
บวร วงศ์สินอุดม เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส
บวร วงศ์สินอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬ
บวร วงศ์สินอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ พีทีทีจีซี ที่กลายเป็นผู้นำสูงสุดในองค์กรแห่งนี้ หลังจากที่ อนนต์ สิริแสงทักษิณ เกษียณอายุงานไป งานที่สำคัญคือนำองค์กรฝ่าวิกฤตน้ำมันรั่วที่อ่าวพร้าว เกาะเสม็ด แหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อ จ.ระยอง
ชายผู้นี้ฝังตัวเองอยู่กับการแก้ไขปัญหาวิกฤตน้ำมันรั่วกว่า 2 สัปดาห์ โดยตลอด 2 สัปดาห์นั้น บวรใช้ชีวิตและเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหาวิกฤตด้วยตัวเองทุกขั้นตอน และด้วยความทุ่มเทจากทุกภาคส่วนทำให้การแก้ไขปัญหาและขจัดคราบน้ำมันเสร็จสิ้นภายใน 34 วัน และในวันนี้อ่าวพร้าวมีสภาพหาดทรายที่กลับมาขาวเป็นปกติแล้ว
บวร บอกว่า วิกฤตน้ำมันรั่วที่เกิดขึ้น ถือเป็นบทเรียน เป็นแรงผลักที่ดีในการเข้าไปร่วมอนุรักษ์ ฟื้นฟูและดูแลธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นอีกของพีทีทีจีซี เพราะเรื่องการดูแลและรักธรรมชาตินั้นตลอดระยะเวลาบริษัทให้ความสำคัญ
“เรื่องของการฟื้นฟูจะทำอย่างต่อเนื่องและติดตามผลต่อเนื่องไปในอนาคต และถึงแม้ว่าทุกวันนี้จะเก็บคราบน้ำมันหมดไปแล้ว แต่ก็จะต้องตามติดว่าในช่วงระยะเวลา 610 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไรอีก และยังต้องลงไปดูในเรื่องของปะการังด้วยว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร”
วิกฤตยังเป็นโอกาสในการหยิบแผนต่างๆ ในการทำงานในทุกด้านมาดูอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของความปลอดภัยในการทำงาน ผลที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม แม้ว่าเรามีแผนแต่ก็ต้องมีการทบทวนให้ทันเหตุการณ์ตลอดเวลา
“บริษัทเพิ่งซ้อมวิธีการปฏิบัติต่างๆ เมื่อเกิดเหตุก่อนหน้าวิกฤต แต่ผลเมื่อเกิดจริงจะพบว่าธรรมชาติ โดยเฉพาะคลื่นลมเป็นตัวแปรที่สำคัญมากซึ่งก็ทำให้เราเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ซึ่งเรื่องทั้งหมดก็จะเป็นบทเรียนและเราจะนำมาใช้ในการทำงานต่อไปในอนาคตและอยู่ร่วมกับชุมชนและธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน”
บวร บอกว่า ประเด็นที่สำคัญสุดที่จะทำให้การอนุรักษ์การดูแลสิ่งแวดล้อมประสบความสำเร็จและยั่งยืน คือประชาชนที่อยู่ในชุมชนนั้น หากประชาชนเข้าใจก็จะทำให้การอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน
ในการดำเนินการนั้นไม่ใช่เพียงเข้าไปให้เงิน แต่จะต้องนำเทคนิคและความรู้รวมถึงเรื่องทางวิชาการเข้าไปด้วย
พีทีทีจีซี เป็นบริษัทเดียวในภูมิภาคเอเชีย ที่ได้รับรางวัลระดับโลก Global Energy Award Corporate Social Responsibility 2012 หลังจากเข้าไปฟื้นฟูและอนุรักษ์ห้วยมะหาด จนได้รับรางวัลที่สิงคโปร์และที่นิวยอร์กด้วย ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันบอกว่าจะทำอะไรต้องจริงจังไม่ใช่แค่ฉาบฉวย
สุดท้ายวิกฤตเกิดขึ้นทำให้รู้ว่าคนในองค์กรพีทีทีจีซีนั้นรักกัน มีน้ำใจ มีจิตใจอาสา เพราะหลังเกิดเหตุการณ์น้องๆ จากทุกส่วนขององค์กรยื่นมือเข้ามาและร่วมกันจนเราสามารถผ่าวิกฤตมาได้ และในยุคที่ผมขึ้นมาบริหาร มันก็จะเป็นแรงผลักและแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ว่าเราจะสามารถนำพาองค์กรให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน
บวร ยังบอกว่า การทำงานของคนในองค์กร ในเรื่องของการรักษ์โลก รักสิ่งแวดล้อมนั้นยังคงเดินหน้า ซึ่งทุกวันนี้น้องๆ ที่ส่วนของงานวิจัยและพัฒนาโดยได้คิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ล่าสุดได้ร่วมมือกับโครงการหลวงที่ม่อนแจ่ม ทำพลาสติกคลุมปลูกพริกหวาน ซึ่งพลาสติกที่นำมาใช้นั้นไม่ใช่พลาสติกธรรมดา แต่เป็นพลาสติกที่ดึงรังสีที่มีผลต่อการเติบโตของพืช และขณะเดียวกันก็จะผลักรังสีที่เป็นอันตรายและที่พืชไม่ต้องการออกไป
รวมถึงการพัฒนาถุงพลาสติกที่ใช้ในการเพาะต้นกล้า ซึ่งก่อนหน้าจะเป็นพลาสติกที่ไม่ย่อยสลาย และเมื่อดึงต้นกล้าออกจะกลายเป็นขยะ แต่ขณะนี้ได้มีการคิดค้นและพัฒนาถึงพลาสติกที่สามารถย่อยสลายและกลายเป็นปุ๋ย ในการปลูกไม่ต้องดึงถุงออก ซึ่งระยะเวลานานแค่ไหนเมื่อปลูกลงดินก็จะขึ้นอยู่กับพืชที่ปลูกหากเป็นไม้ยืนต้นจะใช้เวลานาน แต่พืชล้มลุกจะใช้เวลาในการย่อยสลายเร็วทั้งในการทำของบริษัทนั้นเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน ทั้งในส่วนของธุรกิจและการรักษ์โลกและสิ่งแวดล้อม
ในปี 2557 ซึ่งจะเป็นปีที่เขาจะเกษียณคงเป็นการเกษียณอย่างมีความสุขหลังจากเห็นแล้วว่า พีทีทีจีซีมีทีมงานที่มีคุณภาพ ทุกคนร่วมมือและพร้อมช่วยกันในการนำพาองค์กรให้เติบโตและอยู่ร่วมกับสังคมและชุมชนได้อย่างยั่งยืน







