
วิถีจิตวิถีธรรมในสติปัฏฐาน...ตามแนวอานาปานสติ (ตอน ๓)
จากคำว่า “การปฏิบัติธรรม” ตามที่ยกกล่าวขึ้นนั้น ขอสาธุชนพึงทำความเข้าใจว่า เป็นการอบรมจิตตภาวนาด้วยการเจริญสติ
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
จากคำว่า “การปฏิบัติธรรม” ตามที่ยกกล่าวขึ้นนั้น ขอสาธุชนพึงทำความเข้าใจว่า เป็นการอบรมจิตตภาวนาด้วยการเจริญสติ เพื่อให้เกิดปัญญารู้แจ้งในพระธรรมคำสั่งสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้ว อย่างเป็นปัจจุบันธรรม ซึ่งหมายถึง การกำหนดรู้อย่างจดจ่อต่อเนื่อง อย่างเป็นปกติ ในเบื้องหน้าที่ธรรมปรากฏ อย่างไม่คลาดเคลื่อน จนรู้เท่าทัน ... รู้แจ้งจบในธรรมที่ผุดปรากฏในเบื้องหน้านั้นอย่างเป็นปัจจุบัน จึงไม่หวั่นไหวหวาดวิตกต่อการได้พบ ได้เห็น ได้สัมผัส ในธรรมนั้นๆ ที่เกิดขึ้นปรากฏทางอายตนะ ๖ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันมีความเกิดดับ เป็นธรรมดา
สิ่งที่เห็นรู้ดูเข้าใจหรือรับทราบทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าเราสามารถรู้เห็นซึ่งความเกิดความดับ ความผันผวนเปลี่ยนแปลงไปมาได้ แม้ระหว่างความเกิดความดับ ก็มีความตั้งอยู่ และแม้ในระหว่างการสืบเนื่องเปลี่ยนแปลงก่อรูปไป ก็มีความเกิดดับ การกำหนดรู้ดูเห็นอย่างนี้คือการเจริญสติ... เป็นการเจริญสติอย่างมีปัญญา
สติที่ระลึกรู้ชอบ ชอบเพราะเห็นตามจริงว่าเป็นอย่างนี้ เห็นตามเป็นอย่างนี้ว่าเป็นธรรมดา มีความเป็นธรรมดาที่ต้องเป็นอย่างนี้ จะไม่ล่วงไปจากความเป็นอย่างนี้ การกำหนดรู้ดูเห็นอย่างนี้อยู่เบื้องหน้าเป็นปัจจุบันธรรม เรียกว่า มีการเจริญสติ... เป็นการเจริญสติจนเกิดองค์ปัญญาขึ้น จนเกิดการหยั่งรู้ลงไปในธรรมนั้น เห็นแจ้งจริงตามที่ดูรู้เห็นนั้น พบความจริงว่า... ธรรมทั้งหลายมีเกิดขึ้น มีความดับไป เป็นธรรมดา ลักษณะธรรมอย่างนี้ สติ ได้พัฒนาไปเป็นองค์ความรู้ สู่การเป็นญาณเพื่อการหยั่งรู้อย่างมีปัญญารู้ตามลำดับ ทำให้สามารถรู้ธรรมในธรรมได้ หมายถึง รู้ถึงความดับไปแห่งธรรมทั้งปวง...
การพบความจริงตามที่ดูรู้เห็น จนหยั่งรู้เข้าไป และพบความรู้จริงดังกล่าวนั้น กลายเป็นเรื่องการเรียนรู้ในพระพุทธศาสนา แต่การจะเรียนรู้เรื่องในพระพุทธศาสนาให้ถึงความจริงดังกล่าวได้ ต้องกลับมาที่ความหมายของการเจริญสติอย่างถูกต้อง
(อ่านต่อฉบับหน้า)







