
อสมา ดำเกิงสุรเดช เก๋ไก๋มีสไตล์ด้วยผ้าพันคอ
ความชอบผ้าพันคอเป็นชีวิตจิตใจ ที่สามารถจะผูกหรือพันทำให้การแต่งตัวเก๋ไก๋ขึ้น
โดย...วราภรณ์ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
ความชอบผ้าพันคอเป็นชีวิตจิตใจ ที่สามารถจะผูกหรือพันทำให้การแต่งตัวเก๋ไก๋ขึ้น ของศิษย์เก่าโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ฟาน-อสมา ดำเกิงสุรเดช พัฒนาเป็นธุรกิจออกแบบผ้าพันคอ โดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า Asama Scarf ทำการตลาดครั้งแรกในเฟซบุ๊ก Facebook.com/Asamascarf.shop เพียงแค่ 1 ปี ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้า จนปัจจุบันเธอสามารถขยายธุรกิจมีหน้าร้านหรูอยู่ที่ Terminal 21 ชั้นเอ็ม คิง เพาเวอร์ คอมเพล็กซ์ สาขารางน้ำ และสาขาลาดกระบัง เอ็มโพเรียม และเซ็นทรัลเวิลด์ และยังวางจำหน่ายที่ไต้หวัน สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย อีกด้วย
แนวคิดในการทำธุรกิจ อสมา เล่าว่า ส่วนหนึ่งเธอได้มาจากการศึกษาอยู่ในโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงมัธยม 6 มากกว่า 13 ปีจนเกิดความผูกพันเพื่อนสมัยเรียนมัธยมด้วยกัน ได้แก่ คุณหญิงแมงมุมม.ร.ว.ศรีคำรุ้ง ยุคล วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ซึ่งในทุกๆ ปีโรงเรียนจะจัดงานและคุณครูก็จะให้นักเรียนคิดสินค้าออกมาจำหน่ายในงานเพื่อให้เด็กเรียนฝึกทำธุรกิจของตัวเอง และล่าสุดกับงาน Beauty & The Biz ครั้งที่ 2 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 2 พ.ย. ณ โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย เธอก็ยังจะแวะเวียนไปออกร้านในฐานะศิษย์เก่าร่วมกับเพื่อนคนอื่นๆ ด้วย
“ช่วง ม.6 ได้เรียนวิชาทำธุรกิจเอสเอ็มอี คุณครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มทำสินค้ามาขาย นี่อาจเป็นจุดเล็กๆ ที่ทำให้นักเรียนได้ฝึกคิด ริเริ่มความคิดสร้างสรรค์ และเราก็ได้ลองวางขายจริงๆ นานออกร้านของโรงเรียน แต่ก่อนหน้านี้ก็มีงานเรื่อยๆ ให้นักเรียนทำเกมออกบูธหารายได้ ซึ่งงานโรงเรียนปีนี้ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันก็จะไปร่วมงานอีกเพื่อนำรายได้ช่วยเหลือมูลนิธิและนำไปช่วยเหลือเด็กยากไร้อีกต่อหนึ่งค่ะ”
จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ทำธุรกิจเมื่อวัยเด็ก พอศึกษาจบคณะนิเทศศาสตร์เอกโฆษณาเธอทำงานในวงการโฆษณาอยู่พักหนึ่ง จึงออกมาทำธุรกิจน้ำเต้าหู้เพื่อสุขภาพแบรนด์ Foodie กับพี่สาว แต่ความชอบในแฟชั่นและผ้าพันคอยังมีอยู่ เธอจึงขอแยกออกมาทำธุรกิจที่มีความถนัด เริ่มจากการเปิดร้านขายเสื้อผ้าเกาหลีบนเฟซบุ๊ก ในรูปแบบของการซื้อมาขายไป ตอนแรกธุรกิจก็ไปได้ดี แต่พอขายได้สักครึ่งปีก็เจอปัญหาในเรื่องของคู่แข่ง ต้องขายตัดราคากัน เธอจึงคิดสร้างแบรนด์สินค้าแฟชั่นของตัวเอง และพุ่งเป้าไปที่ผ้าพันคอก็ด้วยความชอบส่วนตัวก็น่าจะทำได้ดี อีกทั้งความคิดส่วนตัว คือผ้าพันคอสามารถใช้ได้อเนกประสงค์ทั้งแทนเสื้อคลุม นำมาผูกเพื่อตกแต่งเสื้อ หรือนำมาพันหมวก พันกระเป๋าเพื่อเพิ่มความเก๋สำหรับสุภาพสตรีก็ได้
และเพื่อสร้างความแตกต่าง และโฟกัสกลุ่มเป้าหมายให้ชัด อสมาจึงเลือกใช้วัตถุดิบชั้นดี เพื่อจับกลุ่มคนวัยทำงาน ด้วยการนำเข้าผ้าชั้นดี เช่น ผ้าไหมชีฟอง และผ้าไหมซาตินจากเกาหลี ที่เนื้อผ้ามีความอ่อนนุ่ม ไม่บางจนเกินไป และเพิ่มจุดขายคือเธอทำงานร่วมกันเป็นทีมกับดีไซเนอร์ออกแบบลวดลายผ้าเอง โดยเน้นสีสันสดใสด้วยลวดลายกราฟฟิกที่ฉูดฉาดเพื่อเพิ่มเอกลักษณ์เฉพาะให้กับแบรนด์
“ที่ผ่านมายอดขาย 60% เป็นลูกค้าต่างชาติ อีก 40% เป็นลูกค้าคนไทย ยอดขายมาจากการที่เราไปออกบูธกิจกรรมร่วมกับห้างสรรพสินค้า และหน่วยงานของภาครัฐต่างๆ ซึ่งจากการออกงานแฟร์บ่อยๆ ยังทำให้ได้ออร์เดอร์จากต่างประเทศเข้ามาด้วย ถึงจะยังเป็นสัดส่วนไม่เยอะ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ทั้งในประเทศไต้หวัน อเมริกา และออสเตรเลีย”
อสมา บอกว่า เสน่ห์ของผ้าพันคอ มีความเป็นแฟชั่นสูง บวกกับความคิดสร้างสรรค์ของผู้สวมใส่ เช่น เวลาผู้หญิงใช้ผ้าพันคอก็มักแต่งตัวเรียบ แต่ผ้าพันคอก็จะช่วยขับให้ผู้หญิงมีคาแรกเตอร์ที่เด่นชัดสีสันสดใสและฉูดฉาดของผ้าพันคอก็จะช่วยขับผิว ซึ่งผลตอบรับดีกับสีสดใส เธอยังเน้นการออกแบบลวดลายผ้าพันคอให้เลือกเป็นของขวัญได้ด้วย เพราะผ้าพันคอมีเพียง 3 ไซส์ คือ เอส เอ็ม และแอล จึงไม่ต้องลอง อีกทั้งอเนกประสงค์ใช้ได้หลายรูปแบบ บางคนไม่ผูกคอ ก็ผูกผม ผูกกระเป๋า คล้องเป็นชุดเวลาไปชายหาดหรือคลุมไหล่เพิ่มความอบอุ่นก็ได้
“ผ้าพันคอเราแบ่งเป็นคอลเลกชั่นตามเทศกาล เช่น คอลเลกชั่นที่กำลังจะออก คือ คาเลนด้า 2014 คือจะเป็นปฏิทินอยู่บนผ้าสามารถดูวันเดือนปีได้จริงๆ โดยให้คุณนวลตอง ประสานทอง ออกแบบให้เพื่อเป็นกิมมิกน่ารักๆ สามารถมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่ ออกกลางเดือน ต.ค.นี้ ดูได้จริง และมีคอลเลกชั่นธีมเป็นของขวัญ บองโวยาจ เป็นของขวัญแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้ดูเก๋ๆ มีคอลเลกชั่นสำหรับต่างชาติซื้อด้วย ซึ่งต่างชาติชอบผ้าพันคอของเรามาก อาจเป็นเพราะเขาชอบที่ลวดลายและเนื้อผ้าเน้นไหมซาตินที่ให้ความรู้สึกนุ่มเงา ดูพรีเมี่ยม หรือคอลเลกชั่นคองเกรตูเลชั่น เพื่อมอบให้ในโอกาสสำเร็จการศึกษา” ลวดลายใหม่ๆ อสมาออกแบบมาป้อนตลาดใหม่ทุกๆ เดือนเพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดอยู่ตลอดเวลา เพราะลูกค้าบางกลุ่มก็ซื้อผ้าพันคอไปเพื่อการเก็บสะสม
อสมา ดำเกิงสุรเดช เริ่มสร้างแบรนด์ตัวเองตอนอายุ 27 พออายุ 28 แบรนด์ก็เติบโต
แรงบันดาลใจในการออกแบบ : มาจากของใกล้ๆ ตัว เช่น คอลเลกชั่นแรก เลิฟออฟบิวตี้ จับโต๊ะแต่งหน้าผู้หญิงทำลายเส้นให้ดูไม่จริงๆ มากเกินไป จะได้ดูน่ารัก เช่น ขวดน้ำหอม ตลับแป้ง อีกทั้งเธอชอบท่องเที่ยว เจออะไรน่ารักๆ จะถ่ายรูปเก็บไว้ตลอด อีกวิธีหนึ่งที่ดีคือท่องโลกอินเทอร์เน็ตดูแบรนด์กระเป๋าเมืองนอก หรือเดินช็อปปิ้งตามห้าง ด้วยเธอเป็นคนช่างสังเกตเธอจะดูเสื้อผ้าแต่ละชิ้น เธอจะดูลึกเข้าไปที่เนื้อผ้า เช่น บางแบบผ้าด้านหน้ากับหลังคนละเนื้อผ้า เห็นแล้วชอบก็สามารถนำมาเป็นไอเดียคิดออกแบบผ้าพันคอได้ ซึ่งตอนนี้เธอแตกไลน์จากผ้าพันคอไปทำเป็นไลน์กระเป๋า และเสื้อโดยนำผ้าพันคอไปทำ โดยซิกเนเจอร์ของแบรนด์คือผ้าพิมพ์ลาย
แบรนด์สุดโปรด : มาร์ค บาย มาร์ค จาคอบ เธอชอบสไตล์รวมๆ สินค้ามีสีสันสดใส ลายพรินต์น่ารัก มีทำผ้าพันคอด้วย
นักออกแบบสุดปลื้ม : วิเวียน เวสต์วูด เธอชอบสไตล์ของวิเวียนที่เก๋มีเอกลักษณ์ดูแล้วรู้เลย เช่น รูปโลโก้ยานอวกาศซึ่งมีเอกลักษณ์ทำให้แบรนด์มีความแตกต่าง และไม่มีใครมาลอกเลียนแบบเราได้
เครื่องประดับที่ขาดไม่ได้ : ชอบนาฬิกาของคาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ มากๆ รู้สึกผูกพันกับนักออกแบบคนนี้ เพราะปกติไม่ค่อยใช้เครื่องประดับเยอะ ใช้นาฬิกากับผ้าพันคอเท่านั้น เมื่อก่อนก็ใช้ผ้าพันคอของคาร์ล แต่ตอนนี้ใช้ของตัวเอง เธอใช้ทั้งพันคอ ผูกผม เวลาลูกค้าเห็นก็ชอบ
สไตล์การแต่งตัว : อสมาจัดเป็นผู้หญิงเรียบง่าย ชอบแต่งตัวคล่องแคล่ว เช่น กางเกงยีนส์สวมเข้ากับเสื้อยืดสบายๆ ไม่ชอบแต่งตัวจัดจ้าน เน้นความสบายมาก่อนความสวย แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือผ้าพันคอ จะพกผ้าพันคอในกระเป๋าตลอด ไปดูหนังไม่อยากใช้เสื้อกันหนาวก็ต้องติดผ้าพันคอเอาไว้ใช้งาน







