posttoday
ดาวเทียมโกเช...ใกล้ตก

ดาวเทียมโกเช...ใกล้ตก

20 ตุลาคม 2556

ดาวเทียมโกเชขององค์การอีซากำลังจะถูกปล่อยให้ตกสู่บรรยากาศโลกโดยปราศจากการควบคุม คาดว่าจะมีซากชิ้นส่วนตกถึงพื้นโลก ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุวัน เวลา และตำแหน่งที่ตกได้ คาดว่าอาจเกิดขึ้นในปลายเดือนนี้ หรือต้นเดือน พ.ย. 2556 และมีโอกาสน้อยที่จะทำความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนบนพื้นโลก

ดาวเทียมโกเชขององค์การอีซากำลังจะถูกปล่อยให้ตกสู่บรรยากาศโลกโดยปราศจากการควบคุม คาดว่าจะมีซากชิ้นส่วนตกถึงพื้นโลก ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุวัน เวลา และตำแหน่งที่ตกได้ คาดว่าอาจเกิดขึ้นในปลายเดือนนี้ หรือต้นเดือน พ.ย. 2556 และมีโอกาสน้อยที่จะทำความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนบนพื้นโลก

ดาวเทียมโกเช (GOCE ย่อมาจาก Gravity Field and SteadyState Ocean Circulation Explorer) เป็นดาวเทียมที่องค์การอวกาศยุโรป หรืออีซา (ESA) ส่งขึ้นไปโคจรรอบโลกเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2552 ด้วยจรวดของรัสเซียที่ดัดแปลงมาจากขีปนาวุธข้ามทวีป ดาวเทียมดวงนี้มีวงโคจรตามดวงอาทิตย์ ระนาบวงโคจรเกือบตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรโลก

ดาวเทียมโกเชเกิดจากความร่วมมือกันระหว่างบริษัท 45 แห่ง ที่อยู่ใน 13 ประเทศของทวีปยุโรป วัตถุประสงค์หลักของการส่งดาวเทียมโกเชขึ้นไปโคจร คือ การทำแผนที่ความละเอียดสูงของสนามความโน้มถ่วงของโลก ช่วยให้สามารถศึกษาสัณฐานของโลก กระแสน้ำในมหาสมุทร ระดับน้ำทะเล การกระจายตัวของหินหนืดใต้ภูเขาไฟ เป็นต้น ดาวเทียมมีรูปร่างเป็นทรงกระบอกแปดเหลี่ยม ยาว 5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร น้ำหนักประมาณ 1,100 กิโลกรัม ตัวดาวเทียมมีโครงสร้างคล้ายครีบวางตามแนวของทรงกระบอกเพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพทางอากาศพลศาสตร์

ภายในดาวเทียมบรรจุมาตรวัดความไวสูง สามารถวัดความเร่งเนื่องจากความโน้มถ่วงของโลกตามจุดต่างๆ ที่ดาวเทียมเคลื่อนผ่าน มีตัวรับสัญญาณดาวเทียมจีพีเอสและเครื่องสะท้อนเลเซอร์ ทำให้ทราบตำแหน่งที่แม่นยำของดาวเทียม นอกจากผลงานการวัดสนามความโน้มถ่วงของโลกแล้ว อุปกรณ์บนดาวเทียมโกเชยังสามารถตรวจจับคลื่นเสียงอันเกิดจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่นอกชายฝั่งญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2554

ดาวเทียมโกเชถูกวางให้โคจรรอบโลกในวงโคจรต่ำ ช่วงแรกอยู่สูงจากพื้นโลกราว 260 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับสถานีอวกาศนานาชาติที่ปัจจุบันอยู่สูงจากพื้นโลกประมาณ 420 กิโลเมตร ส่วนกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลอยู่สูงประมาณ 550 กิโลเมตร สาเหตุเพราะยิ่งต่ำก็ยิ่งมีแรงโน้มถ่วงมากพอที่อุปกรณ์บนดาวเทียมจะสามารถวัดได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ต่ำเกินไปจนเสี่ยงต่อการเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศที่หนาแน่น

ดาวเทียมในวงโคจรต่ำทุกดวงจะถูกแรงต้านเนื่องจากอะตอมและโมเลกุลอากาศ เป็นตัวฉุดให้ดาวเทียมค่อยๆ มีวงโคจรแคบลง เนื่องจากเสียดทานกับชั้นบรรยากาศ ส่วนท้ายของดาวเทียมโกเชจึงติดตั้งระบบขับดันด้วยไอออนจากซีนอนไว้เพื่อคอยรักษาระดับวงโคจร และหักล้างผลจากชั้นบรรยากาศเพื่อให้แน่ใจว่ามีเพียงแรงโน้มถ่วงของโลกที่กระทำต่อดาวเทียม

ข้อมูลวงโคจร ณ วันที่ 17 ต.ค. 2556 แสดงว่าดาวเทียมโกเชอยู่สูงจากพื้นโลกระหว่าง 222-232 กิโลเมตร ระนาบวงโคจรเอียงทำมุม 96.6 องศา กับเส้นศูนย์สูตร โกเชโคจรรอบโลกด้วยคาบประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง อีซาคาดว่าระดับความดันภายในถังเก็บซีนอนจะลดลงจนต่ำกว่า 2.5 บาร์ ประมาณวันที่ 19 ต.ค. 2556 เมื่อไร้ระบบขับดัน วงโคจรของดาวเทียมจะค่อยๆ ต่ำลง คาดว่าดาวเทียมจะตกและเผาไหม้ในบรรยากาศหลังจากนั้นราว 2-3 สัปดาห์

ดาวเทียมไม่ได้ถูกทำลายไปทั้งหมดขณะผ่านเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ อีซาระบุว่าจะมีซากชิ้นส่วนหลายชิ้นลงมาถึงพื้นโลก ส่วนเวลาและสถานที่ตก ยังไม่อาจคาดหมายได้ในขณะนี้ นักวิทยาศาสตร์ทราบตำแหน่งที่แน่นอนของดาวเทียม จึงสามารถคำนวณพยากรณ์เวลาตกได้ แต่การพยากรณ์ล่วงหน้านานหลายวัน มีโอกาสคลาดเคลื่อนได้สูง การพยากรณ์จะมีความแม่นยำมากขึ้นเมื่อใกล้เวลาตก โดยเฉพาะในช่วงก่อนตกราว 1-2 ชั่วโมง

ดาวเทียมโกเชโคจรอบโลกในวงโคจรเกือบตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตร ชิ้นส่วนดาวเทียมจึงมีโอกาสตกที่ใดก็ได้บนโลกนี้ แต่การที่พื้นผิวราวร้อยละ 71 ของโลกเป็นผิวน้ำ ซากดาวเทียมจึงมีโอกาสลงสู่มหาสมุทรมากกว่าบนพื้นดิน และมีโอกาสน้อยที่จะตกในสถานที่ที่มีคนอาศัยอยู่ อีซาระบุว่าแต่ละปีมีซากชิ้นส่วนดาวเทียมหรือซากจรวดตกใส่โลกจำนวนมาก หนักรวมกันราว 40 ตัน ชิ้นส่วนโดยมากมีขนาดเล็ก โอกาสที่คนจะได้รับอันตรายจากการตกของชิ้นส่วนดาวเทียมก็น้อยมาก

เมื่อใกล้วันที่ดาวเทียมโกเชตก คาดว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านขยะอวกาศของอีซาจะคอยให้ข้อมูลต่อสาธารณชน ผู้ที่อยู่ใกล้แนวที่ดาวเทียมเคลื่อนผ่านในระหว่างที่ดาวเทียมเข้าสู่บรรยากาศโลก จะมีโอกาสเห็นการตกของชิ้นส่วนดาวเทียม ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวคราวเกี่ยวกับดาวเทียมดวงนี้และโครงการอวกาศอื่นๆ ของยุโรปได้ที่เว็บไซต์ http://www.esa.int/

ปรากฏการณ์ท้องฟ้า (20-27 ต.ค.)

ดาวพุธและดาวเสาร์เคลื่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ จึงเหลือดาวศุกร์เป็นดาวสว่างเด่นดวงเดียวบนท้องฟ้าทิศตะวันตกในเวลาหัวค่ำ สัปดาห์นี้ดาวศุกร์ออกจากกลุ่มดาวแมงป่องเข้าสู่กลุ่มดาวคนแบกงู แม้จะไม่ใช่หนึ่งใน 12 กลุ่มดาวจักรราศี แต่ดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ก็เคลื่อนผ่านพื้นที่ของกลุ่มดาวนี้ แต่ละคืนเราจะเห็นดาวศุกร์เคลื่อนต่ำลงจนตกลับขอบฟ้าในเวลาประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง

ท้องฟ้าเวลาเช้ามืดมีดาวพฤหัสบดีอยู่เหนือศีรษะและดาวอังคารอยู่ทางทิศตะวันออก ดาวพฤหัสบดีอยู่ในกลุ่มดาวคนคู่ ขึ้นมาก่อนดาวอังคารตั้งแต่เวลาประมาณ 5 ทุ่มครึ่ง ดาวอังคารอยู่ในกลุ่มดาวสิงโต ขึ้นเวลาตี 2 ครึ่ง แต่เริ่มเห็นได้หลังจากนั้นเมื่อดาวอังคารขึ้นมาอยู่เหนือขอบฟ้าพอสมควร ดาวอังคารและดาวพฤหัสบดีเคลื่อนสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อท้องฟ้าใกล้สว่างราวตี 5 เศษ จะเห็นดาวพฤหัสบดีอยู่สูงกลางฟ้า ส่วนดาวอังคารอยู่ที่มุมเงยประมาณ 40 องศา

หลังจันทร์เพ็ญเมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา สัปดาห์นี้จะเข้าสู่ข้างแรม ดวงจันทร์อยู่บนท้องฟ้าในเวลาเช้ามืดของทุกวัน ผ่านใกล้กระจุกดาวลูกไก่ในวันที่ 22 ต.ค. วันถัดไปผ่านใกล้ดาวอัลเดบารันในกลุ่มดาววัว จากนั้นใกล้ดาวพฤหัสบดีในวันที่ 26 ต.ค. ห่าง 5 องศา ดวงจันทร์สว่างครึ่งดวงในเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ 27 ต.ค.

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท