
เรื่องของปู่
ผมเพิ่งลาจากโลกไปด้วยวัย 104 ปี ถือเป็นญาติผู้ใหญ่ใกล้ชิดที่อายุยืนยาวที่สุด และคงไม่มีใครในหมู่ญาติมิตรจะทำลายสถิตินี้ลงได้ง่ายๆ
โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว
ปู่ผมเพิ่งลาจากโลกไปด้วยวัย 104 ปี ถือเป็นญาติผู้ใหญ่ใกล้ชิดที่อายุยืนยาวที่สุด และคงไม่มีใครในหมู่ญาติมิตรจะทำลายสถิตินี้ลงได้ง่ายๆ
ในชีวิตของปู่ที่อยู่ดูโลกมานานมีทั้งสุขและทุกข์คละเคล้ากันไป ก็คงเหมือนกับชีวิตของทุกๆ คนบนโลกใบนี้ แต่ที่ปู่ไม่เหมือนคนอื่นคงจะเป็นการอยู่กับความเหงา ความเดียวดายที่ยาวนานกว่า
ลำพังลูกหลานคงจะทำให้ปู่มีความสุขทางกายและทางใจได้ระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ขาดหายไปในชีวิตที่ยืนยาวกว่าคนอื่นๆ คือ การขาดเพื่อนในเจเนอเรชั่นเดียวกัน ที่ล้มหายไปทีละคนสองคนจนไม่เหลือใครในวัยเดียวกันให้พอจะระลึกถึงวัยแห่งวันวานได้
มีอยู่ครั้งหนึ่งจำได้ว่าตอนนั้นปู่อายุได้ 96 ปี ลูกหลานพาไปทำบุญที่วัด พอพระท่านรู้อายุก็อวยชัยให้พรคุณปู่ให้อยู่ได้เกินร้อย ปู่ส่ายหน้าแบบไม่คิดอะไรมาก บอกกับหลวงพ่อท่านไปว่า ขอตายก่อนร้อยจะดีกว่า
อีกงานพาท่านไปทำบุญบ้านมีเหล้าเลี้ยงแขกเหรื่อเหลืออยู่ค่อนขวด หลานพูดกันเล่นๆ ฝากให้ปู่เอาเหล้ากลับบ้านไปด้วย เพราะรู้ดีว่าปู่ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ แต่ปู่ก็ทำเซอร์ไพรส์ คว้าขวดเหล้ากลับบ้านไปนั่งซดอยู่ 2 วัน จนหมดขวด เท่านั้นยังไม่พอ สั่งให้ไปซื้อเหล้ามาเก็บไว้กินต่ออีกต่างหาก
ชีวิตเหงาๆ ทำให้ท่านพยายามจะหลีกหนี แต่หนีอย่างไรก็หนีไม่พ้นจนวันสุดท้ายของชีวิตมาถึง
ผมมองเห็นสัจธรรมบางข้อจากชีวิตของปู่ เมื่อพบว่าคนเราอยากแสวงหาความยืนยาวในชีวิต หลายครั้งกลับเป็นทุกข์เมื่อคิดถึงวัยแห่งความร่วงโรย แต่กลับไม่รู้เลยว่า ชีวิตในวันข้างหน้าเมื่ออยู่นานๆ ไปจะเป็นอยู่กันอย่างไร จะมีความสุขดีกับชีวิตในวันนั้นกันหรือไม่ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้ แต่ก็ยังอยากมีชีวิตอยู่ให้นานๆ
ผมว่าคนเราพร้อมที่จะอยู่และพร้อมที่จะไปเท่านั้นก็พอแล้วล่ะครับ
มองกลับมาในสังคมปัจจุบัน ผมจำไม่ได้ว่า ได้รับรู้ข้อมูลมาจากไหนหากผิดพลาดคลาดเคลื่อนต้องขออภัย เขาบอกไว้ว่า ในปี 2558 เป็นต้นไป ไทยเราจะเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ถึงปีนั้นเราจะมีผู้สูงอายยุเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ปีละ 1 ล้านคน เป็นเวลา 20 ปีต่อเนื่อง
แต่ในทางกลับกัน ผู้สูงอายุที่เคยเป็นเสาหลัก เคยเป็นศูนย์รวมใจของครอบครัวแบบไทยๆ เริ่มถูกลดบทบาทลงไปเรื่อยๆ จนทุกวันนี้ปู่ ย่า ตา ยาย มีหน้าที่เลี้ยงหลานเป็นงานหลัก ส่วนการจะเป็นเสาหลักคอยแนะนำให้คำปรึกษา ให้พลังใจกับลูกๆ หลานๆ นั้น ก็อาจจะถูกมองว่า วิ่งตามไม่ทันโลกยุคดิจิตอล ที่หมุนเร็วเหลือหลาย
ทำอย่างไรกันดีล่ะครับ เมื่อผู้สูงอายุในสังคมบ้านเราจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับถูกมองข้ามมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ขณะที่อาการตื่นตัวกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวของบ้านเรา ยังไม่มีเรื่องใดๆ ที่ชัดเจนกันเลยสักเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการ การดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของสูงอายุ ที่ต้องเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ การให้บทบาทความสำคัญทางสังคมกับผู้สูงอายุก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ ในหลายๆ ประเทศมองเห็นคุณค่าของผู้สูงอายุ นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับคนรุ่นหลังๆ
บ้านเราพอมีให้เห็นกันบ้างที่ให้ผู้สูงอายุเข้ามาช่วยนำประสบการณ์ความรู้คุณค่าของชีวิตที่มีอยู่ล้นเหลือ มาช่วยสอนช่วยปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้กับเด็กๆ เยาวชนคนรุ่นหลัง แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนและทำให้เป็นเรื่องเป็นราว หรือทำให้เป็นระบบจากภาครัฐ
คงต้องรีบแล้วล่ะครับ สำหรับการเตรียมตัวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ผู้ใหญ่ที่รักและเคารพของเราอยู่สบาย อย่างมีคุณค่าในวัยสุดท้ายของชีวิต สุดท้ายขอให้คุณปู่ของผมหลับให้สบายชั่วนิจนิรันดร์ครับ







