posttoday
มือถือพังๆ มีค่าดั่งทอง

มือถือพังๆ มีค่าดั่งทอง

30 เมษายน 2553

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า

 

 

ทุกวันนี้ เรียกว่าแต่ละคนต่างก็มีโทรศัพท์มือถือไว้ใช้กันคนละเครื่องสองเครื่อง ปริมาณคนไทยที่ใช้มือถืออาจจะใกล้เคียงกับประเทศที่ใช้โทรศัพท์มากที่สุดในโลกอย่าง นอร์เวย์ ที่มีประชากร 99% ใช้มือถือเข้าไปทุกที่ จึงไม่แปลกถ้าจะมีจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือหลายพันล้านคนบนโลกใบนี้

โทรศัพท์มือถือไร้ค่า = ขยะอิเล็กทรอนิกส์

ความต้องการในการใช้โทรศัพท์มือถือแทบจะกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ในชีวิตของมนุษย์ และโทรศัพท์มือถือยังกลายเป็นเครื่องบ่งบอกรสนิยม ค่านิยม แฟชั่น... ได้อีกด้วย ดังนั้นการมีโทรศัพท์ไว้ใช้เพียงเครื่องเดียว หรือใช้เครื่องเดียวนานๆ จึงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย การเปลี่ยนมือถือตามจุดประสงค์ในการใช้งาน หรือจะตามแฟชั่นอะไรก็แล้วแต่ เมื่อมีสิ่งใหม่ สิ่งเก่าก็กลายเป็นของไร้ประโยชน์ไร้ค่าทันที ท้ายสุด “โทรศัพท์มือถือ” ก็แปรค่าเป็น “ขยะ” ชิ้นหนึ่งเท่านั้นเอง แถมยังเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่บางประเทศไม่อนุญาตให้นำเข้าประเทศเสียด้วยซ้ำ

เราอาจจะยังมองไม่เห็นโทษของขยะโทรศัพท์มือถือถ้ามันมีเพียงเครื่องเดียว ทว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ถ้าไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม หนำซ้ำยังเพิ่มปริมาณสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ตามปริมาณการใช้สารพิษหลากหลายชนิดที่อยู่ในผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ต่อไปนี้เศษซากของโทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว จะไม่คืนปัญหาสู่สภาพแวดล้อมของเราอีกต่อไป หากเรามีวิธีที่จะกำจัดมันอย่างถูกต้องและเหมาะสม

โทรศัพท์มือถือรีไซเคิลได้

เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะกำจัดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเภทโทรศัพท์มือถือได้ ทว่า กว่าจะถึงปลายทางขั้นตอนนั้นยุ่งยากเกินกว่ามนุษย์ผู้ใช้งานจะทำได้ และการลงทุนนั้นก็สูงไม่คุ้มกัน แต่นับว่าเป็นเรื่องดีเมื่อ “ฟรานซิส ชอง” ผู้จัดการด้านสิ่งแวดล้อมประจำภูมิภาค โนเกีย เอเชียแปซิฟิกตะวันออกเฉียงใต้ ได้กล่าวถึงนโยบายของโนเกียที่ได้แสดงออกถึงความรับผิดชอบในการรับหรือจัดเก็บซากผลิตภัณฑ์ของตนกลับคืน รวมถึงออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารพิษซึ่งจะสามารถรีไซเคิลได้อย่างปลอดภัยด้วย เช่น ในระหว่างปี 20062008 โนเกียลดขนาดกล่องบรรจุและใช้วัสดุรีไซเคิลซึ่งช่วยลดการใช้กระดาษได้มากราว 1 แสนตัน และขนาดกล่องที่เล็กลง ช่วยลดจำนวนรถบรรทุกได้ถึง 1.2 หมื่นคัน นอกจากนี้โนเกียยังมีโครงการรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริมที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยโนเกียได้ร่วมมือกับ เทสแอมม์ ที่ตั้งอยู่ประเทศสิงคโปร์ เป็นผู้รับหน้าที่รีไซเคิล

ในโทรศัพท์ 1 เครื่อง มีส่วนประกอบอะไร และสามารถนำไปรีไซเคิลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์อะไรต่อได้บ้าง ในขั้นตอนการรีไซเคิลนั้น พนักงานจะงัดแงะโทรศัพท์ออกเป็นชิ้นส่วนเพื่อคัดแยกส่วนประกอบต่างๆ ได้แก่ พลาสติก 45 เปอร์เซ็นต์ เซรามิก 10 เปอร์เซ็นต์ (จะอยู่ในส่วนของหน้ากาก) ทองแดง 20 เปอร์เซ็นต์ โลหะอื่นๆ เช่น อะลูมิเนียมและทอง 20 เปอร์เซ็นต์ (อยู่ในส่วนของเมนบอร์ด) และวัตถุดิบที่ไม่ใช่โลหะ 5 เปอร์เซ็นต์ เช่น ยาง

ส่วนประกอบเหล่านี้สามารถนำมารีไซเคิลได้ทั้งหมด เพราะสามารถถอดโลหะต่างๆ เช่น โลหะทอง เพลเลเดียม ทองแดงออกจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของโทรศัพท์มือถือได้ ซึ่งกว่าจะได้ “ทองคำหนัก 1 กิโลกรัม” ต้องรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือมากถึง “5 หมื่นเครื่อง” เลยทีเดียว ส่วนแบตเตอรี่และเครื่องชาร์จแบตเมื่อถูกนำมารีไซเคิลแล้ว จะได้เป็นวัตถุดิบที่สามารถนำไปใช้ใหม่ได้มากมาย เช่น นำไปทำเป็นส่วนประกอบของจักรยาน กาต้มนำ หรือแม้แต่อุปกรณ์ของทันตแพทย์ หรือกรอบพลาสติกก็จะถูกนำใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการรีไซเคิล โดยไม่มีชิ้นส่วนใดเลยที่ถูกทิ้งอย่างไร้ค่า

น้ำหนักโดยเฉลี่ยของมือถือ 1 เครื่อง ประมาณ 80 กรัม หากรีไซเคิลมือถือได้ 8,000 เครื่อง จะลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 100,680 กิโลกรัมเลยทีเดียว

การรีไซเคิลมือถือเพียง 1 เครื่อง จะช่วยลดการแพร่ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปยังสิ่งแวดล้อมได้ถึง 12.585 กิโลกรัม หากโทรศัพท์มือถือ 1 ล้านเครื่องถูกรีไซเคิล จะช่วยลดการแพร่ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปยังสิ่งแวดล้อมได้ถึง 12,585 ตัน จะช่วยลดการเกิดก๊าซที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจกได้ ในปริมาณเทียบเท่ากับการลดการใช้รถยนต์บนถนนถึง 1,368 คันใน 1 ปี

รู้แบบนี้แล้ว แทนที่จะซุกโทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้ใช้แล้วไว้ในมุมใดมุมหนึ่งของบ้าน หรือโยนทิ้งถังขยะ ก็นำมันมาคืนสู่โครงการรีไซเคิลของโนเกียซึ่งมีจุดรับคืนราว 5,000 จุด ใน 85 ประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทยเอง มาส่งคืนได้ที่โนเกีย แคร์ เซ็นเตอร์ 21 สาขา และร้านโนเกีย ช็อป 24 สาขาทั่วประเทศ โดยจะเป็นโทรศัพท์และอุปกรณ์เสริมของยี่ห้อใดก็ได้ และไม่จำเป็นต้องมีสภาพใช้งานได้

ถ้าจะให้ดี เอาเครื่องที่พังมา เครื่องที่ดีก็ใช้ให้คุ้มจนพังนั่นแหละถึงค่อยเอามารีไซเคิล

ล้อมกรอบ

รู้ใช้โทรศัพท์มือถือให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ลดความสว่างของหน้าจอเพื่อประหยัดพลังงาน

ตั้งค่าสแตนด์บายไว้น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เปลืองพลังงานโดยไม่จำเป็น

ปิดเสียงที่ไม่ต้องการใช้ เช่น เสียงแป้นกด และลดระดับเสียงต่างๆ เพื่อลดการใช้พลังงาน

ปิดฟังก์ชันเมื่อไม่ใช้งาน เช่น บลูทูธ WLAN และอื่นๆ

ลองใช้มือถือเช็กอีเมลหรือท่องอินเทอร์เน็ตแทนโน้ตบุ๊ก จากงานวิจัยพบว่า สามารถลดการใช้พลังงานได้ราว 1 ใน 3

นำโทรศัพท์ที่ไม่ใช้แล้วไปหย่อนลงกล่องรีไซเคิล

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท