
อารยะขัดขืนไซเบอร์
สถานการณ์
สถานการณ์
สันติ หนุ่มออฟฟิศ เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับโพสต์การเมืองของเพื่อนๆ ในกลุ่ม ที่เปิดมาทุกวันก็จะเห็นแต่ละคนถ่ายรูปตัวเองลงเฟซบุ๊ก เช็กอินที่ราชดำเนิน บางคนหนักหน่อยเช็กอินทุกเวทีที่มีในกรุงเทพฯ ราวกับเก็บแต้มทำคะแนน สันติเริ่มคิดว่าตัวเองกำลังถูกคุกคามสิทธิการรับรู้ข่าวสารจากเฟซบุ๊ก เพราะระบบเฟซบุ๊กจะเลือกสุ่มขึ้นมาให้เขาได้เห็นเป็นบางครั้งบางคน
อันที่จริงแล้วเขาเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายมาตั้งแต่กระแสแอพตัวการ์ตูนจากจีน จนถึงม็อบครั้งนี้เขาเริ่มรู้สึกว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว
สันติเริ่มโพสต์ประกาศความเบื่อหน่ายการเมืองลงในสเตตัสของเขา ว่าพร้อมที่จะตัดเพื่อนบางคนที่เขาเห็นว่าน่ารำคาญออกไป แต่ไม่ทันไรสันติก็พบว่าก่อนที่เขาจะเลือกลบเพื่อนออก ยอดตัวเลขเพื่อนๆ ของเขาก็หายไปเองเกือบๆ 50 คน ด้วยความโมโหสันติเริ่มใส่ชื่อบล็อกเพื่อนที่ลบชื่อของเขาออกก่อนชนิดที่ไม่ต้องให้เห็นหน้ากันอีกเลย
จากนั้นสันติก็เริ่มระบายใส่อีกชุดใหญ่ จนกระทั่งคอมเมนต์จากเพื่อนคนหนึ่งเข้ามาทักเขาว่า ทีตอนนายร่วมชุมนุมอีกฝั่ง โพสต์เอาๆ เรายังไม่เคยว่าอะไรเลย ใจเย็นๆ ดีกว่านะ
ชายหนุ่มปล่อยเมาส์และคีย์บอร์ด เอนกายสุดตัวแล้วเริ่มทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขาว่าทั้งหมดนี้มันผิดพลาดที่ตรงไหน
ทางออก
ปัญหาของสันตินั้นเราบอกได้เลยว่าไม่มีทางออก เพราะอันที่จริงแล้วมันไม่เคยมีปัญหาเกิดขึ้นเลย จนกระทั่งสันติคิดไปเอง เราอยากให้สันติคิดตามสักนิด ย้อนความรู้สึกกลับไปเมื่อครั้งยังเป็นเด็กๆ ชั้นประถม แล้วสมมติว่าเฟซบุ๊กคือห้องเรียน และเราก็เป็นเพื่อนร่วมห้องเดียวกัน เมื่อเพื่อนคนหนึ่งเริ่มเอาเกมไพ่มาเขี่ย พร้อมชวนเพื่อนๆ มาเขี่ยด้วยกัน เด็กๆ เกินครึ่งห้องก็เริ่มจับกลุ่มเขี่ยไพ่ สันติจำได้ไหมว่าเขาก็เคยเล่นเหมือนกัน แถมยังชวนเพื่อนคนอื่นมาเล่นด้วยกันอีก
คำถามคือจับกลุ่มเล่นเกมมันเป็นปัญหาของสันติกับเพื่อนหรือเปล่า คำตอบก็คือไม่ใช่ เพราะสันติก็สนุกไปกับมัน หรือถ้าสันติไม่ชอบก็แค่ปฏิเสธและหาอย่างอื่นทำแทนก็แค่นั้น แต่ความเป็นเพื่อนก็ยังอยู่
ความเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊กก็เช่นกัน ไม่ว่าเพื่อนเราจะเล่นเกมส่งคำขอไอเท็ม หรือโพสต์เรื่องราวทางการเมืองที่จะถูกจริตหรือไม่ถูกจริตก็ตาม มันคือเรื่องส่วนตัวที่เขาเต็มใจอยากให้เพื่อนๆ เขาได้รู้ ไม่ว่าเพื่อนๆ จะเต็มใจหรือไม่ แต่มุมมองหนึ่งที่เราอยากให้สันติคิดก็คือ ที่เพื่อนๆ กล้าโพสต์ให้คุณเห็น ก็เพราะเขาเห็นคุณเป็นเพื่อนที่พร้อมจะแชร์เรื่องราวต่างๆ ให้กันและกัน ตราบเท่าที่ไม่ก้าวก่ายและให้เกียรติซึ่งกันและกันอยู่
ดังนั้น การที่สันติจะลบเพราะรู้สึกว่าเพื่อนคนนั้นทำให้อึดอัด เพราะเก็บเอาเรื่องส่วนตัวของเขามาคิดให้หนักสมองเล่นๆ ก็เป็นสิทธิของสันติที่จะทำ แต่ถ้าสันติเปิดใจให้กว้างกว่านี้ก็จะพบว่าหากสันติยอมอ่านข่าวจากเว็บไซต์แทนเฟซบุ๊กไปสักระยะ ความเป็นเพื่อนที่พร้อมช่วยเหลือกันก็ยังคงอยู่ หรือสันติจะโพสต์ความเห็นตรงข้ามกับคนอื่นก็มีสิทธิโพสต์ในสเตตัสตัวเองได้ ฉะนั้น ปล่อยวางและทำใจให้สบายๆ เรื่องรำคาญใจแค่นี้สิวๆ ชีวิตนี้ยังมีเรื่องราวอีกมากที่เราต้องเครียด จริงไหมสันติ?







