posttoday
วิถีจิตวิถีธรรมในสติปัฏฐาน...ตามแนวอานาปานสติ (ตอน ๗)

วิถีจิตวิถีธรรมในสติปัฏฐาน...ตามแนวอานาปานสติ (ตอน ๗)

29 ตุลาคม 2556

เมื่อจิตหวั่นไหวขึ้นมาก็จะซัดส่ายเข้าไปสู่อารมณ์ยึดเหนี่ยว เกาะเกี่ยว และเสวยในอารมณ์นั้นๆ โลดแล่นไปตามอารมณ์นั้นๆ กว่าจะรู้ตัวว่า จิตมันโลดแล่น วิ่งตามอารมณ์ไป

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส&<2288;

เมื่อจิตหวั่นไหวขึ้นมาก็จะซัดส่ายเข้าไปสู่อารมณ์ยึดเหนี่ยว เกาะเกี่ยว และเสวยในอารมณ์นั้นๆ โลดแล่นไปตามอารมณ์นั้นๆ กว่าจะรู้ตัวว่า จิตมันโลดแล่น วิ่งตามอารมณ์ไป กลายเป็นจิตหลากหลายวิจิตรตระการ มันใช้เวลารวดเร็วมาก เวลารวดเร็วที่เราไม่สามารถที่จะควบคุมกำหนดรู้ได้เท่าทันจิต ณ ขณะนั้นๆ แค่เพียงชั่วขณะเดียวแห่งวิถีจิต ประมาณหนึ่งส่วนล้านวินาที ซึ่งในชั่วแวบเดียวจิตทำงานเป็นแสนโกฏิขณะ...นี่คือความอัศจรรย์แห่งจิตที่รู้ได้ยากในปุถุชนทั้งหลาย

เพราะฉะนั้นการกำหนดรู้ลงไปที่ลมหายใจเข้าหายใจออก เพื่อที่จะให้จิตนั้นเกิดความสงบตั้งมั่น จึงเป็นเรื่องของความประณีตละเอียดอ่อน จึงควรระมัดระวังในการอบรมจิตตภาวนา ต้องเพียรกล้าพอสมควร และต้องปฏิบัติจริงอย่างตั้งใจจริง จึงจะได้ผล...ในเบื้องต้นจึงควรควบคุมให้จิตเรารวมตั้งอยู่ที่กายนี้ก่อน ให้กายเป็นที่ตั้งของจิต สงบอยู่แต่ภายใน ไม่ส่งส่ายจิตออกไปภายนอกก่อน ในเบื้องต้นจึงยังไม่ต้องไปกำหนดรู้ลมคู่เข้าออกก่อน เพื่อเป็นการทำความพร้อม ให้จิตกับกายพร้อมอยู่ในที่ตั้งอันเดียวกัน คือ ให้กายตั้งอยู่ในจิต และให้จิตตั้งอยู่ในกาย กายจิตตั้งอยู่ร่วมกันก่อน นี่เป็นภาษาธรรมปฏิบัติ จิตตั้งอยู่ในกาย กายตั้งอยู่ในจิต จิตกายตั้งอยู่ร่วมกัน จนเป็นหนึ่งเดียวกัน จึงพึงควรปฏิบัติให้ได้ในเบื้องต้น เพื่อการกำหนดรู้ควบคุมให้กายจิตรวมตัวอยู่ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน จนจิตนั้นสงบตั้งมั่น แน่วแน่รวมรู้อยู่ที่กายนี้... นี่เป็นกรรมฐานของจิตในวิถีอานาปานสติเบื้องต้น

ความแน่วแน่รวมจิตลงในฐานกาย จนสงบตั้งมั่นได้นั้น ก็ให้สมาธิในขั้นต้นแล้ว เป็นสมาธิที่ทำให้จิตนั้นพร้อมที่จะทำงานอย่างมีสติ คือ อย่างมีการระลึกรู้ชอบ และกายนั้นก็พร้อมที่จะทำงานอย่างมีสัมปชัญญะ คือ มีการรู้การกระทำชอบ... การกระทำชอบและการระลึกรู้ชอบดังกล่าว เรียกว่า มีสติและมีสัมปชัญญะ อุปการะกายจิตสมบูรณ์ เหมาะควรต่อการทำงานต่อไป นี่คือความพร้อมในเบื้องต้น

ฉะนั้น จึงไม่ต้องไปรีบร้อน อย่าไปรีบร้อนในการที่จะต้องไปกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ไปกำหนดบริกรรมภาวนา ไปกำหนดไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งที่เรายังไม่พร้อมเลย ตรงนี้คือจุดที่เป็นปัญหาของนักปฏิบัติทั้งหลายที่รีบเร่งรีบร้อนจนเกินไป จนไปเสพติดสัญญาที่จดจำหมายรู้มาว่า จะต้องทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้...ต้องบริกรรมอย่างนั้น ต้องกำหนดรู้อย่างนี้...สุดท้ายได้แต่สัญญาไปปรุงแต่งจิต ให้มากไปด้วยความนึกคิด ผลิมโนภาพตามความอยาก จนกลายเป็นนักจินตนาการที่เป็นเหตุให้...ขาดปัญญา ที่ขาดปัญญาเพราะการทำงานทางจิตไม่มีผล เพราะจิตนั้นขาดการควบคุม ไม่มีการพัฒนาการไปตามขั้นตามตอนอย่างถูกต้อง...ในเบื้องต้นตามที่กล่าว จึงต้องทำให้กายกับจิตอยู่ร่วมกันก่อนให้ได้ ต้องไม่พรากจากกัน ให้อยู่ร่วมกันเพื่อความเป็นเอกภาพ มันจะไปนึกคิดเกาะเกี่ยวเรื่องใดก็ดึงจิตกลับมาไว้ที่กายนี้ จะไปอยากรู้เรื่องใดก็ดึงจิตกลับมารู้ที่กายนี้ ให้รวมจิตรู้อยู่กับกายนี้ เป็นหนึ่งเดียวกับกายนี้ให้ได้

เมื่อมีการปรับความสัมพันธ์จนเกิดดุลยภาพขึ้นระหว่างกายจิต จนเกิดความสมดุลขึ้นในกายจิตนี้แล้ว ก็จะเกิดความเป็นเอกภาพของกายจิต อันเกิดจากความสามัคคีที่สำเร็จด้วยการทำงานของสติและสัมปชัญญะ ที่ทำให้กายจิตนี้รวมกันเป็นเอกภาพ ให้เกิดความรวมศูนย์ของจิต ไม่วิจิตรหลากหลาย การรวมเป็นหนึ่งของจิตก็ย่อมเกิดขึ้น เป็นการรวมศูนย์ที่ให้จิตนั้นรวมอยู่ในกายนี้อย่างสงบและน่าอัศจรรย์ เพราะผู้ปฏิบัติรู้ทันทีว่าจิตสงบ รู้ทันทีว่าจิตมีความนิ่งลงอย่างไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน จนสามารถรับรู้อาการลักษณะธรรมที่เกิดจากความสงบได้ ได้แก่ ความมีฉันทะ ปีติ ปราโมทย์ และความสุข...

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท