
ปรับตัวก่อนปิดกิจการ
รู้ๆ กันว่าปีนี้ไอทีคอนซูเมอร์ หรือตลาดสินค้าไอทีทั่วไปไม่ดีเอาซะเลย ปัจจัยหลักมาจากตลาดโน้ตบุ๊กที่หดตัวกว่า 20%
โดย...นายบรอดแบนด์
รู้ๆ กันว่าปีนี้ไอทีคอนซูเมอร์ หรือตลาดสินค้าไอทีทั่วไปไม่ดีเอาซะเลย ปัจจัยหลักมาจากตลาดโน้ตบุ๊กที่หดตัวกว่า 20% ทำให้ตลาดไอทีโดยรวมแย่ไปด้วย นั่นเพราะตลาดไอทีทั่วไปมีสัดส่วนของโน้ตบุ๊กมากกว่า 50% และเมื่อโน้ตบุ๊กแย่ ทำให้ภาพรวมตลาดไอทีทั่วไปแย่ไปด้วย และที่ลำบากที่สุดก็คงจะเป็นผู้ประกอบการร้านค้าปลีกอุปกรณ์ไอทีทั่วประเทศนั่นเอง
ข่าวจากวงในบอกว่า มีร้านค้าปลีกไอทีปิดกิจการไปแล้วกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ จากร้านค้าปลีกไอทีที่มีอยู่ประมาณ 3,000 แห่ง เท่ากับว่ามี 10% ที่ปิดไปแล้ว และมีอีกอย่างน้อย 20% ที่มีปัญหาสภาพคล่อง การบริหารสินค้าคงคลังเท่ากับว่าโอกาสปิดตัวยังจะเพิ่มขึ้นอีก
มาทำความเข้าใจแบบสั้นๆ กับธุรกิจสินค้าไอทีเทคโนโลยี อันดับแรกคือ สินค้ามาเร็วไปเร็วมาก ด้วยความเป็นเทคโนโลยี ดังนั้น ผู้ผลิตจะพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาเสมอเพื่อรักษาระดับราคา และกระตุ้นให้ผู้บริโภคเปลี่ยนอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น สินค้าที่ร้านค้าปลีกรับมาควรรีบปล่อยออกไปให้เร็วที่สุด ยิ่งเก็บไว้นานโอกาสกลายเป็นของเน่ามีสูง ที่สำคัญคือ ราคาสินค้าไอทีนั้นปรับตัวลดลงเร็ว ดังนั้น การเก็บสินค้าไว้นานโอกาสที่จะขาดทุนก็สูงตามไปด้วย
นอกจากนี้ กำไรที่ได้จากการขายสินค้าไอทีต้องบอกว่าบางเฉียบ อยู่ที่ประมาณ 6-7% เท่านั้น
กว่าปีที่ผ่านมา สินค้าในตลาดโมบายคือ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต มาแรงมาก คนหันไปให้ความสนใจและซื้อหามาใช้งานกันอย่างแพร่หลาย เพราะหวือหวากว่า สนุกสนานกว่า และเป็นอะไรที่ใหม่สำหรับผู้ใช้ในไทย ทำให้ตลาดไอทีทั่วไปยิ่งซบเซาลงไปอีก ร้านค้าปลีกเชนสโตร์ขยับไปขายสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตกันทั้งนั้น แต่พวกร้านค้าปลีกไอทีที่เป็นเถ้าแก่ กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ที่ไม่ทันได้ตั้งตัว ไม่มีแผนการรองรับไว้ ก็ยิ่งต้องเหนื่อยกับการบริหารจัดการสินค้า บริหารผลกำไร และสุดท้ายเมื่อไม่ไหวจึงต้องปิดตัวไป
หนทางรอดในธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอที คงต้องบอกว่าต้องรวดเร็ว ติดตามข่าวสาร ต้องยืดหยุ่นสูงพร้อมจะเพิ่มและลดสินค้าได้ตลอดเวลา ยอมลดกำไรหรืออาจจะขาดทุนเพื่อปล่อยสินค้าออก และสุดท้ายหากไปต่อไม่ไหวจริงๆ การชิงเลิกกิจการ บาดเจ็บพอประมาณ อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุด







