posttoday
เจมส์ ทานาเบ จากหนุ่มนาซ่าสู่ผู้กำกับโชว์กายกรรม

เจมส์ ทานาเบ จากหนุ่มนาซ่าสู่ผู้กำกับโชว์กายกรรม

03 พฤศจิกายน 2556

ใบปริญญา หรือประกาศนียบัตร หาใช่ใบรับประกันประจำตัวที่สามารถกำหนดกรอบชีวิตคนคนหนึ่งให้เดินไปทางซ้าย

โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ใบปริญญา หรือประกาศนียบัตร หาใช่ใบรับประกันประจำตัวที่สามารถกำหนดกรอบชีวิตคนคนหนึ่งให้เดินไปทางซ้าย หรือเลี้ยวไปทางขวา “ใจ” ที่มุ่งมั่น และเลือกจะขีดเขียนเรื่องราวชีวิตของตัวเองต่างหาก คือผู้กุมบังเหียนการเดินทางของแต่ละคน

เจมส์ ทานาเบ ผู้กำกับโชว์กายกรรมระดับโลกจาก Cirque Du Soleil คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่บอกให้โลกรู้ว่าใบปริญญาไม่ใช่กรอบคอนกรีตของชีวิตเสมอไป

จากเด็กอาร์ตสู่นาซ่า

ผู้กำกับหนุ่มหน้าใสเกริ่นถึงเส้นทางชีวิตที่ชวนอัศจรรย์ว่า เขาค้นพบว่าตัวเองชอบด้านศิลปะ การแสดง และอยากเป็นศิลปินมาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อคุณพ่อคุณแม่ยื่นคำขาดว่า “ต้องเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย” เท่านั้น เขาจึงต้องเจอกับบททดสอบครั้งใหญ่ของชีวิต ปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อไปปรึกษาคุณครูที่สอนด้านการแสดงของเขา กลับแนะนำว่า ถ้าอยากเป็นศิลปินให้อาศัยการฝึกฝน ไม่ใช่การร่ำเรียนจนได้ใบปริญญา จากชีวิตที่เคยมีแก่นแน่วแน่ จึงต้องตัดสินใจมองหาสิ่งที่ชอบรองลงมาจากการแสดง คำตอบของเขาในเวลานั้นคือวิทยาศาสตร์ ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจสมัครเข้าเรียนที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที)

“ที่นี่สอนให้ผมรู้ว่าวิทยาศาสตร์และศิลปะล้วนเป็นสิ่งที่สวยงาม และไปด้วยกันได้ดี ผมได้เปิดโลกเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และเมื่อเรียนจบก็ได้ไปทำงานที่นาซ่า หน้าที่หลักของผมคือ ทำนายการระเบิดของดวงอาทิตย์ เพื่อจะได้เปิด/ปิดดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบๆ ดวงอาทิตย์ได้ทันเวลาไม่เกิดความเสียหาย”

เจมส์ บอกว่า เขาทำงานที่นาซ่าได้ปีกว่าๆ ก็เลยถามตัวเองว่าจะอยู่ในเซฟตี้โซน (งานที่มั่นคง) หรืออยากจะไปตามความฝัน หาอะไรที่ตื่นเต้น เขาจึงตัดสินใจออกจากงานไปเรียนต่อที่ National Circus School แทน

เจมส์ ทานาเบ จากหนุ่มนาซ่าสู่ผู้กำกับโชว์กายกรรม

 

ปฐมบทว่าที่ผู้กำกับโชว์ระดับโลก

ก่อนจะมาเป็นผู้กำกับได้ เจมส์ บอกว่า ที่ National Circus School สอนเขามากมาย ที่นั่นเขาได้เรียนศาสตร์พื้นฐานทุกอย่าง ซึ่งเขาบอกว่าจุดนี้เหมือนกับการเรียนวิทยาศาสตร์ เพราะการเริ่มต้นเรียนจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ทำให้เข้าใจระบบพื้นฐานทั้งหมด เมื่อในอนาคตต้องเจอกับโจทย์ใหญ่ก็สามารถนำไปต่อยอดได้

“ผมเข้าเรียนในฐานะนักเรียนที่อายุมากที่สุดในชั้น คือ อายุ 22 ปี ขณะที่เพื่อนนักเรียนส่วนใหญ่อายุ 17 ปี แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะด้วยวัยที่ทำให้ผมเป็นผู้ใหญ่ ผมเลยรู้ลิมิตของตัวเอง ผมจะเรียนสิ่งที่ผมคิดว่าจะทำไปได้อีก 20 ปี เรียนอะไรก็ตามที่ไม่ทำให้ผมบาดเจ็บ เช่น ผมจะไม่กระโดด 3 ตลบลงมาที่เพื่อน แต่ถ้าผมอายุ 17 ปี คงบ้าบิ่นทำหมด”

กว่าจะมาถึงจุดนี้ เจมส์ บอกว่า เขานำกุญแจแห่งความสำเร็จที่เรียกว่า “10,000 Hours Rule” (กฎ 10,000 ชม.) ของมาร์คอม แกลดเวล มาใช้ เขาบอกว่าเขาให้ความสำคัญกับการฝึกฝน เขาเชื่อว่าการฝึกฝนในงานใดๆ เป็นเวลา 10,000 ชม. จะนำไปสู่ความสำเร็จ

“ผมว่าในแต่ละชั่วโมงที่ฝึกฝน คุณไม่ได้เรียนรู้แค่สิ่งที่กำลังฝึก แต่ยังได้ฝึกทักษะอื่นไปควบคู่กัน เช่น การซ้อมกายกรรม ไม่เพียงฝึกทักษะ แต่ยังช่วยจัดการรูปร่าง บุคลิกภาพ และนิสัยการกินที่ถูกต้องด้วย”

หลังจากเรียนจบ เจมส์ก็ได้เดินตามความฝัน ไต่เต้าจากการเป็นนักแสดงในหลากหลายรูปแบบ เป็นนักออกแบบท่าเต้น แดนเซอร์ สตันต์แมน คนเขียนบท โปรดิวเซอร์ ได้มีโอกาสเดินทางไปหลายประเทศเพื่อกำกับการแสดง ผลงานครั้งสำคัญครั้งแรกของเขา คือ การบริหารทีมนักกายกรรมในการแสดงเวิลด์เอ็กซ์โปที่กรุงโตเกียว กระทั่งปัจจุบันเขาก้าวสู่การเป็นผู้กำกับโชว์กายกรรมระดับโลกจาก Cirque Du Soleil และยังเริ่มผันตัวไปสู่การเป็นที่ปรึกษาให้กับศิลปิน

“ผมว่าศิลปินบางคนมีความสามารถ แต่ยังขาดความรู้เรื่องธุรกิจ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ ผมมองว่าศิลปะกับธุรกิจไปด้วยกันได้ ศิลปินต้องรู้จักการบริหารจัดการ การวางแผนกลยุทธ์ การเงิน การบัญชี ซึ่งผมเพิ่งไปศึกษาด้านนี้อย่างจริงจังที่โรงเรียนธุรกิจวอร์ตัน”

เจมส์ ทานาเบ จากหนุ่มนาซ่าสู่ผู้กำกับโชว์กายกรรม

 

คำถามที่ทุกคนต้องตอบ

อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องร่วมงานกับนักแสดงกว่าร้อยชีวิต แต่เจมส์ก็สามารถหาจุดลงตัวด้วยกุญแจสำคัญ นั่นคือความเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่าง และสามารถสร้างความคุ้นเคยกับทีมงานได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเขาสามารถสื่อสารได้ถึง 6 ภาษา จึงเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม

“หลักการทำงานพื้นฐานของผม คือ เน้นทีมเวิร์ก ทุกคนทำงานด้วยกัน ช่วยกันเสนอไอเดีย การออกคำสั่งไม่ใช่สไตล์การทำงานของผม อย่างการมากำกับละครกายกรรมร่วมสมัย “ลางลิง” ละครกายกรรมร่วมสมัยครั้งแรกของเมืองไทยในครั้งนี้ ผมก็คิดเสมอว่าผมมาช่วยกำกับโชว์ของทีมงานทุกคน ไม่ใช่แค่โชว์ของผม ผมจะทำอย่างไรเพื่อสื่อสารให้คนไทยดูโชว์นี้แล้วสนุก”

มาถึงจุดนี้ ถามว่าอะไรคือสิ่งที่ผู้กำกับสุดอินเตอร์คิดว่าสำคัญที่สุด เขาตอบว่า คำถามสำคัญที่ทุกคนต้องถามและตอบตัวเองให้ได้คือ คุณจะเขียนเรื่องราวในชีวิตของคุณให้เป็นอย่างไร

“เมื่อใดที่คุณมีคำตอบ คุณถึงจะรู้ว่าชีวิตจะเดินไปอย่างไร คุณต้องรู้จักฟังเสียงจากร่างกาย หัวใจ และจิตวิญญาณของตัวเอง คุณต้องรู้จักเคารพตัวเอง รักตัวเองก่อน คุณถึงจะส่งความรักไปให้คนอื่นได้”

ก่อนเจมส์จะขอตัวไปเตรียมเวิร์กช็อปนักแสดงต่อ เขาฝากข้อคิดที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นคำสอนของคุณพ่อเขาว่า เราไม่จำเป็นต้องแข่งกับใครเพื่อให้ชนะ แต่ให้ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ศักยภาพของตัวเองจะทำได้ก็พอแล้ว

“ผมว่าผมโชคดีที่ผมพบตัวเอง และสามารถทำในสิ่งที่รัก แม้ว่าจะเป็นนักเรียนวิทยาศาสตร์ที่ชอบศิลปะก็ตาม” เจมส์ กล่าวทิ้งท้าย

“ลางลิง” ละครกายกรรมร่วมสมัย จะพาผู้ชมไปร่วมซาบซึ้งกับตำนานความรักของหนุมาน ผ่านเรื่องราวซึ่งพร้อมนำทุกท่านโลดแล่นไปสู่โลกวรรณคดีไทยรูปแบบใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ เปิดการแสดงระหว่างวันที่ 16-17 พ.ย.นี้ เวลา 19.00 น. ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ นำแสดงโดย เล้ง ราชนิกร แก้วดี ผู้ชนะ Thailand’s Got Talent Season 2 แคทรียา อิงลิช ธัญญ่าธัญญาเรศ เองตระกูล นุ๊กสุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา จ๋ายศสินี ณ นคร และ บอล รัตนพงศ์ World Yoga Champion 2008 กำกับการแสดงโดย เจมส์ ทานาเบ

เอื้อเฟื้อสถานที่โดย kara’s Vic Aerial Art Studio โรงเรียนสอนกายกรรมแห่งเดียวในประเทศไทย ก่อตั้งและสอนโดยเล้ง ราชนิกร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท