posttoday
ทำงานคิดบวก ในแบบ ดร.สายศิริ ศิริวิริยะกุล

ทำงานคิดบวก ในแบบ ดร.สายศิริ ศิริวิริยะกุล

04 พฤศจิกายน 2556

ดอกเตอร์สาววัยเพียง 27 ปี โจ้สายศิริ ศิริวิริยะกุล ทายาทรุ่นที่ 4 กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น หรือ KTIS Group

โดย....วราภรณ์ ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

ดอกเตอร์สาววัยเพียง 27 ปี โจ้-สายศิริ ศิริวิริยะกุล ทายาทรุ่นที่ 4 กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น หรือ KTIS Group ผู้ผลิตน้ำตาลทรายรายใหญ่อันดับต้นๆ ของเมืองไทย เธอยังรั้งตำแหน่งเลขานุการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเจ้าพระยา จ.นครสวรรค์ อันเป็นธุรกิจหนึ่งเพื่อสังคมที่ตั้งขึ้นเพื่อให้การศึกษากับชาวไร่อ้อยให้ได้มีการศึกษาที่ดี ดร.โจ้ เป็นบุตรี นพ.ประสงค์ ศิริวิริยะกุล รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากศึกษาจบดีกรีดอกเตอร์จากสหรัฐอเมริกาด้านกฎหมายก็กลับมาสานต่อธุรกิจของตระกูลทันที โดยเธอนั่งในตำแหน่งผู้อำนวยการ ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์และการสื่อสารองค์กร บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น

ด้านกฎหมายคือสาขาที่ ดร.สายศิริ ชื่นชอบ แม้ธุรกิจของตัวเองคือโรงงานผลิตน้ำตาลทราย แต่ก็น่าจะนำความรู้ด้านกฎหมายมาช่วยพัฒนาธุรกิจไปได้

“ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารองค์กรมีหน้าที่ต้องทำหลายอย่าง เช่น ทำกิจกรรมสื่อสารองค์กร ผลิตสื่อ ดูแลภาพลักษณ์องค์กรทั้งภายในภายนอก นอกจากนี้ยังทำงานตามที่ผู้บริหารมอบหมาย เช่น งานด้านบริหาร นอกจากงานบริหารในกลุ่มเคทีสแล้ว โจ้ยังเป็นเลขานุการอธิการบดีดูด้านการศึกษา ได้เข้าไปสอนนักศึกษาวิชาแก้วสารพัดนึก เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ข้อคิด เพื่อให้แรงบันดาลใจกับน้องๆ คุณย่าบอกอยู่เสมอว่า เราต้องรู้สึกว่านักศึกษาเป็นทั้งลูกและเป็นทั้งศิษย์ คือต้องดูแลเขาเหมือนเป็นลูกของเรา โจ้ก็ได้นำความรู้การปรับตัวตอนเรียนปริญญาโทและเอกมาเล่าให้น้องๆ ฟัง เพื่อให้น้องๆ เกิดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ และเปิดโลกทัศน์ของน้องๆ ให้กว้างขึ้น”

ดร.โจ้ ศึกษาจบปริญญาเอกตั้งแต่อายุยังน้อย แต่เธอกล่าวอย่างถ่อมตัวว่าไม่ใช่คนเรียนเก่ง แค่อาศัยความมุมานะและมุ่งมั่นก็จะพบความสำเร็จได้ไม่ยาก ซึ่งแนวคิดการมองโลกอย่างแง่บวกเธอได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากผู้เป็นย่า หทัย ศิริวิริยะกุล

“คุณย่ามักสอนเรื่องให้คิดแง่บวก ไม่มีอะไรที่ความพยายามของมนุษย์จะทำไม่สำเร็จ แล้วเราก็ตั้งมั่นในความดี สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเป็นกำลังใจให้เราสู่สิ่งที่เราหวังได้ไม่ยาก โจ้คิดว่าคนเราต้องมีความเชื่อและมีศรัทธาในตัวเอง ถ้าเรานำจุดดีๆ มารวมกันจะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่มากๆ กับทั้งตัวเอง และส่งผลให้คนรอบข้างมีความสุข สำหรับการเรียนกฎหมายก็เช่นกันค่ะ ให้เรียนอย่างมีความสุข อย่าไปท่องจำ ให้พยายามเรียนตามความเข้าใจ แล้วก็ตั้งใจ” ด้วยแง่คิดและมองโลกในแง่บวก ดร.โจ้ สามารถนำมาใช้ได้ทั้งการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะการทำงาน เพราะในฐานะก้าวขึ้นสู่การบริหารผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์และการสื่อสารองค์กร เมื่ออายุยังน้อยเธอก็ต้องอาศัยการปรับตัวทั้งทางด้านภาษาและวัฒนธรรมองค์กรค่อนข้างมาก

“โจ้เรียนจบกฎหมาย เป็นวิชาที่เรียนหลักเหตุผล ซึ่งนำมาใช้ในงานได้ คือติดนิสัยทำเป็นระบบตามหลักเหตุผล กฎหมายแท้จริงเป็นเรื่องธรรมชาติ อธิบายได้ด้วยธรรมชาติ โจ้จึงชอบเรียนกฎหมายมาก สามารถนำมาปรับใช้กับการบริหารองค์กร การทำงานยากตรงเราทำงานกับคนหลายคน โจ้จะทำงานโดยยึดหลักเราทำงานให้เสร็จโดยคนคนเดียวไม่ได้ แต่เราต้องทำงานร่วมกันเป็นองค์กร หากผู้นำสามารถทำให้คนในองค์กรทำงานตามกฎด้วยใจ ก็จะทำให้งานออกมาดี ในองค์กรที่ดีควรมีระบบระเบียบ และทำงานกันด้วยเหตุผล”

ด้วยเป็นผู้บริหารตั้งแต่อายุยังน้อย จึงเกิดแรงกดดัน หากมีปัญหาควรหันหน้ามาคุยกัน

“โชคดีที่ผู้ใหญ่ที่บ้านเป็นคนที่ยอมรับฟังความคิดเห็นของเด็กรุ่นที่ 4 ทำให้โจ้ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้ง่ายขึ้น แม้เราจะทำงานร่วมกับคนที่ต่างเจเนอเรชั่นก็ตาม การที่เราเป็นผู้บริหารอายุน้อย สมมติหากผู้บริหารไม่เปิดใจการทำงานจะยากมาก แต่ผู้บริหารท่านอื่นๆ ก็รับฟัง เช่น การปรับเปลี่ยนยูนิฟอร์มพนักงาน โจ้มองว่าน่าจะมีการใส่ยูนิฟอร์มสวยๆ เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร เราก็ต้องติดต่อกับฝ่ายบุคคลให้ช่วยกันเสนอภาพลักษณ์ของชุดที่สวยงาม พนักงานใส่ร่วมกัน และถูกใจทุกคน”

ในฐานะทายาทรุ่นที่ 4 ที่ต้องบริหารองค์กรให้เจริญก้าวหน้า ดร.โจ้ หลานสาวคนโตของตระกูลมีหลักคิดยึดแนวทางตามคุณย่า คือ “ติงค์ แท็งก์” ถังความคิด ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมของตระกูล คือจะให้ทายาทรุ่น 4 เกือบ 20 คน จัดกลุ่มประชุมกันเป็นประจำเพื่อให้ฝึกฝน ฝึกพัฒนาองค์กร เสนอความคิดพัฒนาองค์กรไปในทิศทางใหม่ๆ จึงทำให้เกิดความรักความสามัคคีรุ่นสู่รุ่น

“ตระกูลเราจะมีกิจกรรมแฟมิลี เดย์ ในวันหยุดที่มีร่วมกัน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ เพราะคุณย่าให้ความสำคัญกับครอบครัวมากๆ คนทุกเจเนอเรชั่นรักและสามัคคีกันดีมาก ซึ่งพวกเราก็ถูกเลี้ยงดูมาแบบนั้น คือให้พี่น้องรักกัน คุณย่าบอกอยู่เสมอว่า เราจะเป็นอะไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนดี และอย่าละเลยดูแลเรื่องสุขภาพด้วย ย่าบอกว่าบ้านเราตั้งใจทำงานแล้ว ตั้งใจเรียนแล้ว ท่านเป็นห่วงสุขภาพ”

ทำงานก็ต้องมีเครียดบ้าง แต่อาศัยการรู้จักปรับตัว

“โจ้ไปเรียนเมืองนอกระยะแรกๆ ก็ต้องปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพอากาศที่หนาวมากขนาดลบ 30 องศาให้ได้ อีกทั้งเรื่องภาษาด้วย พอถึงวัยทำงานกลับมาก็ต้องปรับตัวทั้งภาษาและวัฒนธรรมองค์กร แต่โชคดีที่ทีมงานให้โอกาส เพราะเรามีพนักงานทั้งที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พนักงานในกลุ่มจำนวน 3,000 คน ผู้บริหารก็ต้องทำงานเพื่อคนทั้งกลุ่ม ไม่ใช่แค่เราทำงานกับใคร เพราะผลการตัดสินใจจะลงไปสู่พนักงานทุกคน เช่น เรามีนโยบายทำแบบนี้ ทั้งกลุ่ม เช่น เปลี่ยนยูนิฟอร์ม ทำอะไรก็ต้องคิดเยอะๆ ความยากก็เลยอยู่ที่การทำงานกับคนหลากหลาย การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมแบบไทยๆ หรือเรื่องของการปรับตัวให้เข้ากับคนแต่ละคน”

อุปสรรคต่างๆ จะคลี่คลายไปได้ เธออาศัยการใช้ “ใจ” ทำงาน กล่าวคือ เราต้องใส่ใจ เห็นใจ เข้าใจ และดูแลเขา

“คุณย่าจะพูดอยู่เสมอว่า เราอยู่ตรงจุดนี้ ทำให้เรามีโอกาสหลายๆ อย่างในการเอื้อโอกาสต่อคนอื่น คุณย่าสอนลูกหลานแบบนี้เสมอ เราต้องคืนกลับให้กับสังคมด้วย เช่น การทำมหาวิทยาลัย เพื่อให้คนในภูมิภาคได้มีการศึกษาสูงๆ เพราะเราเชื่อว่าการศึกษาจะทำให้คนเรามีโอกาสดีๆ มากขึ้น ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ของเราเป็นลูกหลานชาวไร่อ้อย เพราะเราทำโรงงานน้ำตาล เราให้ทุนการศึกษากับนักเรียนที่เรียนดีด้วยค่ะ”

ดร.สายศิริ ศิริวิริยะกุล

การศึกษา : ปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขากฎหมายธุรกิจ เกียรตินิยมอันดับ 1

ปริญญาโทด้านกฎหมาย และปริญญาเอกด้านกฎหมายและเศรษฐศาสตร์ ที่ University of Illinois สหรัฐอเมริกา

อ่านหนังสือ : ยามว่างชอบอ่านหนังสือมาก โดยเฉพาะหนังสือจิตวิทยา อ่านแล้วรู้สึกสบายใจและสามารถเป็นแรงบันดาลใจ และมีบล็อกเขียนเรื่องธรรมะ ให้แรงบันดาลใจ เตือนให้คนมีสติ หากรู้สึกท้อแท้ให้คิดบวก พระที่โจ้รู้สึกเลื่อมใสคือ ท่าน ว.วชิรเมธี

ท่านสอนเสมอเรื่องให้รู้จักใช้ชีวิตอย่างมีสติ สติสำคัญมากๆ ซึ่งคำสั่งสอนสามารถนำมาใช้กับการทำงานและการดำเนินชีวิตอื่นๆ เช่น ตอนขับรถ หรือรู้วิธีพูดกับผู้คน ฟังแล้วเขารู้สึกสบายใจ สติจะทำให้เราจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดี

วิธีคลายความเครียด : เวลารู้สึกเครียดกับงานโจ้ชอบนั่งสมาธิ ช่วยได้กับการเรียน แม้เรียนยากหากเรามุ่งมั่นและตั้งใจก็จะทำได้ดี โดยส่วนตัวหากรู้สึกเครียดจะใช้วิธียิ้ม รู้สึกโกรธใครก็ยิ้มออกมาก่อน ยิ้มแล้วทำให้รู้สึกดีขึ้น อีกทั้งให้คิดแง่บวกว่าไม่มีอุปสรรคใดที่จะผ่านพ้นไปไม่ได้ มีพระอาทิตย์ตกก็มีพระอาทิตย์ขึ้น

ดูแลสุขภาพ : โจ้ชอบวิ่งออกกำลังกายทั้งกลางแจ้งและบนลู่วิ่ง ออกกำลังกายเสร็จจะรู้สึกสดชื่นมากๆ โจ้เห็นความสำคัญของการออกกำลังกายตอนเรียนอยู่ที่อเมริกา โจ้อยู่ในแคมปัสมีนักศึกษาเยอะและมีสนามหญ้าเย็นๆ นักศึกษาออกกำลังกายวิ่งรอบสนาม เราวิ่งบ้างตามเทรนด์ วิ่งเสร็จรู้สึกสมองโล่ง ถึงวัยทำงานก็ต้องบังคับตัวเองให้ออกกำลังกายอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 45 นาที ไม่ก่อนไปทำงานก็หลังเลิกงาน ต้องบังคับตัวเอง ซึ่งคุณย่าบอกเสมอว่าเราต้องเอนจอยกับชีวิต คุณย่าวัย 70 แล้ว แต่ก็ยังกระฉับกระเฉง เพราะท่านเห็นความสำคัญของการอยู่อย่างมีความสุขและการออกกำลังกาย

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์