
ศิลปะแห่งความสุข (5) ...หัวใจแห่งความสุข
ในความสุขที่ชอบธรรมก็อย่าไปหลงติด หมายความว่า เราทำอะไรก็ตามแล้วมีความสุข
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
3.แม้ความสุขที่ชอบธรรม ก็ไม่หลงยึดติด
ในความสุขที่ชอบธรรมก็อย่าไปหลงติด หมายความว่า เราทำอะไรก็ตามแล้วมีความสุข เช่น ฟังเทศน์แล้วมีความสุข สุขมากที่ได้ฟังเทศน์ แต่ถ้าเราเริ่มหลงยึดติด วันนี้มาฟังเทศน์ พระอาจารย์เทศน์จบแล้ว ก็ยังนั่งตาแป๋วข้าวไม่กินมีความสุข คนอื่นเขากลับกันหมดแล้ว แต่เธอก็ยังนั่งอยู่ อย่างนี้ไม่ได้
อะไรก็ตามที่ว่าดี ถ้ามันเลยพอดีแล้วมันก็ไม่ดี อย่างกับพระต่างๆ ที่ว่าดี ถ้ามันเลยพอดีก็ไม่ดี แม้แต่พระถ้าเทศน์ดีเหลือเกินโยมชอบจะลงจากธรรมาสน์โยมก็ยังขอใหม่ หากเทศน์ตั้งแต่เย็นวันเสาร์ถึงเช้าวันจันทร์ดีไหม ก็ไม่ดี
น้ำตาลที่ว่าหวาน เมื่อเรารับประทานมาก มันจะขม ดังนั้นแม้จะพบความสุขที่ชอบธรรมก็อย่าไปหลงติด บางคนนั่งสมาธิแล้วมีความสุข บางคนไปเข้าคอร์สวิปัสสนากับอาตมาแล้วมีความสุขก็ขออยู่ต่อ อาตมาบอกโยมเขากลับกันหมดแล้ว ทำไมโยมยังไม่กลับ ยังเจ้าค่ะ ดิฉันคิดว่าถ้าอยู่ต่ออีกสักสองสามวันอาจจะได้โสดาบัน ตอนนี้มันเคลิ้มๆ ไม่อยากให้ปิดคอร์ส พระอาจารย์รีบปิดคอร์สทำไมก็ไม่รู้ นี่คือติดสุข
อาตมาจัดคอร์สในวันศุกร์เสาร์อาทิตย์ วันจันทร์ก็ต้องไปทำงาน มาติดสุขอยู่ตรงนี้ อาตมาเลยถามว่าแล้วโยมไม่ทำงานหรือ งานเอาไว้ทีหลังเจ้าค่ะ มรรคผลนิพพานสำคัญกว่า นี่จะอดตายนะ อย่าไปติดสุข
บางคนนั่งสมาธิติดสุขแล้วไม่ทำอะไร ตอนที่อยู่สำนักวิปัสสนาเขาบอกให้ปิดวาจา คืองดพูด เมื่อกลับไปบ้าน เดินเข้าบ้าน สามีถามเป็นอย่างไรบ้าง เธอปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์ดีไหม เงียบ เดินไปเดินมา ยังเดินสำรวม มือยังประสานหน้าตักอยู่เลย ถึงเวลากินข้าว ลูกและสามีกินข้าวไปคุยไปเปิดดูละครไป เธอก็นั่งกินข้าวในความเงียบ ยกน้ำขึ้นมาดื่ม เธอก็ใช้วิธียกหนอ ยกหนอ ดื่มหนอ ดื่มหนอ พอดื่มเสร็จจะเข้านอนล้มตัวลงนอนบนเตียงนอน นอนหนอ นอนหนอ แบบนี้สามีเซ็งชีวิต ก็เลยต้องพูดออกมา แล้วฉันจะทำอย่างไรหนอ
เราต้องรู้กาลเทศะ ต่อให้แสวงหาความสุขที่ชอบธรรมได้มาแล้วก็อย่าไปยึดติดถือมั่นต้องดูกาลเทศะด้วย บางคนไปปฏิบัติธรรมมาแล้วหัวใจสดชื่นรื่นเย็น เมื่อเข้าที่ทำงานก็ปิดวาจา เจ้านายเรียกไปประชุมก็ไปนั่งแข็งอยู่ที่ห้องประชุม ปิดวาจาอยู่นั่นแหละไม่สนใจใคร เราต้องรู้กาลเทศะ ทำความดีถ้าไม่รู้จักกาลเทศะ เราจะกลายเป็นคนดีที่น่าเบื่อ เคยเห็นคนดีที่น่าเบื่อไหม คนดีที่ชอบขวางโลกนั่นแหละ จะทำให้เรากลายเป็นคนที่ถูกเบื่อและถูกหมั่นไส้ กลายเป็นคนแปลกแยกในสังคม
บางคนทำงานแล้วมีความสุขมากๆ เสพติดงาน เจองานที่เรารัก ถือปรัชญาทำในสิ่งที่รักอย่างไรก็รุ่ง แต่ลืมไปว่าตนเองมีครอบครัวมีลูกแก้วเมียขวัญแล้ว
เศรษฐีคนหนึ่งทำงานอย่างมีความสุข จนวันหนึ่งถึงวันเกิดลูกชาย ภรรยาโทรศัพท์ไปถาม พี่มาเป่าเค้กลูกไหม ก็ตอบภรรยาไปว่า อะไรทำไมต้องเป่า ภรรยาก็บอกว่า พี่จำไม่ได้เหรอวันนี้วันอะไร สามีก็ตอบกลับไป วันอะไรเธอก็พูดมาสิ เมื่อเป็นเช่นนี้ ภรรยามีอารมณ์จะฉลองไหม เจอสามีบ้างานอย่างนี้เข้าไป ภรรยาก็เลยบอก พี่วันนี้วันเกิดลูกนะ พี่ต้องมาเป่าเค้ก สามีกำลังติดประชุมก็เลยบอก จำได้แล้ว เธอและลูกอุ้มเค้กมาเป่าที่ทำงานพี่ละกัน มาเป่ากันที่นี่
พอไปถึงภรรยาขอหย่า สามีบอกว่า ที่รักแค่ไม่ได้กลับไปเป่าเค้กนี่เลวร้ายถึงขั้นหย่าเลยหรือ ภรรยาบอกว่า พี่ไม่ได้ทำแบบนี้ครั้งเดียวนะ แล้วรู้ไหม ถ้าพี่ไม่ให้เวลาแก่ลูก ลูกไปกินเหล้า พี่ชอบไหม ลูกไปติดยา พี่ชอบไหม พี่คะ ตอนนี้ลูกของเรายังเป็นคนดีอยู่นะคะ แต่ถ้าพี่ยังทำตัวแบบนี้อยู่ พี่ยังเห็นงานสำคัญเหนือทุกอย่าง วันหนึ่งถ้าลูกไม่อยู่กับเราพี่จะเสียใจไหม เขาเลยบอกลูกน้องว่า เออเอ้าวันนี้ปิดประชุมแค่นี้ ซีอีโอตัวจริงมา ก็เลยได้เลี้ยงฉลองกันอย่างมีความสุข
นี่คือโลกของความเป็นจริงที่ทุกวันนี้คนบ้างานประเภท Workaholic ทั้งหลาย เมื่อเสพติดงานแล้วก็มีความสุข แล้วก็มักจะหลงลืมบางสิ่งบางอย่างไป ฉะนั้นอย่าลืมนะต่อให้มีความสุขต่อสิ่งที่ชอบธรรมก็อย่าไปยึดติดถือมั่น ลืมตาขึ้นมามองสังคม ลืมตาขึ้นมามองครอบครัว ลืมตาขึ้นมามองภาระหน้าที่ว่าเรามีอะไรที่จะต้องรับผิดชอบบ้าง เพราะถ้าเราไม่ยึดติดถือมั่นในความสุขที่ชอบธรรม เราจะได้มีวันเวลาไปพัฒนาด้านอื่นของชีวิตต่อไป







