
ลอยเรือ เที่ยวถ้ำเล
แปลกที่ปีนี้พรรคพวกชวนให้ไปเที่ยวถ้ำมากกว่าปีก่อนๆ หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โกก้อย หรือ วิยะดา ศรีรางกูล
โดย...จำลอง บุญสอง
แปลกที่ปีนี้พรรคพวกชวนให้ไปเที่ยวถ้ำมากกว่าปีก่อนๆ หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โกก้อย หรือ วิยะดา ศรีรางกูล แห่ง ททท.กระบี่ ชวนผมไปดูงานลอยเรือของอูรักลาโว้ยที่บ้านศาลาด่าน อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ระหว่างที่ชนเผ่าอูรักลาโว้ยกำลังเตรียมงานพิธีอยู่นั้น นายอำเภอสุริยัน ณรุงกูล ก็ชวนทั้งคณะไปดูถ้ำบนเกาะที่ยังไม่ค่อยมีใครเข้าไปดูอีก 2 ถ้ำ
เทือกเขาเมืองกระบี่และจังหวัดใกล้เคียงเป็นเขาหินปูนแทบจะทุกเขา รูปทรงเขาหินปูนสวยแปลกๆ กว่าเขาหินชนิดอื่นก็เพราะน้ำฝนกร่อนความเป็นหินปูนออกมาเป็นรูปทรงต่างๆ ได้งามไม่ซ้ำกัน เขาหินปูนที่สวยๆ ก็มีที่กุ้ยหลิน ประเทศจีน ฮาลองเบย์ที่ฮานอย เวียดนาม เขื่อนรัชชประภา สุราษฎร์ธานี และแถวๆ กระบี่ ตรังและสตูล สระบุรีโคราชก็มี ที่ไหนมีโรงงานปูนก็แสดงว่ามีเขาหินปูนเยอะ แต่น้ำฝนก็ไม่ได้กัดกร่อนรูปทรงภายนอกของภูเขานะครับ มันยังลอดไหลไปละลายหินปูนออกมาพร้อมกับน้ำ กลายเป็นหินปูนย้อยลงมาวิจิตรพิสดารไม่ซ้ำทรงกันเลย น้ำบางส่วนทำให้กลายเป็นหินงอกขึ้น งอกกับย้อยบรรจบกันเมื่อใดก็กลายเป็นเสาหินปูนในถ้ำไปเมื่อนั้น เสาหินที่สูงที่สุดในโลกอยู่ในถ้ำบ้านเราที่เมืองกาญจนบุรีนี่เอง
ภูเขาหินปูนมีทั้งบนบกและในทะเล บางแห่งเป็นถ้ำน้ำลอดอย่างที่ถ้ำเลสเตโกดอนที่กระบี่ ลอดทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม ถ้ำลอดน้ำจืดบางแห่งมีปลาไม่มีตาและปลาตาบอดอาศัยอยู่ ที่ผมเคยไปเห็นด้วยตาตัวเองก็ที่พิษณุโลก แต่ผมไม่เห็นเขาเปิดให้ไปเที่ยวหรือทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว
คนกระบี่หรือคนแถบอันดามันบ้านเราเรียกถ้ำในทะเลว่า “ถ้ำเล” ทั้งนี้เพื่อบอกแหล่งที่อยู่ว่าไม่ใช่ถ้ำซึ่งอยู่บนบก เมืองกระบี่ ตรัง สตูล มีทั้งถ้ำบกและถ้ำในทะเล และมีไกด์พาเที่ยวต่างพื้นที่ไปคนละแบบ
ถ้ำเลแรกที่โกก้อยและนายอำเภอพาเที่ยว คือถ้ำแดงหรือถ้ำกะโหลก ถ้ำดังกล่าวเป็นโพรงที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงและอยู่สูงขึ้นไปเล็กน้อย ดังนั้นถ้าจะไปเที่ยวบนถ้ำได้ก็ต้องปีนบันไดห่วงยางที่ทำมุมเกือบ 90 องศา อุปสรรคด่านแรกกันเสียก่อน ส่วนถ้ำเลถ้ำที่สองอยู่บนเกาะที่อยู่ไม่ห่างจากถ้ำแรกมากนัก แต่การจะเข้าไปชมความงามของถ้ำแห่งนี้ได้ก็ต้องผ่านอุปสรรคคือน้ำขึ้น เพราะน้ำขึ้นจะไปปิดทางเข้าถ้ำ จึงต้องให้น้ำลงเต็มที่เสียก่อน จึงจะสามารถมุดขอบหินปูนของเกาะที่ถูกคลื่นกัดเซาะเว้าลึกเข้าไปจึงจะเดินเลียบหาดทรายที่ขัดหินปูนจนมนเข้าไปดูได้
ถ้ำเลแรกที่เขาเรียกถ้ำแดงก็เพราะมี “ผาหินปูน” สีแดงเด่นอยู่เป็นสัญลักษณ์ ผาหินปูนสีแดงเกิดจากการพังทลายของผาหินปูนที่ถูกน้ำฝนกัดเซาะตามธรรมชาติ เข้าใจว่าปูนและส่วนผสมอื่นๆ อาจจะถูกออกซิเดชั่นจนกลายเป็นสีแดงไป ผาหินปูนแดงแบบนี้มีหลายๆ ที่ในโลก แต่จะแดงมากแดงน้อยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ถ้ำแดงนี้ได้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า “ถ้ำหัวกะโหลก” ก็เพราะเขาหินปูนแห่งนี้ถูกแดด ถูกลม ถูกฝน ถูกกาลเวลา ชะภูเขาออกมาเป็นรูปกะโหลกได้อย่างลงตัวทีเดียว
ปากถ้ำกะโหลกไม่กว้างนัก แถมหินปูนยังป่นง่ายต่อการเหยียบย่ำ เพราะไม่ลื่น ระยะจากปากถ้ำถึงห้องโถงใหญ่ก็ไม่กี่ก้าว ดังนั้นจึงสามารถเข้าไปดูระย้าของหินงอกที่โผล่จากปากถ้ำอีกด้านหนึ่งได้อย่างสบายๆ มันดูคล้ายลิ้นที่แลบออกจากปากยักษ์ในสายตาผม ขอบถ้ำถูก “ราถ้ำ” สีเขียวหม่นยึดครอง ที่ราถ้ำยึดครองได้ก็เพราะราได้ความชื้นและแดดอ่อนจากปากถ้ำนั่นเอง ถ้ำหินปูนที่ไหนๆ มีแสงแดดอ่อนจากปากถ้ำส่องถึงก็มักจะมีราชนิดนี้เกาะกุมหินปูนเสมอ มันคล้ายถ้ำที่เขาขนาบน้ำหน้าเมืองกระบี่และที่อื่นๆ ในโลก
ถ้ำที่สองเป็นถ้ำตันอยู่ในซอกหลืบของขอบเกาะปริ่มน้ำที่ถูกน้ำทะเลเซาะลึกเข้าไป เวลาเข้าไปเที่ยวก็ต้องให้น้ำทะเลลดลงเสียก่อน จึงจะเห็นขอบที่เว้าเข้าไป จอดเรือใกล้ๆ แล้วก็เดินลงไปบนหาดทรายสลับหินปูนมนๆ ที่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะจนตะปุ่มตะป่ำเข้าไป
ถ้ำนี้เป็นถ้ำไม่ทะลุแบบถ้ำแรก ดังนั้นภายในถ้ำจึงมืด จะดูความอลังการของมันได้ก็ต้องใช้ไฟฉายส่องดูจึงจะเห็น ถ้าใครอยากถ่ายภาพถ้ำมืดๆ ให้ออกมาดูดีก็ต้องใช้ขาตั้งและมีไฟส่องหลายๆ ดวง หลายๆ มุม จึงจะถ่ายภาพออกมาได้อย่างมีมิติ ถ้ำนี้เป็นถ้ำที่ยังไม่ตาย เพราะมีน้ำจืดไหลเซาะหินปูนลงมาเป็นหยาดสวยงาม ยิ่งฤดูฝนด้วยแล้วยิ่งมากเข้าไปใหญ่
การที่เป็นถ้ำที่เข้าดูได้เฉพาะช่วงเวลาน้ำลงเท่านั้น นักท่องเที่ยวที่ไม่ชำนาญจึงควรพึ่งทัวร์ท้องถิ่นที่ชำนาญน้ำขึ้นน้ำลงตามฤดูกาล เข้าไปแล้วจะได้เห็นความดิบๆ ของถ้ำที่ไม่ค่อยมีคนได้เข้าไปว่าต่างจากถ้ำที่มีคนเข้าไปอย่างไร
ใครอยากจะไปถ้ำหลังเพิ่มเติมจากการไปเที่ยวทะเลลันตา ก็ขอแนะนำให้ติดต่อกับทัวร์ท้องถิ่นเสียก่อน (ติดต่อกับทางอำเภอก็ได้) ที่ให้ติดต่อกับทัวร์ท้องถิ่นก็เพราะเขารู้ทางและรู้เวลา (น้ำลง) นั่นเอง ที่สำคัญก็คือ ถ้ำดังกล่าวเป็นถ้ำตัน การเป็นถ้ำตันจึงเป็นถ้ำมืดตามเหตุปัจจัย ดังนั้นถ้านักท่องเที่ยวไม่เอาไฟส่องเป็นไม่ได้เห็นความสวยของถ้ำแน่ ให้ทัวร์ท้องถิ่นช่วยดีกว่าครับ!
ย้อนกลับมาเรื่องพิธีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ของชาวอูรักลาโว้ยกัน ใครไปเกาะลันตาไม่ได้ดูพิธีลอยเรือของชนเผ่านี้ก็ไปไม่ถึงเกาะลันตาที่แท้ครับ เพราะเกาะลันตาเป็นที่ที่มีชนเผ่านี้อยู่มาก่อนแบบเดียวกับอะบอริจินอยู่ออสเตรเลียหรืออินเดียนแดงอยู่มาก่อนพวกผิวขาวนั่นแหละ
พิธีลอยเรือของชาวเลมีจุดประสงค์ก็คือไหว้บรรพบุรุษและ (ใช้เรือ) ลอยเคราะห์ออกไปจากหมู่บ้าน เพื่อให้คนในหมู่บ้านทำมาหากินได้ดี จับปลาให้ได้มากๆ นั่นเอง ทุกๆ ที่ที่มีชาวเลอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเกาะลันตา เกาะสิเหร่ เกาะสุรินทร์ เกาะหลีเป๊ะ หรือเกาะในทะเลพม่า ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย
พิธีการเริ่มจากการที่ช่างประจำถิ่นช่วยกันเอาไม้ระกำซึ่งเป็นไม้เบาลอยน้ำได้มาต่อเป็นเรือไม้ระกำ เรือไม้ระกำนี้แต่เดิมเป็นเรือที่ชาวเลใช้อาศัยเป็นบ้านลอยน้ำอยู่ในทะเลมาก่อน แต่พอมาอยู่แผ่นดินตามเกาะก็เลิกใช้เป็นบ้านและหันมาสร้างบ้านเล็กๆ อยู่กันเป็นหมู่บ้านแทน (ตามรูป)
เรือไม้ระกำนี้จะมีคนขับเรือและลูกเรือที่ทำด้วยไม้ระกำอยู่ประจำเรือเหมือนเรือจริงทุกประการ ระหว่างที่อีกพวกหนึ่งกำลังต่อเรืออยู่อีกที่หนึ่ง หมอทำพิธีประจำหมู่บ้านก็พาลูกบ้านไปไหว้ศาลประจำหมู่บ้านซึ่งอยู่ในสวน ศาลที่สร้างจะมีขนมสีขาว แดง เขียว เหลือง ไส้ถั่วหรืออื่นๆ เป็นของหวาน มีไก่บ้านเป็นของคาว พอหมอทำพิธีเสร็จ ชาวบ้านก็จะทยอยเอาข้าวตอกมาโปรยเพื่อให้บรรพบุรุษ (ที่อยู่ประจำศาล) อวยพรให้พวกเขาอยู่ดีมีสุข หลังจากนั้นเด็กๆ และผู้หญิงก็จะเข้าไปเอาขนมและไก่มากินกันอย่างเอร็ดอร่อยเป็นอันเสร็จพิธี
หลังจากต่อเรือเสร็จตอนเย็นก็แห่เรือมาทำพิธีกันหน้าศาล “โต๊ะบาหลิว” (แบบเดียวกับศาลปู่ตา) ภายในหมู่บ้านริมทะเล ในศาลโต๊ะบาหลิวจะแกะสลักเนื้อแข็งเป็นรูปคน 3 คน ซึ่งทั้ง 3 เป็นสัญลักษณ์ของบรรพบุรุษที่พวกเขานับถือ แห่เสร็จก็เอาเรือไปตั้งไว้กลางลานประจำหมู่บ้าน หลังจากนั้นหมอผู้ทำพิธีก็สวดทำพิธีไหว้บรรพบุรุษข้างๆ รูปแกะสลักทั้ง 3 ท่ามกลางการบรรเลงเพลงรองเง็งโดยมีแม่เฒ่าของหมู่บ้านร้องเพลงร่วมไปเป็นระยะๆ ขับกล่อมกันทั้งคืนโดยมีเบียร์และสุราจิบเป็นระยะๆ ใครง่วงก็หลับ
นั่นพิธีด้านในนะครับ ส่วนด้านนอกก็มีการเปิดเพลงเต้นเป็นเพื่อนเรือ คนเต้นไม่ใช่หนุ่มสาวเท่านั้น แต่มีคนแก่และคนวัยกลางคนมากกว่า ทุกคนที่ขึ้นไปเต้นร่ำสุรากันทุกคนแหละครับ บางคนเต้นกันถึงเช้า ไม่ใช่เต้นกันสนุกๆ นะครับ เต้นเพื่อการร่วมงานนี้โดยเฉพาะ
ผมตื่นเช้าตั้งแต่ตีสี่กว่าๆ เพื่อไปดูการทำพิธีสวด วันนั้นฝนมาตั้งแต่เช้ามืด หมอทำพิธีไปฝนก็ตกไป เปียกและวุ่นวายมาก พอทำพิธีเสร็จชาวบ้านก็เอาข้าวตอกมาโปรยใส่เรือ หลังจากนั้นผู้ชายก็เอาเรือระกำที่ทำพิธีเสร็จแล้วขึ้นเรือเครื่องลำใหญ่ออกไปลอยนอกเกาะ เวลาลอยต้องดูลมด้วยนะครับว่าเรือลอยเคราะห์ลำนั้นจะไม่ถูกลมพัดกลับมาที่เกาะอีก ถ้าลอยกลับมาที่เกาะก็แสดงว่าเคราะห์กลับคืนมาสู่เกาะนั่นเอง
พิธีลอยเรือของชาวเลนี้คล้ายพิธีลอยเรือของชาวมอญริมทะเลในประเทศพม่าและพิธีผาสาดของคนริมน้ำโขงนะครับ
คนริมโขงจะใช้การลอยเรือไปในลำน้ำโขงเป็นการลอยเคราะห์เหมือนกัน ก่อนจะลอยเคราะห์ก็จะตัดเล็บใส่ลงไปด้วย ส่วนคนมอญเขาก็ทำพิธีแบบเดียวกัน ผมเคยรายงานเรื่องนี้ให้ท่านผู้อ่านท่องเที่ยวโพสต์ทูเดย์ไปแล้วเมื่อช่วงต้นปีไงครับ
ว่ากันว่าลอยกระทงก็มีจุดมุ่งหมายคล้ายๆ กัน เป็นวิถีของคนในถิ่นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่น่าจะได้รับมาจากอินเดียมาผสมผสานกับการนับถือผีที่มีอยู่แล้ว ส่วนพุทธไม่ได้เป็นแบบนี้ เพราะพุทธให้ทุกคนพึ่งตัวเองแบบอัตตาหิ อัตโนนาโถ ไม่มีใครเป็นอรหันต์แทนใครได้ ส่วนใครจะเอาพิธีทางพราหมณ์หรือผีไปปนด้วยก็เป็นเรื่องการผสมผสานวัฒนธรรมและความเชื่อเอามาผสมผสานกันเอาเอง
ศาสนาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ศาสนาที่มีพระเจ้ากับศาสนาที่ไม่มีพระเจ้า ศาสนาพุทธไม่มีพระเจ้า มีแต่ความหลุดพ้นเป็นจุดมุ่งหมาย ส่วนใครอยากหลุดพ้นก็ต้องแสวงหาความหลุดพ้นด้วยตัวเอง ไม่มีใครตรัสรู้แทนใครได้ครับ!







