
ต้นไม้ในดวงพระทัยของ ร.5 (1)
โดย...ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม
โดย...ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม
วันปิยมหาราชกำลังจะเวียนมาบรรจบอีกครั้งในวันที่ 23 ต.ค. ทำให้อดนึกย้อนหลังไปถึงพระองค์เสียมิได้ ทั้งๆ ที่ไม่มีวาสนาจะเกิดมาเป็นข้าแผ่นดินในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้สถิตอยู่ในดวงใจของคนไทยทุกคน
นอกเหนือจากพระราชกรณียกิจสำคัญด้านต่างๆ ของประเทศ กษัตริย์สยาม พระองค์นี้ยังทรงมีความรอบรู้ในเรื่องของพืชพรรณไม้และวิชาการด้านพืชสวน (Horticulture) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขางานด้านภูมิสถาปัตย์ ดังปรากฏหลักฐานในพระราชหัตถเลขาของพระองค์ท่านหลายฉบับ แต่ที่จะนำมากล่าวถึงเป็นพิเศษคือฉบับลงวันที่ 7/4/118 ถึงเจ้าหมื่นเสมอใจ และพระยาเวียงใน โดยพระองค์ท่านทรงกล่าวถึงต้นยาง ซึ่งพระองค์ท่านสั่งให้ขุดล้อมนำมาปลูกที่เขตนอกกำแพงวัง รวมแล้ว 80 ต้น นับว่ามีจำนวนมากพอสมควร เพราะต้นยางที่รับสั่งถึงน่าจะเป็นต้นยางนา ซึ่งแหล่งที่ขึ้นอยู่จำนวนมากน่าจะเป็นที่ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ที่นั่นน่าจะมีกล้าต้นยางนาขนาดต่างๆ ให้ขุดล้อมนำมาปลูกได้สมพระทัย ผู้ที่รับผิดชอบคือ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ เรื่องการปลูกต้นยางนานี้ ร.5 เป็นผู้คิดไว้ว่าจะปลูกนอกกำแพงวังด้านตะวันออกแถวข้างเหนือริมถนนซางฮี้ (หรือซังฮี้ในปัจจุบัน) ในระยะปลูกห่างกันต้นละ 10 วา แถวที่ 2, 3 และ 4 ห่างกัน 10 วา เช่นกัน การปลูกจึงเป็น 4 แถว จนถึงถนนฮก (ไม่ทราบว่าปัจจุบันถนนนี้ถูกเปลี่ยนชื่อหรือไม่หรือสาบสูญไปแล้วก็ไม่ทราบได้) คงเป็นแถวละ 20 ต้น 4 แถว ก็เป็น 80 ต้น ดังกล่าวไปแล้ว พระองค์ท่านกล่าวในพระราชหัตถเลขา ว่า
“ข้อสำคัญที่จะต้องระวังคือ ต้องให้แถวตรงกันทั้งรุ้ง ทั้งแวง เมื่อแลไปตามตรงฤาแลทแยงก็ให้เห็นต้นตรงกันทั้ง 4 ต้น อย่าให้เยื้องกันได้เลยเป็นอันขาด เพราะถ้าต่อไปภายน่าต้นโตขึ้นแล้วจะตัดไม้ที่มีอยู่เดี๋ยวนี้ออกเสีย ให้เป็นพื้นเตียนข้างบนกิ่งประกันตลอดที่ในเวลานี้ยังไม่ได้ถมจะต้องพูนดินขึ้นปลูกไว้ให้สูงได้ระดับ ให้พระยาเวียงในเป็นหน้าที่พูนดินแลปลูกต้นยางนี้ด้วย ถ้าได้มามากเกิน 80 จะข้ามฟากคลองเปรมไปปลูกตอนนอกให้ได้แถวเหมือนกัน ให้พระอินทรรักษาเป็นเจ้าหน้าที่ให้พระยาเวียงใน ลงมือวัดที่ปักหลักพูนดินไปเสียทีเดียว”
สยามินทร์
เรื่องต้นยางนา (Dipterocarpus alatus) อยู่ในวงศ์ Dipterocarpaceae เป็นต้นไม้ท้องถิ่นในหลายจังหวัดของไทย ลำต้นเปล่าชูสูงเด่นเป็นสง่า เป็นที่ทรงโปรดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ร.9) เช่นกัน โปรดเกล้าฯ ให้เก็บเมล็ดยางนาจาก จ.อ่างทอง เพชรบุรี มาปลูกไว้ในเขตพระราชฐานที่สวนจิตรลดาในปี พ.ศ. 2504 ต้นยางนาเติบใหญ่ โดยความสูงต้นเฉลี่ยกว่า 13 เมตร และปัจจุบันมีแปลงป่าสาธิตในสวนจิตรลดา เนื้อที่กว่า 4 ไร่ จำนวนต้นยางนากว่าหนึ่งพันต้น
ที่น่าเป็นห่วงในเรื่องต้นยางนานี้ก็เพราะมีโอกาสผ่านไปดูต้นยางนาที่ถูกปลูกไว้ริมถนนเชียงใหม่ลำพูน แต่ละต้นมีขนาดใหญ่โต น่าจะสองสามคนโอบรอบหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ดูเหมือนมีความพยายามจะตัดโค่น โดยมีคนชั่วพยายามทุกวิถีทางที่จะกำจัดต้นยางนานี้ให้หมดสิ้นไป โดยวิธีการใช้สารเคมีเพื่อทำให้ต้นยางนาเหล่านี้ยืนต้นตายจะได้ตัดโค่นภายหลัง โดยอ้างถึงความปลอดภัยของผู้คนในการสัญจรและร้านค้า บ้านเรือนใกล้เคียง หลายคนต้องการพื้นที่หน้าเขตของตนเอง อาจใช้วิธีเจาะลำต้น บางคนรุกล้ำพื้นที่โบกซีเมนต์ขยายถนน ขุดตัดฟันราก จนหลายต้นยอดแห้ง กิ่งก้านดูอ่อนแอทรุดโทรมจนเราสังเกตเห็นว่าถนนบางตอนเป็นถนนเวิ้งว้างว่างเปล่า ต้นยางนาหายไปหมด คิดว่าถ้าเป็นเช่นนี้ไม่นานถนนสายนี้คงเหลือแต่ชื่อว่าเป็นถนนสายประวัติศาสตร์ในอดีตที่มีต้นยางนาปลูกเชื่อมเส้นทางสองจังหวัด
ความพยายามของทางการที่จะขยายความกว้างของถนนหรือข้ออ้างอื่นๆ ของการบริหารส่วนท้องถิ่น อาจมีผลต่อสวัสดิภาพต้นยางนาในอนาคตเช่นเดียวกับ การตัดต้นพะยอมต้นใหญ่หลายต้นหน้าตลาด (กาดต้นพะยอม) เนื่องจากทางเทศบาลนครเชียงใหม่ต้องการขยายถนน เพื่อรับซีเกมที่มาจัดที่สนามกีฬาในเชียงใหม่ ผู้เขียนเคยเขียนประณามไปแล้วในมติชนสุดสัปดาห์ในคอลัมน์ “ชีวิตในธรรมชาติ” เมื่อหลายปีก่อน
อย่างไรก็ตาม มีความพยายามจะยืดอายุต้นยางนาโดยมีการทำพิธีบวชต้นยางนาและห่มผ้าเหลืองรอบลำต้น ซึ่งเป็นพิธีที่ดีและได้ผลในระดับหนึ่งอย่างน้อยคนคิดร้ายก็คงมีสำนึกกลัวบาปกรรมบ้างแหละน่า
ต้นยางนานี้ปัจจุบันมีไม่ขาดไม่เกินหนึ่งพันต้นไปสักเท่าใด ที่สำคัญคือควรมีการปลูกเพิ่มขึ้นในถนนสายอื่นๆ ของเมืองเชียงใหม่ เพราะปัจจุบันต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ถูกตัดเอาไปทำแจกันไม้ส่งออก เอาไปแกะสลักรูปอินเดียแดง รูปสิงห์โต อินทรีย์ บ้าๆ บอๆ อ้างว่าเป็นสินค้าส่งออกที่ทำราย ได้แก่ ประเทศไทย ถึงขั้นต้นมะม่วงชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นไม้ป่า (wild species) ต้นขนุนป่า ต้นตะแบก ต้นขี้เหล็กอายุมาก แม้ต้นไม้ต่างถิ่น (exotic species) เช่น ต้นจามจุรี (ต้นฉำฉา) ที่มีคุณค่าทางสภาพแวดล้อมโดยตรงกับนครเชียงใหม่ ก็ถูกฆ่าโค่นเลื่อยทำช้าง ทำม้าแกะสลัก จนหายากเต็มทน ที่เห็นหลงเหลืออยู่ก็เพราะอยู่ตำตาผู้คนในเมือง หรืออยู่ในเขตบ้าน แต่หากไปอยู่ตามชนบทก็มักจะถูกตัดขายหมด โดยเจ้าของบ้านทนอำนาจเงินไม่ไหว บ้านเมืองจวนจะล่มก็เพราะเงินนี่แหละครับ อย่ามาสอนเด็กว่าให้มองโลกในแง่ดีอย่างเดียวกันอยู่เลย อีกไม่นานก็คงจะไปปรึกษาไอเอ็มเอฟกันอย่างแน่นอน
เรื่องยางนาและต้นไม้สืบเนื่องคงจะขอยกยอดไปคราวหน้า







