
12 ปี เทศกาลละครกรุงเทพ ยิ่งเล่นยิ่งคึก
ล่วงเลยมาถึงปีที่ 11 แล้ว แต่ดูเหมือนว่าเทศกาลละครกรุงเทพ จะได้รับความนิยมจากคนดูเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
อินทรชัย พาณิชกุล ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์
ล่วงเลยมาถึงปีที่ 11 แล้ว
แต่ดูเหมือนว่าเทศกาลละครกรุงเทพ จะได้รับความนิยมจากคนดูเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
อาจเป็นเพราะว่านี่คือมหกรรมการแสดงที่เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่อลังการที่สุด คึกคักมีสีสันที่สุด คนดูท่วมท้นล้นหลามที่สุดของวงการละครเมืองไทย
........
รู้กันในหมู่นักชมละครเวทีทั่วโลกว่าเมื่อเอ่ยถึงเทศกาลละครที่ยิ่งใหญ่และน่าดูที่สุด ต้องนึกถึง Edinburgh Festival Fringe แห่งสหราชอาณาจักร ไม่ก็ Festival D'Avignon ของประเทศฝรั่งเศส หมุดหมายสำคัญในการเดินทางมาชมของนักท่องเที่ยวทุกสารทิศ
บ้านเรา เทศกาลที่ใกล้เคียงกับสองประเทศนั้น คือ เทศกาลละครกรุงเทพ ที่รวมเอากลุ่มละครของไทยเอาไว้ได้มากที่สุดในงานเดียว เริ่มต้นจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2545
“เทศกาลละครบ้านเราเริ่มต้นจัดมาตั้งแต่ยังมีคณะละครเข้าร่วมเพียงไม่กี่คณะ ส่วนมากก็เป็นพวกที่แก่ๆ กันในวันนี้แหละ (หัวเราะ) คนทำละครสมัยนั้นเคยไปผจญภัยล้มลุกคลุกคลานร่วมกันมาในงานเทศกาลละครที่ต่างประเทศ พวกเราหลายคนจากหลายคณะที่ทำละครกันมาอย่างต่อเนื่อง ก็มานั่งคุยกัน ตกลงกันว่าเราน่าจะร่วมกันลองจัดเทศกาลละครกรุงเทพดูบ้าง ผ่านมาแป๊บเดียวก็เป็นปีที่ 11 เข้าไปแล้ว
เทศกาลละครกรุงเทพ เป็นงานที่คนทำละครทุกคณะจะได้มาเจอกันพร้อมเพรียงกันสักครั้งในรอบปี ทั้งคนเก่า คนใหม่ เป็นสนามประลองงานที่จะสร้างทั้งความมั่นใจและทักษะในการจัดการแสดงต่อหน้าสาธารณชนด้วย”
คำบอกเล่าของ ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์ แห่งกลุ่มละคร New Theatre Society ผู้กำกับละครเวทีไทยรุ่นเก๋าที่มีผลงานปรากฏมาอย่างต่อเนื่องมามากกว่าสองทศวรรษ ได้รับยกย่องว่าเป็นเจ้าพ่อละครดัดแปลงของไทย ซึ่งมักจะนำบทประพันธ์ตะวันตกมาดัดแปลงให้เข้ากับบริบทไทยได้อย่างแนบเนียน
ผลงานล่าสุดที่ทำร่วมกับคณะละครมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คือ “คนทรงเจ้า” ดัดแปลงจากบทประพันธ์ดังของ วิมล ไทรนิ่มนวล ซึ่งได้รับรางวัลสำคัญหลังเข้าร่วมเทศกาลละครที่เมืองหนานจิง และนำกลับมาแสดงในเทศกาลละครกรุงเทพปีนี้เพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสชมกันด้วย
รัชชัย รุจิวิพัฒน์ Artistic Director ที่คอยดูแลความเป็นไปและควบคุมภาพรวมของเทศกาลละครกรุงเทพครั้งนี้ และสมาชิกกลุ่มละครใบ้เบบี้ไมม์อันโด่งดัง บอกว่า เทศกาลละครกรุงเทพเป็นการสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักละครอย่างแท้จริง ทั้งในส่วนผู้ทำละครและผู้ชื่นชอบดูละคร
“คณะเบบี้ไมม์ร่วมงานมาตั้งแต่ปีแรก ณ ตอนนั้นรู้สึกว่าเมื่อสิบกว่าปี เทศกาลละครช่างยิ่งใหญ่มาก มีทั้งคนเล่นและคนดูเยอะแยะ บรรยากาศการเล่นละครที่สวนสันติชัยปราการมันก็ดูคลาสสิกดี พอเราค่อยๆ เริ่มเติบโตขึ้นมาก็ได้เห็นทั้งเพื่อนกลุ่มละครอื่นๆ ที่โตขึ้นมาพร้อมเรา เห็นคณะละครรุ่นน้องใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นตามมา
เทศกาลละครกรุงเทพมีการเติบโตที่ชัดเจน ผ่านมา 11 ปีแล้ว เทศกาลนี้ก็ยังไม่หายไปไหน อาจจะเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า เทศกาลของเรานี่แน่นพอสมควร คือ มีทั้งคนดูและคนทำ รวมถึงมีชุมชนที่พร้อมจะให้การสนับสนุนจริงๆ อย่างทุกปีเราก็จะได้รับการสนับสนุนจากชุมชนบางลำพู แล้วในปีนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร”
เทศกาลละครกรุงเทพครั้งที่ 11 ได้ย้ายสถานที่จัดงานหลักจากสวนสันติชัยปราการ ถนนพระอาทิตย์ มายังหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร บริเวณแยกปทุมวัน
วรัญญู อินทรกำแหง หนึ่งในคณะทำงานเทศกาลละครกรุงเทพ และสมาชิกของ “BFloor Theatre” บอกว่า เป็นความท้าทายที่ต้องรับมือ
“เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งสถานที่จัดเดิมใกล้กับวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ทำให้เทศกาลละครกรุงเทพต้องยุติการจัดเทศกาลที่สวนสันติชัยปราการ ย้ายการแสดงเกือบทั้งหมดมาไว้ที่หอศิลป์ กรุงเทพฯ
การย้ายพื้นที่จัดแสดงหลักมาไว้ที่หอศิลป์ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะบรรยากาศการแสดงที่สวนสันติฯ ที่ใกล้ชิดเป็นกันเองกับชุมชนและผู้ชม จัดอยู่ในสวนสาธารณะริมแม่น้ำ ทำให้คณะละครต้องมาปรับใช้พื้นที่กับการแสดงภายในหอศิลป์ ซึ่งอาจจะมีความเป็นทางการมากขึ้น ถือเป็นความท้าทายของคณะละครแต่ละคณะที่ต้องจัดแสดงในพื้นที่ซึ่งตัวเองไม่คุ้นเคย
การย้ายมาจัดที่นี่ทำให้คณะละครต่างๆ ได้พบกับกลุ่มผู้ชมใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เป็นกลุ่มคนที่มาเดินเล่นชมงานในหอศิลป์ เพราะหอศิลป์ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและสะดวกต่อการเดินทาง มีรถไฟฟ้า ใกล้กับศูนย์การค้า จึงมีผู้คนเดินเข้ามาตลอด อีกอย่างคนที่อาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นเทศกาลของเรามาก่อน ก็จะได้รู้ว่าบ้านเรามีเทศกาลแบบนี้ด้วย ส่วนผู้ชมเดิมที่สวนสันติฯ ก็มีไม่น้อยที่ยังติดตามมาชม”
ไฮไลต์น่าสนใจอยู่ที่เทศกาลละครปีนี้อยู่ตรงการแสดงผลงานจำนวนมากกว่า 60 คณะละคร ทั้งที่เป็นคณะละครไทยอาชีพและมือสมัครเล่น รวมถึงการแสดงจากศิลปินรับเชิญจากต่างประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่นาฏศิลป์ตามประเพณีนิยม ละครพื้นบ้าน ละครเวทีร่วมสมัย ละครใบ้ นาฏลีลา Physical Theatre (ศิลปะการเคลื่อนไหวร่างกายหลายแบบมาสร้างสรรค์การแสดง) ละครร้อง ละครแนวทดลอง ละครสำหรับเด็กและครอบครัว ละครเร่ ฯลฯ ไปจนถึงโรงละครอีกหลายแห่งทั่วกรุงเทพฯ ที่เข้าร่วม
ดำเกิง บอกว่า ความเหนื่อยยากแสนสาหัสของการจัดเทศกาลละครต่อเนื่องมาตลอด 11 ปี ก็คือ การที่ศิลปินต้องเป็นคนจัดเทศกาลด้วยตัวเอง โดยปราศจากการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาครัฐ
“การที่ศิลปินเป็นคนจัดเทศกาลด้วยตัวเอง ข้อดีคือ ศิลปินรู้จักทั้งคนทำงานและตัวงาน จึงรู้ดีว่าควรจะจัดวางอะไรไว้ตรงไหน แต่ข้อเสียก็คือ มันมีเพดาน เพราะว่าศิลปินก็ต้องสร้างงานของตัวเอง จึงไม่สามารถที่จะทำงานจัดการได้อย่างเต็มที่
การประสานงานที่ดี เพื่อให้เทศกาลไปได้ไกล กว้าง และแข็งแรงกว่านี้ ยังเป็นไปได้ยาก หมายถึง การหาคนมาสนับสนุน รวมถึงการสร้างคนดูใหม่ๆ และการเผยแพร่ให้เทศกาลเป็นที่รู้จัก หรือแตกกิจกรรมที่นอกเหนือไปจากการแสดงที่ให้แต่คนมานั่งดู ต่อยอดไปที่การเวิร์กช็อปให้ศิลปะการแสดงเป็นไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่เพียงแต่มานั่งดู ซึ่งคนดูก็เข้าถึงบ้างไม่ถึงบ้าง ที่ต่างประเทศ เทศกาลระดับนี้รัฐบาลจะเข้ามาสนับสนุนอย่างเต็มที่ ส่วนของไทย ถ้าเห็นว่ามันมีความสำคัญในแง่ที่ว่ามันสามารถหล่อหลอมคนให้เป็นคนเต็มคนยิ่งขึ้นผ่านงานศิลปะ ก็ควรจะยุ่งให้มากกว่านี้”
รัชชัย กล่าวเสริมในฐานะที่เคยเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแสดงในเทศกาลละครใบ้ที่เมืองชุนชัน ประเทศเกาหลี ว่า
“งานจัดที่เมืองชุนชัน เมืองชนบทที่ไม่ได้มีระบบการจัดการที่ดีไปกว่าเรา แต่ที่น่าพูดถึง คือ มีการจัดการให้มีอาสาสมัครได้ดีมาก แม้บางทีตกๆ หล่นๆ แต่ศิลปินก็อภัยให้ได้ว่ายังอยู่ในเงื่อนไขแบบที่เป็นอยู่ อย่างหนึ่งที่เห็นด้วยก็คือ รัฐเขามีการสนับสนุนที่ดีมาก เขาช่วยเต็มที่เลย เมืองไทยศิลปินต้องเป็นคนจัดงานกันเอง
ผมคิดว่าในอนาคตน่าจะมีการสร้างระบบอาสาสมัครที่ดีขึ้นกว่านี้ มันควรจะมีกิจกรรมที่สร้างอาสาสมัครขึ้นมา อาจจะเป็นนักเรียน นักศึกษาที่ต้องการมีประสบการณ์ในการทำงาน นี่เป็นโอกาสที่เขาจะได้เรียนรู้ บางทีมันก็อาจจะไม่ต้องการจ้างคนก็ได้ เพราะคนที่อยากจะเรียนรู้หรือทำงานเพื่อสังคมนี่ก็มีอยู่แล้ว เพียงแต่เราอาจจะต้องมีระบบที่จะสร้างอาสาสมัครขึ้นมา ซึ่งผมคิดว่าอยากจะให้เทศกาลละครกรุงเทพมีสิ่งนี้เกิดขึ้นในปีข้างหน้า”
วรัญญู ทิ้งท้ายว่า เทศกาลนี้ช่วยเปิดโอกาสทำให้วัฒนธรรมการชมละครกว้างขึ้น
“แม้จะเติบโตขึ้นทีละน้อยๆ แต่ก็เป็นเทศกาลที่ยังมีโอกาสที่จะเติบโตขึ้นได้อีกไกล เพราะมีจุดเด่นในเรื่องของการเป็นเทศกาลที่มีคณะละครเข้าร่วมมากที่สุดในประเทศไทยและจัดกันมาอย่างต่อเนื่องทุกปี รูปแบบการแสดงก็หลากหลายมาก โดยส่วนตัวคิดว่าไม่อยากจะให้เทศกาลละครกรุงเทพย่ำอยู่กับที่ อยากจะเห็นโมเดลของการทำงานใหม่ๆ ที่มองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ เพื่อการได้มาซึ่งผู้สนับสนุนทั้งที่เป็นภาครัฐหรือเอกชน เพื่อทำให้เทศกาลและศิลปะการละครเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น”
.........
ทั้งหมดคือเสียงสะท้อนจากผู้จัดงานเทศกาลละครกรุงเทพครั้งที่ 11 ที่ทำออกมาได้อย่างน่าพึงพอใจ แม้จะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ แต่พวกเขาก็ยังยินดีที่จะลงแรง เพื่อสร้างรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความสุขของผู้ชม
ภายใต้ความหวังว่าปีหน้าจะดียิ่งขึ้นไปอีก
มีอะไรในเทศกาลละครกรุงเทพ
เทศกาลละครกรุงเทพครั้งที่ 11 จัดแสดงติดต่อกันตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ระหว่างวันที่ 2-17 พ.ย. 2556
พื้นที่จัดการแสดงภายในหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าที่สุด โดยกำหนดให้บริเวณลานหน้าหอศิลป์เป็นเวทีกลางสำหรับจัดแสดงโชว์แคสต์งานของคณะละครต่างๆ ให้ชมฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงละครเสียค้าเข้าชมและไม่เสียค่าเข้าชมที่จะกระจายตัวอยู่ตามห้องประชุม โถงใหญ่ ห้องกระจก และห้องหับต่างๆ ภายในหอศิลป์
ไฮไลต์ของเทศกาลปีนี้นั้น อยู่ที่การแสดงภายใน Black Box Theatre หรือ “ห้องสตูดิโอ ชั้น 4” ซึ่งถูกเนรมิตให้กลายเป็นโรงละครกล่องดำจัดแสดงงานโปรดักชั่นเต็มรูปแบบที่ได้รับการเลือกสรรแล้วเท่านั้น อาทิ งานของศิลปินมือรางวัล ละครที่ได้รับเชิญไปแสดงในเทศกาลละครที่ต่างประเทศ ผลงานใหม่ของศิลปินศิลปาธร และงานของกลุ่มละครสมาชิกสามัญของเครือข่ายละครกรุงเทพฯ แต่ละกลุ่มมีอายุการทำงานมายาวนาน นอกจากนี้ยังมีเวทีสำหรับเด็กและเยาวชน ให้คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองได้พาลูกๆ มาใช้เวลาว่างในครอบครัวด้วยกันอีกด้วย
ผู้สนใจจะเข้าชมงาน สามารถตรวจสอบตารางการแสดงและข่าวสารของเทศกาลได้ทาง www.bangkoktheatrenetwork.com และ Facebook : Bangkok Theatre Festival (มีทั้งการแสดงที่เปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและการแสดงที่ต้องซื้อบัตรเพื่อเข้าชม)







