
วิถีจิตวิถีธรรมในสติปัฏฐาน...ตามแนวอานาปานสติ(ตอน ๑๓)
การรู้ลมคู่หนึ่งจึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ มันค้นคว้าในเรื่องของจิตล้วนๆ และมันให้เห็นการแสดงความสัมพันธ์ในรูปกาย ในมหาภูตรูปนี้ ถ้าลมคู่นี้ไม่ดี
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
การรู้ลมคู่หนึ่งจึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ มันค้นคว้าในเรื่องของจิตล้วนๆ และมันให้เห็นการแสดงความสัมพันธ์ในรูปกาย ในมหาภูตรูปนี้ ถ้าลมคู่นี้ไม่ดี รูปกายนี้ก็มีความอ่อนแอ คนไข้คนเจ็บคนป่วยก็จะเห็นกับสภาพของลมคู่นี้ที่แปรผัน ไม่เหมือนเดิม มีความร้อน มีสภาพต่างๆ นานา เราก็จะเห็นสภาพแห่งรูปกายนี้มีความผกผันในความตั้งดำรงอยู่ ที่เกิดขึ้นจากการอิงอาศัยของ ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือ ธาตุ ๕ อากาศธาตุ อันมี ธาตุ ๖ คือจิตวิญญาณถือครองอยู่ เรียกว่า วิญญาณธาตุ
การกำหนดรู้ลมคู่นี้จึงต้องประณีต ทุกๆ ขณะที่เขาดำเนินอยู่นั้นบ่งบอกถึงความมีชีวิต เป็นความมีชีวิตที่กำหนดรู้ที่ลมคู่นี้ อันมีที่ตั้งของจิต และเป็นที่ดำเนินของกาย ลมจึงประสานกายจิตนี้ให้มีสภาพธรรมสู่ความเป็นเอกภาพ เอกภาพนั้นทำให้จิตนั้นดำรงความตั้งมั่นสืบเนื่องจากเบื้องต้น เป็นความโน้มไปสู่ความสามัคคีแห่งกายจิตที่ประณีตและละเอียด แต่มันดำเนินไปอย่างมีความรู้ รู้เข้าไปในการทำงานอย่างละเอียด ที่เกิดขึ้นจากสภาพการกำหนดรู้ลงไปในลมคู่นี้ หรือในกายนี้ที่สืบเนื่องจากลมคู่นี้ แผ่ลงไป
ลมหายใจเข้าออกนี้ แท้จริงแล้วมีสภาพเหมือนกายละเอียด เรียกว่ากายลมก็ได้... ส่วนรูปกายที่ตั้งอยู่นี้เป็นกายธาตุ ๔ หรือมหาภูตรูป ๔ ซึ่งเป็นกายหยาบจับต้องมองเห็นได้... เมื่อลมหายใจแผ่ลงไป มันก็จะกระจายส่งลงไปในรูปกายหรือมหาภูตรูปนี้ จัดความสัมพันธ์ของ ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้มีความเป็นเอกภาพ มีความสมดุลเกิดขึ้นเพื่อการดำรงอยู่
ถ้าลมหายใจเข้าออกคู่นี้ ลงไปแต่งอย่างละเอียด กายนี้ก็จะละเอียด... ถ้าลมเข้าไปแต่งหยาบ กายนี้ก็จะหยาบ ดังนั้นลมที่ละเอียดเท่าไหร่ กายสังขารนี้ก็จะละเอียดเท่านั้น จนสามารถระงับความปรุงแต่งแห่งกายได้ ด้วยความประณีตแห่งลมหายใจ ที่ดำเนินไปด้วยจิตที่มีภาวะนุ่มนวลจนนิ่งสงบ รวมลงเป็นหนึ่งเดียวแห่งจิต เรียกว่า เข้าสู่สมาธิชั้นสูง
สภาพกายที่มีความหยาบ มีความเจ็บความปวด มีความบีบเค้นบีบคั้น จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับลมคู่นี้ ถ้าลมคู่นี้ละเอียดมากๆๆๆๆ ความละเอียด ทางกายมากๆๆๆๆ ความหยาบ ความบีบเค้นทางกาย ก็จะลดลงๆ จนอาการที่เกิดจากความไม่สบายกายนั้นก็จะลดลง ให้ผลจิตนั้นมีความสงบและลดความบีบเค้นที่เกิดจากความไม่สบายกาย เขาเรียกว่าลดความไม่สบายใจลงด้วย ทุกข์โทมนัสมันก็ลดลง ทั้งความไม่สบายกายความไม่สบายใจที่มันมีอยู่ของมันเป็นปกติ มันก็จะลดลำดับลง ลดลงๆๆ จนมันนิ่งสงบทุกลมหายใจเข้าออก มันนิ่งสงบลงจนเกิดอำนาจอันหนึ่งเกิดขึ้นจากความสงบก็คือความสุข ความสงบทำให้เกิดความสุข
แต่อาการก่อนเกิดถึงความสุขแห่งจิต อันมีความเบิกบานเป็นเครื่องแสดงก่อน มันจะไม่ได้สุขทันที มันต้องเบิกบาน มันมีอาการหนึ่งที่เรารู้ทางจิตว่ามันมีความเบิกบาน เบิกบาน สดใส อิ่มเอิบ เหมือนเราได้รับรู้ ได้สัมผัสอะไรที่มันดีๆ ไม่ว่าสิ่งใดๆ ที่เราได้เห็น ได้รู้ ได้รับทราบ หรือได้กลิ่น ได้สัมผัส มันเบิกบานแผ่ออกมาจากจิตและก็ให้ความสุขนั้น อาการของความเบิกบานแผ่ออกมา เรียกว่า ปีติ และรวมเป็นความสุข สุขก็คืออาการที่จิตมันชอบใจ มันถือชอบในอารมณ์นั้นที่ไม่บีบเค้นให้เกิดความทุกข์ จึงเรียกว่า ความสุขแห่งอารมณ์นั้น
จิตมันก็จะแล่นเข้าถึงอารมณ์ของปีติและสุขที่เกิดขึ้น ปีติและสุขที่เป็นอารมณ์เกิดขึ้นนี้เป็นอารมณ์เกิดจากความเป็นกุศลจิต ให้มีวิบากเป็นกุศลธรรม นำไปสู่คุณความดีที่ไม่มีโทษ โดยรู้ละจากความเป็นอกุศล เพิ่มพูนความเป็นกุศลให้มากยิ่งขึ้น...
จิตก็จะรวมเข้าแนวเดียว ให้นิ่ง นุ่มนวล สงบ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้นั้น จิตจะต้องพบหลักธรรมะ ธรรมะก็คือหลักที่ให้จิตไม่เคลื่อนไหวซัดส่าย ธรรมะเป็นหลักยึดของจิต จนเกิดสารธรรมขึ้นในจิต ให้จิตนั้นสงบรวมลงที่ลมหายใจคู่นี้ และนิ่งสงบลงจนเกิดความตั้งมั่นแห่งจิต และกายนั้นก็สงบรวมลงกับจิตนั้นด้วย จนกายจิตนั้นมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน และจิตรับอาการหนึ่งขึ้นคือปีติและสุข ณ ขณะที่กายสังขารนี้สงบลง ทุกลมหายใจคู่นี้ที่เข้าออก เข้าออก และประณีตลง ประณีตลง ประณีตลง... ตามกำหนดรู้ลงไปอย่างต่อเนื่องที่ไม่ขาดตอน
ไม่ขาดตอนที่จะให้จิตนั้นโลดแล่นทิ้งฐานออกไปจากลมคู่นี้ ไปสู่เรื่องราวต่างๆ ภายนอก ตรงนี้คือปัญหาของนักปฏิบัติที่ไม่สามารถทำให้เกิดการรวมจิตลงฐานลงได้ จึงทำให้จิตนั้นไม่สามารถที่จะเข้าแนวเดียว แน่วแน่จนถึงที่สุดแห่งความสงบกายสังขาร เพื่อการเข้าถึงอำนาจปีติสุขได้ ซึ่งอำนาจปีติสุขที่เกิดขึ้น เป็นเครื่องแสดงความเข้าแนวเดียวของจิตสู่ความเป็นหนึ่งจิต เรียกว่า การมีสมาธิที่พัฒนาไปตามลำดับ จากสมาธิชั้นต่ำสู่สมาธิชั้นสูง
การเข้าถึงอำนาจปีติสุขจึงเป็นสัญญาณที่สำคัญของการพัฒนาจิต เพื่อการเพิ่มพูนคุณภาพจิตสู่ความตั้งมั่น จึงต้องควบคุมจิตรวมรู้ลงไปเป็นฐานจิต ฐานจิตที่อาศัยลมคู่นี้เป็นตัวตั้งฐานจนสามารถรวมจิตลงฐานให้จิตสงบลงๆๆๆ เป็นความสงบที่ให้เกิดอาการปีติและสุขปรากฏเป็นเบื้องต้น และกายสังขารนี้จะสงบระงับไป...
...ตรงนี้สิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตก็คือความตั้งมั่น เรียกว่า มีสมาธิเกิดขึ้น อย่างมีการกำหนดรู้ในความตั้งมั่นนั้น คือรู้ว่าความตั้งมั่นนั้นเกิดขึ้น ความตั้งมั่นนั้นคือความเป็นแนวเดียวของจิต ที่เข้าแนว เข้าครรลอง หรือเข้ามรรคของจิต ที่ให้เกิดอารมณ์ธรรม ๒ ตัว คือ ปีติและสุขเกิดขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นและสังเกตให้เห็นได้ในสิ่งที่เกิดขึ้น คือ กายสังขารระงับไป ด้วยลมนี้ประณีต ละเอียด เบาบาง จนสงบลงอย่างอัศจรรย์มาก ในความสงบลงนั้นจึงมีอาการรู้ ตื่น เบิกบานมากขึ้น คือ มีพุทธภาวะมากขึ้น ณ ขณะจิตที่เข้าแนวเดียวนี้ ด้วยการเจริญอานาปานสติอย่างไม่ขาดตอน และสามารถที่จะรวมรู้ลงไปในอำนาจธรรมวิถีนี้ จนสงบนิ่ง เข้าถึงปีติ เข้าถึงสุข และเห็นแจ้งรู้ชัดว่ากายสังขารนี้ได้ระงับไป...
(อ่านต่อฉบับหน้า)







