
เบงกาลูรู
โรงแรมแฟร์ฟิลด์ เบงกาลูรู ชวนผมไปดูโรงแรมของเขาเมื่อสัปดาห์กว่าๆ ที่ผ่านมา นอกจากที่เขาจะพานักข่าว 5-6 คนไปเที่ยวในเมืองแล้ว
โดย...จำลอง บุญสอง
โรงแรมแฟร์ฟิลด์ เบงกาลูรู ชวนผมไปดูโรงแรมของเขาเมื่อสัปดาห์กว่าๆ ที่ผ่านมา นอกจากที่เขาจะพานักข่าว 5-6 คนไปเที่ยวในเมืองแล้ว พวกเราก็ยังแอบไปเที่ยวกันเองให้สามล้อเมืองแขกหลอกอีกต่างหาก
วัด Bull Temple เป็นที่ที่เราแอบไปกันเอง เพราะนอกเหนือการรับรองของเจ้าภาพ วัดเก่าแก่แห่งนี้บูชาวัว ซึ่งเสมือนพาหนะของพระอิศวรแกะสลักด้วยหินแกรนิตอย่างดีอยู่ภายในวัด ใกล้ๆ วัดนั้นก็มีศาสนสถานของเทพเจ้าอีกหลายองค์ ชื่อจำกันไม่หวาดไม่ไหวเพราะมีมากเหลือเกิน ว่ากันว่าที่นี่สร้างมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 16 เป็นศิลปะแบบดราวิเดียน
Bull Temple เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คนต่างประเทศชอบไปดู เพราะยังมีศาสนสถานเก่าแก่ไม่กี่แห่งที่ยังมีชีวิตชีวาของความเป็นอินเดียเก่าๆ หลงเหลืออยู่ในเมืองที่กำลังจะกลายเป็นเมืองที่ทันสมัยอย่างเบงกาลูรู
ก่อนที่เราจะเข้าไปในวัดก็ต้องผ่านแผ่นแกะสลักเป็นรูปงูที่อยู่รอบๆ วัด งูในความหมายของศาสนาฮินดูหมายถึงสุขภาพหรืออะไรทำนองนี้ (เมืองไทยกระทรวงสาธารณสุขก็ใช้สัญลักษณ์เดียวกัน แสดงว่าได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย) ผมเห็นหนุ่มสาวอินเดียหลายคนมาจู๋จี๋กันที่นั่น มาขอลูกบ้าง มาขอให้สุขภาพดีบ้าง อะไรทำนองนั้น
ระหว่างที่เราไม่แน่ใจว่าเราจะเข้าไปในวัดได้หรือไม่ได้ (เพราะเป็นคนต่างศาสนิก) ก็มีแขกหนุ่มพูดภาษาอังกฤษ เชิญชวนให้เข้าไปในวัด เราก็เข้าไปกันอย่างงงๆ โดยคิดว่าเป็นบริการของทางวัด แต่พอพาเราเดินรอบวัด เอามือแตะตัววัว ไปเจิมหน้าผากโดยใช้เวลาไม่กี่นาที คิดเงินค่าบริการเอาเสียเลย จะไม่ให้ก็ไม่ได้เพราะยังมึนๆ กับการต้อนรับแบบนี้ ไกด์คนนี้คงได้เงินแบบนี้กับแขกที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวหลายรายในแต่ละวัน
ออกมาจากวัดแล้วก็เดินต่อมาอีกวัดที่อยู่ใกล้เคียง เขากำลังมีงานกันอยู่พอดี จะเป็นพิธีเดียวกับวัดแขกที่สีลมหรือไม่ ผมไม่แน่ใจ เห็นแต่พระในศาสนาฮินดูกำลังทำพิธีเผาไม้ในวงที่ล้อมด้วยเชือกแล้วมีคนจำนวนมากพนมมือไหว้อยู่นาน พอเสร็จพิธีก็มีการแห่ไปรอบวัดและเข้าไปทำพิธีใน Bull Temple ด้วย คณะเราไม่ได้เข้าไปเพราะเข็ดกับการโดนหลอก
หลังจากนั้นก็แห่มาที่วัดเล็กๆ อีกวัดหนึ่ง ซึ่งเป็นวัดที่เราไม่สามารถเข้าไปถ่ายรูปได้ (เพราะเขาห้าม) ที่วัดนี้มีคนเอารถใหม่มาให้พระทำพิธีหลายราย การเอารถมาให้พระฮินดูทำพิธีนี้ทำให้ผมนึกถึงพระในศาสนาพุทธหลายต่อหลายวัดที่ทำพิธีเจิมรถให้แบบเดียวกัน ผมว่าพระสงฆ์หลายๆ รูปกลายเป็นพระแบบฮินดูไปแล้วโดยไม่รู้ตัว
พระสวดถือถาดมะนาวเสกเป่าให้รถแล้ว ก็ต้องปามะพร้าวลงดินให้แตกละเอียด หลังจากนั้นคนที่เอารถที่มาให้เสกเป่าก็ต้องสตาร์ตรถแล้วขับเคลื่อนล้อให้มาทับมะนาวหรือไม่ก็แตงโมให้แตก การทับมะนาวหรือแตงโมให้แตกถือเสมือนว่ารถได้ทับคนสมมติไปแล้ว ทับเพื่อที่จะได้ไม่ทับคนในภายหลังนั่นเอง (แตงโมสีแดงเป็นตัวแทนของเลือดเนื้อมนุษย์)
งานนี้ก็เลยต้องเสียมะนาว เสียแตงโม และเสียมะพร้าวให้กับพิธีนี้ไป ถือว่าได้สร้างงานให้กับคนทำการเกษตรได้ดีทีเดียว
วัด St. Marry ของศาสนาคริสต์ เป็นโบสถ์เก่าแก่อีกแห่งหนึ่งที่เราไปเยือน ไปแล้วก็เจอกับพิธีแต่งงานพอดี เลยได้ถ่ายพิธีแต่งงานกับเขาด้วย หน้าโบสถ์เขาขายเทียนสีชมพูสวยทีเดียว มีดอกไม้สีเหลืองแบบที่ทางฝ่ายฮินดูใช้ด้วย ผมว่าดอกไม้สีเหลืองเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับความเชื่อทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพุทธ ฮินดู หรือคริสต์
พระราชวังบังการ์ลอร์ หรือพระราชวังฤดูร้อนของกษัตริย์ทิพู ที่สร้างขึ้นในปลายสมัยศตวรรษที่ 18 ในปี 1880 ที่สร้างแบบอินเดียผสมอังกฤษและเปอร์เซีย ที่เขาพาเราไปดูนั้น ทำให้ผมนึกถึงอาคารแบบชิโน โปรตุกีสแถวมะละกา ปีนัง และภูเก็ตบ้านเรา รูปทรงไม่ได้เหมือนกันหรอกครับ แต่ตอนนี้ขายท่องเที่ยวแบบเดียวกันต่างหาก รูปทรงอย่างไรท่านก็ดูรูปเอาเถิดครับ ภายในตกแต่งแบบอังกฤษผสมกับอินเดีย ภาพวาด ภาพถ่ายภายในก็เป็นของผสมระหว่างอังกฤษกับอินเดียเหมือนกัน กษัตริย์ทิพูในสมัยนั้นอยู่ภายใต้อิทธิพลของอังกฤษมากมายทีเดียว
สิ่งที่น่าทึ่งและทำให้ผมนึกถึงเหงียนวันเทียว ประธานาธิบดีหุ่นเชิดของอเมริกาในเวียดนามใต้ยุคก่อนแตก ปี 2518 ก็คือ เท้าช้างจริงๆ ที่เอามาทำเป็นเก้าอี้ครับ เก้าอี้เท้าช้างที่พระราชวังแห่งนี้เหมือนเก้าอี้เท้าช้างที่ทำเนียบประธานาธิบดีที่ไซ่ง่อน หรือโฮจิมินห์ซิตี้ ในสมัยนี้จริงๆ การเอาเท้าช้างมาทำเฟอร์นิเจอร์มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 แล้วครับ ต่างกันที่อินเดียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เวียดนามเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสและเป็นลูกไล่ให้อเมริกาในภายหลังเท่านั้น สิ่งที่นอกเหนือจากทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนามใต้ก็คืองวงช้างครับ งวงช้างที่เอามาตกแต่งวังนั่นแหละ
ภาพถ่ายการคล้องช้างแบบอินเดียก็มีติดให้ดูมากมายในวังดังกล่าว ผมเอารูปเพนียดคล้องช้างเอามาให้ท่านผู้อ่านได้ดูด้วย เสียดายที่ไม่ได้เอาเลนส์มาโครติดตัวไป ไม่งั้นจะโคลสอัพให้เห็นได้ชัดๆ ว่าสมัยก่อนนั้นอินเดียอุดมไปด้วยช้างมากมายเพียงใด
บังกาลอร์มีคนไทยไปเรียนมากนะครับ ทั้งไปเรียนวิชาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และภาษาอังกฤษแบบซัมเมอร์ เจ้าของร้านอาหารไทยที่ชื่อลานไทย ที่ถนนบริเกรดที่นั่นบอกว่าเด็กไทยถูกหลอกไปเรียนมากทีเดียว เขาพูดเยอะครับ แต่ขออนุญาตไม่เอาลง เอาเป็นว่าเขาเห็นว่าคนไทยถูกไทยหลอกก็แล้วกัน
ร้านอาหารที่ทางโรงแรมพาไปเลี้ยงก็คือร้านสมาคาน (Samarkhand) ร้านนี้เป็นร้านอาหารแบบอิสลามเอเชียกลาง ชื่อสมาคาน ก็บอกแล้วว่ามาจากเมืองสมาคาน ซึ่งอยู่ที่เอเชียกลางอุซเบกิสถาน ถ้าผมจำไม่ผิดกษัตริย์แห่งสมาคานนี้แหละที่กรีธาทัพอิสลามเข้ามายึดอินเดีย
ร้านอาหารก็ตกแต่งแบบสมาคานนั้นเช่นเดียวกับพนักงานเสิร์ฟ อาหารก็อร่อย แต่ออกจะมากสำหรับกระเพาะคนไทย เราจึงกินกันได้ไม่มากนัก กินไปถ่ายรูปไปจนหมดเวลาไปเยอะ ท้ายที่สุดเขาก็คิดตังค์ ผลก็คือสตางค์ที่คนเลี้ยงเอาไปไม่พอต้องรอให้เขาเอามาให้เพิ่มเติม เฮ้อ...
วันสุดท้ายก่อนที่เราจะกลับ เจ้าภาพเขาไม่ได้พาไปเที่ยว เราจึงต้องไปเอง ขาไปก็ไม่เป็นปัญหา เพราะโรงแรมเขาเรียกรถมาให้ แต่พอขากลับนี่สิ เรียกสามล้อก็พูดกันไม่รู้เรื่อง ท้ายที่สุดสามล้อคนหนึ่งก็พูดตัดบทยอมพาเราไป แต่สามล้อคนนี้ก็หักหลังเราครับ พาเราไปทิ้งในที่เปลี่ยวๆ แห่งหนึ่ง โดยบอกว่ารถเสียไปไม่ได้ พร้อมกับขอเงินที่ตกลงกันเอาไว้ พอไม่ให้ก็กวนไปกวนมาจนเราต้องจ่ายเงินให้ ท้ายที่สุดเราก็ต้องจ่ายเงินค่าสามล้อเพิ่มอีกเท่าตัว เออ...ไปอินเดียหลายครั้งเพิ่งมาถึงอินเดียก็วันนั้นเอง!







