของผู้ชาย เพื่อให้เด็กหญิงมีฮาวัย 2 ขวบ 1 เดือน เติบโตมาอย่างเข้มแข็ง ทว่าอ่อนโยนและจิตใจดี เลี้ยงลูกสาวต้องพูดจาให้เพราะ ไม่กระโชกโฮกฮาก และสอนให้เล่นให้สัมผัสกับสัตว์ต่างๆ เพื่อให้ลูกอ่อนโยนมีเมตตา

“ผมเชื่อว่าเราสามารถเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีอย่างที่เราต้องการได้ เด็กวัยนี้กำลังจดจำและเรียนรู้ได้เร็ว เลี้ยงลูกให้เป็นคนดีของสังคม เหมือนกับการวิ่งผลัดที่หากเราส่งไม้ต่อได้ดี คนวิ่งก็จะวิ่งต่อไปได้” พ่อบ้านมือใหม่ กล่าว

 บุคลิกพ่อสร้างแรงบันดาลใจ

โลกปัจจุบันสื่อออนไลน์รอบตัว บทบาทผู้หญิงที่มีมากขึ้น ส่งผลต่อรูปแบบการเลี้ยงลูกในปัจจุบันอย่างที่เห็น นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า บทบาทดังกล่าวเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก พ่อยุคใหม่มีส่วนช่วยดูแลลูกมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการรณรงค์ของทุกภาคส่วน ที่ตระหนักถึงความสำคัญของพ่อยุคใหม่ เช่น ในไทยมีโครงการสนับสนุนให้พ่ออ่านนิทานให้ลูกฟัง เพราะงานวิจัยเห็นว่าที่ผ่านมาพ่อมีบทบาทเลี้ยงลูกน้อยไป จึงต้องหาวิธีให้พ่อรู้เทคนิคของการเลี้ยงลูกที่มากขึ้น ลดความเคอะเขินในการเลี้ยงลูกลง

นอกจากนี้ จากการรวบรวมงานการศึกษาวิจัยต่างๆ พบว่าพ่อที่ช่วยแม่เลี้ยงลูกในช่วงวัยเด็ก จะทำให้เกิดต้นทุนชีวิตแก่เด็กหลายด้าน นั่นคือการเรียนรู้จากความวิเศษของพ่อที่มีการสัมผัสลูกที่หยาบกระด้างกว่าแม่ แต่ท่าทีที่มั่นคง แข็งแรง น้ำเสียงที่ใหญ่ ทำให้ลูกเกิดความตื่นเต้น และเข้าใจในการเรียนรู้ สร้างให้เกิดความรัก ความผูกพัน และมองโลกในแง่ดี เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

“หากพ่อลดบทบาทในการเลี้ยงดูลูกลง จะทำให้สังคมเกิดเพศที่สามสูงขึ้น เพราะขาดความเข้าใจและแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ทำให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น ดังนั้นความใกล้ชิดของพ่อต่อลูกในช่วงปฐมวัย ทำให้เด็กรับการพัฒนาการเรียนรู้ความเป็นวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์สูง ขณะเดียวกันบุคลิกที่ดีของพ่อก็จะช่วยให้เด็กในช่วงวัยเรียนที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยรุ่นเกิดแรงศรัทธาและแรงบันดาลใจที่จะพยายามทำตัวให้ดี โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิงที่มักจะเก็บบุคลิกของพ่อไว้ในความทรงจำ ซึ่งจะส่งผลต่อการเลือกคู่ครอง หรือการคบหาเพื่อนต่างเพศด้วย

“พ่อนั้นเลี้ยงลูกไม่เหมือนแม่ คือหยาบกระด้างกว่า สนใจเรื่องใหญ่ๆ มากกว่า มีการทดลองปล่อยลูกให้ลงมือทำหรือลงมือปฏิบัติเรื่องต่างๆ มีส่วนอย่างยิ่งในการปลูกฝังนิสัยอยากเรียนรู้ พูดง่ายๆ ก็คือเรื่องนี้เป็นข้อดีที่มาจากที่พ่อมักจะมีนิสัยขี้เกียจหรือไม่อยากจู้จี้จุกจิก ขณะที่แม่จะสอนในเรื่องของรายละเอียดหรือสิ่งที่ละเอียดอ่อนกว่า คำนึงถึงความปลอดภัยของลูกมาก จนบางครั้งไม่อยากให้เรียนรู้ในบางเรื่อง นี่คือบทบาทสำคัญของพ่อในการเลี้ยงลูก” นพ.สุริยเดว ระบุ

หัวใจ"พ่อ"ทั้งชีวิตมอบให้ลูก

หันมาดูบทบาทของ “พ่อ” รุ่นกลางเก่ากลางใหม่ นิติภูมิ นวรัตน์ คอลัมนิสต์ชื่อดัง มีลูกทั้งหมด 7 คน ถ่ายทอดปรัชญาการเลี้ยงลูกให้ฟังว่า ลูกทั้ง 7 แยกเป็นชาย 2 หญิง 5 คนโตเกิดปี 2523 สองคนสุดท้ายเป็นฝาแฝดผู้หญิงเกิดปี 2536 และลูกๆ ทั้งหมดจะถูกเลี้ยงดูในชนบทของ จ.จันทบุรี ในความดูแลของคุณตาคุณยายซึ่งเป็นชาวสวนผลไม้ ไม่มีอะไรพิเศษ ปล่อยให้การเจริญเติบโตของเด็กๆ เป็นไปตามธรรมชาติ แต่มีหลักยึดว่า “วิญญาณไทย ใจสากล ตัวตนเทคโนโลยี”

คำว่าวิญญาณไทยก็คือ อยากให้ลูกในช่วง ป.1 ถึง ป.6 ตกผลึกกับชีวิตชนบทซึ่งเป็นชีวิตของบรรพบุรุษและผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศ เช้าขึ้นมาก็ตักบาตรกับตายาย วันพระก็ไปทำบุญที่วัด ยังไม่เน้นเรียนพิเศษ

“เมื่อรู้จักชนบทดีแล้ว มัธยม 1 ผมก็ให้ลูกมาเรียนที่กรุงเทพฯ ให้รู้จักเมืองหลวงของประเทศไทย พอขึ้นมัธยม 4 ก็เริ่มเดินทางไปต่างประเทศ ไปสัมผัสความเป็นสากล ถึงตอนนี้ผมก็ให้เลือกเอาเองว่าจะเรียนมัธยม 46 ที่ไหน บางคนได้ทุนเอเอฟเอสไปเรียนมัธยม 5 ที่เยอรมนี บางคนเรียนมัธยม 46 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมฯ พญาไท ลูกสาวสามคนสุดท้องไปเป็นนักเรียนประจำที่โรงเรียนอินเตอร์ ใช้ชีวิตปะปนกับเพื่อนนักเรียนหญิงนานาชาติ แล้วก็ออกมาสอบเทียบมัธยม 6 ของต่างประเทศ ของอเมริกาบ้าง ของอังกฤษบ้าง”

“เด็กทุกคนเป็นเจ้าของชีวิตของตนเอง ไม่ค่อยได้แนะนำอะไร ผมไม่เน้นเรื่องเรียนหนังสือไว จบมัธยม 6 แล้ว ลูกผมส่วนใหญ่จะเถลไถล ไปทำงานบ้าง เรียนภาษาบ้าง ลองเรียนคณะโน้นคณะนี้เพื่อดูว่าตรงกับจริตของตนเองหรือเปล่า ทำกันคนละ 2-3 ปี บางครอบครัวอาจจะดูว่าเสียเวลา แต่ผมคิดคนละอย่าง เด็กควรจะเรียนรู้ชีวิตก่อนที่จะเลือกเรียนวิชาชีพ ต้องเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆ แล้วต่อไปจะมีความสุข”

ด้วยวิธีเลี้ยงลูกอย่างนี้ นิติภูมิ ยืนยันว่าลูกของเขาทุกคนไม่มีใครแย่

“ลูกคนโตจบปริญญาตรีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากรัฐฮาวาย สหรัฐ ปริญญาโทยุโรปศึกษาจากจุฬาฯ ลูกคนที่สองจบปริญญาโทด้านอีคอมเมิร์ชและโซเชียลมีเดียจากอังกฤษ ลูกคนที่สามกำลังจะจบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์จากเนเธอร์แลนด์ ลูกคนที่สี่ได้ทุนเรียนกฎหมายที่เอแบค ลูกคนที่ห้าเรียนปริญญาตรีที่ปักกิ่ง ลูกคนที่หกก็อยู่ที่ปักกิ่ง ลูกคนที่เจ็ดได้ทุนเรียนที่เอแบค ทุกคนเรียนกลางๆ ไม่มีใครเรียนเก่ง จิตใจก็กลางๆ แต่หลายคนออกจะเน้นไปทางศาสนามาก”นิติภูมิ เล่าด้วยความภูมิใจ

สิ่งที่แตกต่างในปัจจุบันสำหรับการเลี้ยงดูบุตรหลานของแต่ละครอบครัว นิติภูมิ มองว่าครอบครัวที่แตกต่างกัน ย่อมถือปรัชญาในการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมือนกัน แต่อย่างหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนควรจะมีก็คือ จินตนาการ หลายครอบครัวมีวิถีที่ไม่สร้างจินตนาการ ไม่มีราก ไม่มีสถานที่ที่เป็นแหล่งรวมของจิตวิญญาณ ความจริงบ้านเรือนจะเล็กจะแคบอย่างไร ก็ควรจะมีห้องหรือตรอกซอกมุมในบ้านที่เป็นเรื่องของศาสนาและหนังสือไว้เพื่อขัดเกลาจิตใจ

หัวใจ"พ่อ"ทั้งชีวิตมอบให้ลูก

ปิดทีวี ปิดคอมพ์พัฒนาสมอง

มาที่ มาโนช พุฒตาล ศิลปินนอกกรอบและบรรณาธิการนิตยสารบันเทิงคดี พูดถึงการเลี้ยงลูกในวิถีของเขาว่า ด้วยตัวเขาเติบโตจากครอบครัวใหญ่ในชนบท และเห็นการเลี้ยงลูกของแต่ละบ้านผสมๆ กัน จึงรู้อะไรควรหรือไม่ควรในการเลี้ยงลูก

“ทุกวันหยุดผมจะพยายามพาเขาไปหาญาติที่ต่างจังหวัด ซึ่งผมคิดว่าเด็กสมัยใหม่คงไม่ชอบนัก เพราะเขาเติบโตมาในครอบครัวเดี่ยว เขาอาจจะคิดว่าญาติๆ บ้านนอกคุยกันเสียงดัง นั่งกินด้วยกันดูวุ่นวาย แต่ความจริงแล้วมันเป็นความอบอุ่นในครอบครัวที่ได้อยู่ร่วมกันและคอยช่วยเหลือ”

มาโนช ยอมรับว่าเมื่อตอนที่มีลูกคนแรกยังไม่พร้อม แต่เมื่อเกิดมาแล้วก็ถือว่าการเป็นพ่อคนเป็นหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องทำให้ดีที่สุด มีการศึกษา อบรมบ่มนิสัยให้ศีลธรรมจรรยาตามกำลังของเราจะมีได้

“จำได้ว่าวันหนึ่งผมมีเงินติดกระเป๋าแค่พอซื้อมาม่าต้มกินได้มื้อหนึ่ง แต่ลูกก็ต้องการนม ตอนเช้าก็ให้เขากินนมแม่ให้อิ่มก่อน หลังจากนั้นระหว่างวันเราก็หาซื้อนมให้เขากิน ตัวเราไม่เป็นไรหรอก แต่ด้วยความที่เราเป็นครอบครัวใหญ่ ญาติพี่น้องก็ช่วยเหลือกัน จนสุดท้ายเราก็ฝ่าฟันตรงนั้นมาได้”

สิ่งที่ศิลปินผู้นี้พร่ำสอนลูก คือ รู้จักความเท่าเทียมกันในสังคม ไม่ว่าจะยากดีมีจน เรียนสูง เรียนต่ำ ค่าความเป็นคนแต่ละคนมีอยู่เท่าๆ กัน ดังนั้นต้องรู้จักให้เกียรติผู้อื่น ต้องรู้จักคุณค่าของสิ่งรอบตัว และการมีศักดิ์ศรีของตัวเอง ซึ่งตลอดชีวิตนับแต่เป็นพ่อวันแรก ก็ได้ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีกับลูก เพื่อหวังว่าเขาจะเอาเป็นแบบอย่าง

เขาบอกว่า สภาพสังคมทุกวันนี้ทำให้เลี้ยงเด็กยากขึ้น ระบบการศึกษายัดเยียดสิ่งที่ไม่จำเป็นให้กับเด็ก เด็กรู้จักระบบเศรษฐศาสตร์ แต่ไม่รู้จักพืชสวนที่อยู่หลังบ้านว่าชื่ออะไร สื่อโฆษณาหลอกลวงมีอยู่รอบตัว ไม่เหมือนสมัยก่อน สื่อออนไลน์มีอยู่รอบด้าน มีข้อมูลทั้งถูกและผิด

“ทุกวันที่ผมอยู่กับลูก เราจะเปิดดูทีวีด้วยกันและอธิบายถึงเหตุและผลที่เกิดขึ้นกับตัวละครต่างๆ ให้เขาได้รู้ว่าถ้าเขาทำแบบนี้ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร หรือเวลาดูโฆษณาจบหนึ่งตัว ก็จะอธิบายอีกด้านที่โฆษณานั้นไว้ให้ลูกได้ฟัง เขาก็จะรู้จักพิจารณารับสื่ออย่างถูกต้อง”

“เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้จักการรอคอยเหมือนคนรุ่นเก่า ทุกอย่างเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว เพราะเราเอาระบบการค้าเข้ามาใช้กับสิ่งที่ไม่จำเป็น คนเราจึงหลงไปกับระบบทุนนิยม ที่ในหนึ่งปีวันพ่อหรือวันแม่จะต้องพาท่านออกไปรับประทานอาหาร ในขณะที่ 364 วันที่เหลือท่านไม่กินข้าวกันหรือ ระบบทุนนิยมทำให้ความเป็นพ่อเป็นแม่เหลือแค่เปลือกหีบห่อของเทศกาลให้ของขวัญ เพื่อที่เราจะต้องเสียเงินไปกับมัน ทั้งที่ความจริงแล้วเมื่อหน้าที่ของพ่อเกิดขึ้น มันก็จะเป็นหน้าที่และความรักที่มีให้ลูกอยู่อย่างนั้นชั่วนิรันดร์”

หัวใจ"พ่อ"ทั้งชีวิตมอบให้ลูก

ตบท้ายที่ ณ กาฬ เลาหะวิไลย รองบรรณาธิการบริหารกลุ่มโพสต์ฯ ในฐานะคุณพ่อลูกสอง มีเทคนิคเลี้ยงลูกที่น่าสนใจ โดยตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 4 ขวบ จะไม่ให้ลูกอยู่หน้าจอทีวีหรือคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นสิ่งอันตรายสำหรับการพัฒนาสมองของเด็กวัยนี้

“ลูกผมสองคน ตั้งแต่เด็กๆ 4 ขวบแรกจะไม่มีโอกาสดูทีวีเลย ที่บ้านจะปิดทีวี เกมคอมพิวเตอร์จะไม่มี สิ่งที่มีในบ้าน คือ หนังสือ ภาพสวยๆ นิทาน เพื่อให้เขาหยิบอ่านได้ตลอด อีกอย่างคือ ของเล่นที่เป็นลักษณะใช้มือ และใช้สมองในการพัฒนา เช่น เลโก้ บล็อกไม้ จะมีเต็มบ้าน รวมถึงดินสอ กระดาษ เราจะให้ลูกวาดได้ทุกที่ ในกระดาษ ฝาบ้าน ตู้เสื้อผ้า สีเลอะเต็มบ้าน เราไม่เคยว่า เพราะนี่มันทำให้เด็กเกิดจินตนาการ ซึ่งมันมาจากการคิด การอ่าน มือ สมอง”
สิ่งที่ได้มาจากการไม่ดูทีวีเลย คือ เด็กจะรักการอ่านติดตัว จนถึงวันนี้ลูกทั้งสองของ ณ กาฬ คนโตอยู่ ม.4 คนเล็ก ม.1 มีทักษะการเรียนรู้เร็วกว่าเด็กในวัยเดียวกัน

“การที่ไม่ได้ดูทีวีทำให้เด็กมีประสิทธิภาพในการเรียนที่สูง และเขาก็ไม่มีปัญหาเรื่องการอ่าน ... ไม่น่าเชื่อ ลูกคนโตของผม ตั้งแต่ประถม เป็นเด็กที่ชอบสอบแข่งขันโรงเรียน และมีความสามารถพิเศษด้านคอมพิวเตอร์สูงมาก สมัยเขาเรียน ม.ต้น เขาต้องการเรียนวิชาโปรแกรมภาษาซี แต่โรงเรียนไม่มีสอน เพราะเขาถือว่านี่เป็นความรู้ระดับมหาวิทยาลัย ลูกผมสามารถอ่าน Text ของเด็กมหา’ลัยเป็นภาษาอังกฤษจนจบเล่ม นี่เพราะเขารักการอ่าน ส่วนลูกคนเล็กแม้เป็นสมาธิสั้น แต่ก็สามารถเรียนได้ 4 เกือบหมด เหมือนกับลูกคนโต และเขาเก่งเรื่องการค้าการขาย”

ปรัชญาการเลี้ยงลูกของ ณ กาฬ สอนให้ยึดค่านิยมความดีมากกว่าความรวย ถ้ามีเงินต้องช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่า พาลูกเข้าวัด ท่องศีลห้าให้รู้จักธรรมะตั้งแต่เล็กๆ ถ้ามีโอกาสต้องทำเพื่อส่วนรวม ซึ่งเป็นไปตามที่บิดาของ ณ กาฬ ได้ปลูกฝังเจ้าตัวไว้

“หน้าที่พ่อ คือ การสร้างสภาวะแวดล้อม แนวทาง อุดมการณ์ที่ดีให้กับลูก ส่วนแม่มีหน้าที่เลี้ยงลูก เราเลยให้ภรรยาออกจากงานมาเลี้ยงลูกตั้งแต่คนโตเกิดมา ... พ่อผมเป็นหมอ บอกให้ผมเป็นนักหนังสือพิมพ์ พ่อบอกว่าหมอจะรักษาคนได้ ก็ต่อเมื่อคนเข้ามาหา แต่ถ้าเป็นนักข่าวจะช่วยคนในสังคมได้ นี่คือสิ่งที่ปลูกฝังตั้งแต่เด็ก และสิ่งที่คุณพ่อผมได้วางแนวทางไว้ เช่น ที่บ้านห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามเอาปลา นกมาเลี้ยง สอนธรรมะให้ลูกๆ นั่งสมาธิตั้งแต่เล็กๆ เป็นการปลูกฝังด้านจิตใจ ดังนั้นเมื่อลูกเกิดมา เราก็ต้องทำให้เขามีร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์”

และนี่ทำให้ลูกสองคนของ ณ กาฬ อยากตามรอยนักหนังสือพิมพ์เหมือนพ่อบ้าง

“ผมตกใจมากที่เขาบอกว่าอยากเป็นนักข่าว ผมต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงเกลี้ยกล่อมว่าอย่ามาเลย เพราะเขาเห็นตอนที่เราค่อนข้างประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน แต่เขาไม่เห็นเส้นทางที่เราเดินมาว่ามันยากแค่ไหน ล้มลุกคลุกคลาน กระอักเลือด เหนื่อยหน่าย”

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?