posttoday
แม้เวลาจะเดินช้า แต่การพัฒนาต้องไม่ช้าตาม

แม้เวลาจะเดินช้า แต่การพัฒนาต้องไม่ช้าตาม

26 ตุลาคม 2556

หากจะพูดถึงประเทศที่เป็นแบบอย่างของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเอเชีย นอกจากประเทศญี่ปุ่นแล้ว

หากจะพูดถึงประเทศที่เป็นแบบอย่างของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเอเชีย นอกจากประเทศญี่ปุ่นแล้ว เชื่อว่าประเทศเกาหลีใต้คืออีกหนึ่งต้นแบบที่มีความน่าสนใจ เพราะเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตก้าวหน้า จนสามารถนำพาประเทศไปสู่การเป็นเสือเศรษฐกิจติด 1 ใน 5 ของเอเชียได้ ย่อมการันตีได้ว่าประเทศนี้ไม่ธรรมดา

นิยามของการพัฒนาอย่างยั่งยืนคือ การพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบันและคำนึงถึงคนรุ่นต่อไปในอนาคต ซึ่งการพัฒนาจะต้องทำให้เกิดสมดุลระหว่างกัน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม จิตใจ และธรรมชาติ แต่กระบวนการของการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่เริ่มต้นจากการพัฒนาบุคลากร ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศเกาหลีใต้ได้มีการวางรากฐานเรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจ

เราทราบกันดีว่าจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศเกาหลีใต้ ภายหลังสิ้นสุดสงคราม คือการเปลี่ยนจากประเทศเกษตรกรรมสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งนั่นทำให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจนได้ จากนั้นเกาหลีใต้คิดก้าวไกลไปอีกขั้นหนึ่ง ด้วยการเปลี่ยนจากประเทศอุตสาหกรรม ไปสู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยปฏิรูประบบการศึกษาใหม่ เพิ่มสัดส่วนของวิทยาศาสตร์และการวิจัยเข้าไปในหลักสูตรอย่างเข้มข้น ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาไปจนถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องมากที่สุด นำไปสู่การเพิ่มจำนวนนักวิจัยและพัฒนาในประเทศ ซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญที่มีส่วนในการทำให้ประเทศเกาหลีใต้ ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เป็นโมเดลสำคัญที่คนไทยจะต้องช่วยลุ้นกันว่า จะมีโอกาสเกิดขึ้นและประสบผลสำเร็จในประเทศไทยได้หรือไม่ เพราะในขณะนี้ กลุ่ม ปตท.มีแผนที่จะจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ (RASA หรือ RAyong Institute of Science and Technology) และเทคโนโลยี (RAyong Science Academy) ภายใต้ยุทธศาสตร์ “3 ประสานแห่งการเรียนรู้สู่ความยั่งยืน” เพื่อเน้นผลิตบุคลากรทางด้านการวิจัยและยกระดับการแข่งขันทางด้านนวัตกรรมของไทย เพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศในระดับโลก

แม้เวลาจะเดินช้า แต่การพัฒนาต้องไม่ช้าตาม

 

การพัฒนาทางด้านนวัตกรรม คือภาพลักษณ์ที่เด่นชัดที่สุดของเกาหลีใต้ขณะนี้ แต่ภาพของวิถีเกษตรกรรมก็ยังคงสามารถดำเนินควบคู่กันไปได้อย่างเกื้อกูล ดังเช่น ที่เมืองฮาดง (Hadonggun) ในจังหวัดกียองซังนัม (Gyeongsangnamdo) เมืองชนบทเล็กๆ ที่แสนจะเรียบง่าย แต่ในอนาคตกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมต่อเรือขนาดใหญ่ แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้สิ่งสำคัญคือจะต้องมีการสนับสนุนทางด้านพลังงานไฟฟ้า จึงเป็นที่มาของการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินฮาดง มีกำลังการผลิตถึง 4,000 MW สามารถผลิตไฟฟ้าหล่อเลี้ยงผู้คนในแถบนี้ได้อีกระยะยาว แต่จะยาวนานแค่ไหนก็ต้องขึ้นอยู่กับความโปร่งใส ความเอาใจใส่ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบๆ โรงไฟฟ้า

ด้วยความที่สังคมในประเทศเกาหลีใต้ มีพื้นฐานของการวิจัยและพัฒนาแทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิต จึงเป็นหนึ่งในหลักเกณฑ์สำคัญที่โรงไฟฟ้าฮาดงนำไปพิจารณาเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดมลพิษสูงสุด โดยเลือกใช้เทคโนโลยีทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนีและฝรั่งเศส ซึ่งล้วนเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่า มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มากไปกว่านั้นเกาหลีใต้ยังเป็นสังคมที่มีประชาธิปไตยเข้มแข็ง จึงทำให้เสียงของประชาชนที่อยู่รอบๆ โรงไฟฟ้า มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ในการสะท้อนถึงส่วนได้ส่วนเสีย ที่เกิดจากกระบวนการผลิตไฟฟ้า เพื่อนำไปสู่การรับฟังและหาทางออก ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการร่วมกันสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศอย่างแท้จริง และเกิดความยั่งยืนกับทุกๆ ฝ่าย

แม้เวลาจะเดินช้า แต่การพัฒนาต้องไม่ช้าตาม

 

ดิน น้ำและอากาศ คือปัจจัยในการดำรงชีพที่ชาวฮาดงหวงแหนอย่างมาก เพราะเป็นต้นทุนสำคัญของอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพหลักของผู้คนที่นี่มากกว่าร้อยละ 90 ดังนั้น ในฤดูกาลเพาะปลูกไปจนถึงการเก็บเกี่ยวถือเป็นช่วงเวลาสำคัญยิ่งของชาวฮาดงที่จะต้องทุ่มเทแรงกายและแรงใจ เพื่อคุณภาพของผลผลิตให้มากที่สุด เพราะเป็นช่วงเวลาเดียวในหนึ่งปีที่สามารถเพาะปลูกได้ หากเข้าฤดูหนาวแล้ว ถ้าไม่มีโรงเรือนเพาะชำ ก็หมดสิทธิที่จะมีรายได้จากการเกษตรมาจุนเจือ ในขณะเดียวกันโรงไฟฟ้าฮาดงก็เป็นส่วนสำคัญในการผลิตไฟฟ้า เพื่อป้อนภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมในเขตทางใต้ ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆ โรงไฟฟ้าแห่งนี้ จึงต้องทำหน้าที่อย่างไม่หยุดหย่อน เพื่อไม่ให้การพัฒนาประเทศต้องสะดุด ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองฮาดงคือ ภาคเกษตรและภาคการผลิตพลังงานหันหน้าเข้าหากัน เพื่อมองหาจุดสมดุลในการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

ด้วยเหตุที่ภาคเกษตรกรรมมีบทบาทสำคัญในเมืองฮาดง ทำให้เวลาของที่นี่ดูเหมือนเดินช้ากว่าเมืองอื่นๆ ซึ่งเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อชีวิต และอาจเต็มไปด้วยความไม่สมดุลด้านใดก็ด้านหนึ่ง แต่เราเชื่อมั่นว่า ณ ตอนนี้ฮาดงค้นพบความสมดุลที่ลงตัวแล้ว ซึ่งก็ต้องขอชื่นชมการเรียนรู้และพัฒนาอย่างมีนวัตกรรมของเกาหลีใต้ ที่ทำให้เกิดความยั่งยืน ทำให้แม้ว่าเวลาของฮาดงจะเดินช้า แต่การพัฒนาไม่ได้ช้าตาม คงจะดีไม่น้อย ถ้าบรรยากาศเช่นนี้เกิดขึ้นในต่างจังหวัดของประเทศไทย ที่ซึ่งผู้คนรักษาและหวงแหนวิถีชีวิตดั้งเดิม ในขณะเดียวกันก็เข้าใจถึงความจำเป็น ในการที่ประเทศจะต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อการพัฒนาประเทศควบคู่กันไปอีกด้วย

แม้เวลาจะเดินช้า แต่การพัฒนาต้องไม่ช้าตาม

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท