
งาน ชีวิต และความสุข พิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา
จะโชคดีแค่ไหน หากคนคนหนึ่งสามารถใช้เวลาและทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับสิ่งที่รัก นี่อาจเป็นคำอธิบายถึงชีวิต งาน
โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์/ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
จะโชคดีแค่ไหน หากคนคนหนึ่งสามารถใช้เวลาและทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับสิ่งที่รัก นี่อาจเป็นคำอธิบายถึงชีวิต งาน และความสุขของผู้หญิงคนนี้ พิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในวัย 37 ปี เธอมีครบทั้งชีวิตครอบครัว งาน และความสำเร็จ
อาจเพราะรู้ใจตัวเองตั้งแต่ยังเรียนหนังสือว่าอยากทำอะไร เพราะฉะนั้นก็ไม่ยอมให้เสียเวลา พิมพรรณ เล่าให้ฟังว่า เพราะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สอนเรื่องชีวิต สอนให้เรียนรู้ชีวิตผ่านการอ่าน และเพราะการอ่านที่ทำให้ได้รู้ถึงมิติต่างๆ ของโลกและของตัวเอง โลกซ้อนโลก แล้วก็ถ่องแท้แก่ตนตั้งแต่ตอนนั้นว่า ฉันไม่ทำธุรกิจ แต่ฉันจะทำงานเพื่อสังคม
พิมพรรณ หรือ หวาน เรียนปริญญาตรี คณะอักษรศาสตร์ วิชาเอกภาษาอังกฤษ โทปรัชญา ที่มาของความคิดอุดมการณ์ที่หนักแน่น เพราะอักษรศาสตร์สอนให้มองรอบ สอนให้มองสังคม สอนให้มองธรรมชาติ สอนให้เราไม่ได้มองแต่ตัวของเราเอง
เมื่อเรียนจบได้ร่วมงานกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ด้านการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคมและการตลาดของธุรกิจการท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์งานมือ และผลผลิตทางการเกษตร ทำงานอยู่ที่มูลนิธิฯ 2 ปี จากนั้นก็ไปเรียนต่อปริญญาโทด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ Fletcher School of Law and Diplomacy, Tufts University แมสซาชูเซตส์ สหรัฐ
“เลือกที่เดียวคือที่นี่ เนื่องจากเป็นที่เดียวที่ให้โอกาสผู้เรียนในการเลือก เขาให้เราเลือกเองผสมเอง ยืดหยุ่นสูง แล้วสิ่งที่หวานเลือกก็คือ ธุรกิจระหว่างประเทศกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นสองสิ่งที่คิดว่าจะนำไปต่อยอดที่โครงการดอยตุงได้”
แม้จะไม่อยากทำธุรกิจ แต่โครงการดอยตุงก็ต้องอยู่และดำรงอยู่ให้ได้ในโลกธุรกิจ หวานเล่าว่า เรื่องที่ต้องเรียนรู้ คือ ธุรกิจกับการพัฒนาที่ไปด้วยกัน ปริญญาโทด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตอบโจทย์อย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ขณะที่เรียนอยู่ที่ต่างประเทศ ก็แอบมีไขว้เขวตามประสา
“แอบมีใจชอบโยคะ ไปเข้าคลาสเรียนอย่างจริงจัง ฝึกอย่างมุ่งมั่น เพราะชอบมาก ขนาดที่ว่ากลับกรุงเทพฯ มาเปิดสถาบันโยคะ Prana Studio สอนคนเป็นเรื่องเป็นราว”
แต่ด้วยจังหวะชีวิตกระมัง ที่ทำให้ในที่สุดหวานก็กลับมาสู่เส้นทางที่เคยเลือก สถาบันโยคะปิดตัวเองไป โดยขณะนั้นเธอทำงานเป็นพาร์ตไทม์ให้แก่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ติดตามเจ้านายไปทำข้อมูลโครงการดอยตุงในพม่า ที่ที่เธอเล่าว่า ชีวิตคนติดลบ อากาศดี ธรรมชาติสวย แต่คนจนจริง เจ็บจริง และตายจริง
“ทั้งๆ ที่ยาแก้มาลาเรียราคาไม่กี่บาท แต่ข้ามชายแดนไทยไป 50 กิโลเมตร คนที่นั่นเป็นไข้และตายเพราะมาลาเรีย เพียงแค่ไม่มีเงินซื้อยาราคาไม่กี่บาท บางหมู่บ้านล้มตายเป็นพันๆ คน หรือบางหมู่บ้านก็เป็นหิดกันทั้งหมู่บ้าน”
หวานเล่าว่า หมู่บ้านที่เข้าไปชื่อ หย่องข่า ตั้งอยู่ในรัฐฉาน ผู้คนเจ็บไข้และยากจน แนวทางในการพัฒนาใช้ตำราของสมเด็จย่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี นั่นคือ รักษาความเจ็บป่วยก่อน เพราะถ้าคนยังเจ็บยังจน เขาไม่มีแรงที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรให้ดีได้ มูลนิธิฯ เอายาเข้าไป เอาหมอเข้าไป แม้จะใช้เวลา แต่ทุกอย่างก็ค่อยๆ ดีขึ้น ปัจจุบันหย่องข่ามีโรงเรียนขนาด 500 คน และโรงพยาบาลขนาด 13 เตียง
“สมเด็จย่าเคยรับสั่งว่า ทุกอย่างอยู่ที่คน ร่างกายต้องแข็งแรง จิตใจต้องดี สติปัญญาต้องดี และเมื่อคนดี คนก็ทำหน้าที่ ครอบครัวก็ดี ชุมชนก็ดี สังคมก็ดี ประเทศชาติก็ดี โลกก็ดี สิ่งแวดล้อมก็ดี ทุกอย่างเริ่มต้นที่คน เราจึงพัฒนาคน” หวาน เล่า
จากโครงการพัฒนาในประเทศ ต่อยอดไปยังประเทศเพื่อนบ้านพม่า จากนั้นก็ไปอีกหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโครงการศูนย์พัฒนาชนบทที่อาเจะห์ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และโครงการส่งเสริมปศุสัตว์ ฝูงแกะกลางทะเลทรายที่บัลคห์ สาธารณรัฐอิสลามอัฟกานิสถาน มูลนิธิฯ ร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่น และที่สำคัญคือชุมชนในพื้นที่
“รัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น และชาวบ้าน จะต้องมีความเห็นชอบ ความเข้าใจ และความร่วมมือจาก 3 ระดับนี้ นี่คือกุญแจที่นำไปสู่ความสำเร็จ”
หน้าที่การงานประสบความสำเร็จ ส่วนชีวิตครอบครัวเป็นคุณแม่ลูกสาม ชีวิตตอนนี้ถ้าจะให้อัพเดตกันก็ต้องตอบว่า เป็นชีวิตที่มีความสุข งานอยู่ตัว หน้าที่ความรับผิดชอบเข้มข้น แต่ทีมก็เข้มแข็ง เพราะฉะนั้นก็ปล่อยวางได้มากขึ้น มีเวลาว่างให้ตัวเองมากขึ้น ว่างๆ (ถ้าว่างจริงๆ) ก็อาจมีแวบไปทำเล็บ (ฮา) หรือไม่ก็หยิบหนังสือเล่มโปรดขึ้นมาอ่าน
สำหรับลูกชายลูกสาวรวม 3 คน ประกอบด้วย ลูกสาวคนโต ดิศรา หรือ น้องพริม วัย 8 ขวบ ดิศศานุวงศ์ หรือน้องไพร วัย 6 ขวบ และน้องพริบ ดิศตริยา ลูกสาวคนสุดท้องวัย 2 ขวบครึ่ง คุณแม่ยังสาวและยังสวยบอกว่า ชีวิตลงตัวเพราะการบาลานซ์ชีวิต การเกลี่ยเวลาอย่างเหมาะสมกับงาน ครอบครัวและตัวเอง
“สมดุลชีวิตคือสิ่งสำคัญ ทำแต่งานๆๆๆๆ ก็ไม่ดี หรือดูแต่เฉพาะตัวเองก็คับแคบ ลูกเต้าตอนนี้บอกคำเดียวว่า ปล่อยวาง (ฮา) หวานอุเบกขาได้มากขึ้น เพราะใจดีขึ้น เข้าใจมากขึ้น วิธีนี้ลูกก็โต แม่ก็โต”
ส่งท้ายด้วยก้าวต่อไปของมูลนิธิฯ ที่จะต่อยอดองค์ความรู้และการทำความดีที่ไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะเมื่อประเทศชาติกำลังถูกแบ่งเป็นสีๆ อาจกล่าวได้ว่าเป้าหมายต่อไปคือ การทุ่มเทกำลังทั้งหมดต่อยอดโครงการในประเทศ เพื่อลดช่องว่างระหว่างคนมีกับคนไม่มีให้เหลือน้อยที่สุด เพราะถ้ามันคือต้นเหตุของความแตกแยก สีสันในชาติบ้านเมืองนี้ก็คงที่จะลดเลือนลง กระทั่งกลายเป็นสีเดียวกันของคนทั้งชาติมิใช่หรือ
พิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา
อายุ 37 ปี
การศึกษา
ปริญญาตรี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิชาเอกภาษาอังกฤษ โทปรัชญา
ปริญญาโทด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ Fletcher School of Law and Diplomacy,Tufts University แมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐ
ครอบครัว
สมรสกับ ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล บุตรชายใน ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล มีบุตรธิดา 3 คน
การทำงาน
ปี 2542 เริ่มทำงานกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ด้านการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคมและการตลาดของธุรกิจท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์งานมือและผลผลิตทางการเกษตรของโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ







