
‘สมิทธ์ ตุงคะสมิต’ แสนชื่อล้มเขื่อนแม่วงก์
ความสำเร็จในการเดินเท้า 388 กิโลเมตร เพื่อรณรงค์คัดค้าน EHIA เขื่อนแม่วงก์ ของ “ศศิน เฉลิมลาภ” เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
โดย...ทีมข่าวในประเทศ
ความสำเร็จในการเดินเท้า 388 กิโลเมตร เพื่อรณรงค์คัดค้าน EHIA เขื่อนแม่วงก์ ของ “ศศิน เฉลิมลาภ” เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ตัวแปรสำคัญที่สื่อสารกับคนในสังคมไม่ได้มาจากสื่อกระแสหลัก แต่เกิดจากการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียที่มีการแพร่กระจายข้อมูลแบบ Viral Marketing จนเกิดกระแสคัดค้าน นำมาสู่การรวมตัวของคนนับหมื่นที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา
ผลสืบเนื่องของโซเชียลมีเดียยังทำให้แคมเปญเข้าชื่อรณรงค์คัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ผ่านเว็บไซต์ change.org ซึ่งริเริ่มโดย สมิทธ์ ตุงคะสมิต อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต มีผู้ร่วมลงชื่อนับแสนคน เป็นแคมเปญที่มีคนสนับสนุนมากที่สุดในเอเชีย โดยจะมีการชักชวนคนกรุงแสดงพลังอีกครั้งด้วยการเดินรณรงค์ “รวมพลังไทยหัวใจสีเขียว เดินยื่นหยุดโครงการเขื่อนแม่วงก์” จากหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เพื่อนำรายชื่อไปยื่นที่ทำเนียบรัฐบาลในวันเสาร์ที่ 19 ต.ค.นี้ และเดินต่อไปยื่นที่สำนักงานองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก อีกด้วย
นอกจากนี้ สมิทธ์ยังต่อยอดความสำเร็จจากกระแสโซเชียลมีเดีย ด้วยการตั้งเครือข่ายสื่ออาสาภาคประชาชนเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Move Thailand เพื่อรณรงค์ประเด็นสิ่งแวดล้อม เน้นการให้ข้อมูลแก่คนในสังคมผ่านโลกออนไลน์ต่อไป
กลยุทธ์การสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียดังกล่าว สมิทธ์มองว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน เป็นโมเดลใหม่แบบโลกล้อมไทย ที่ไม่จำเป็นต้องมีคนออกมาก่อม็อบก็สามารถกดดันให้ผู้มีอำนาจรัฐหันมารับฟังเสียงเล็กๆ ของประชาชนได้
วิศวกรกลับใจ
พื้นฐานของสมิทธ์นั้นทำงานเป็นวิศวกรมานานกว่า 20 ปี โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีวิศวะเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นก็ไปเรียนปริญญาโทด้านการจัดการวิศวกรรมที่สหรัฐอเมริกา เรียนจบก็กลับมาทำงานเป็นวิศวกรในเครือปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี
“ระหว่างที่ทำงานก็ได้เรียนรู้วิธีการจัดการ ได้มีโอกาสคิดแคมเปญเพื่อช่วยพัฒนาสังคมรอบๆ โรงงานไปด้วย ระบบคิดแบบนี้เลยติดตัวมาว่าธุรกิจกับสังคมมันต้องไปด้วยกัน”
หลังจากทำงานกับเอสซีจีได้พอสมควร ก็ลาออกมาทำงานเป็นวิศวกรที่ปรึกษาให้ทั้งภาครัฐและเอกชน และเริ่มสัมผัสความจริงมากขึ้นว่า การทำงานในอาชีพวิศวกร มีทั้งมุมที่สร้างสรรค์และแง่มุมที่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ของรัฐที่มีผลกระทบเป็นอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้ทำให้เขาหันเหชีวิตไปเรียนปริญญาเอกด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ด้วยความคิดที่ว่าทุกอย่างต้องไปด้วยกันอย่างสมดุล ถ้าเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มจะทำให้มองโลกได้ชัดเจนมากขึ้น
“จรรยาบรรณของอาชีพวิศวกร เขาสอนกันตลอดว่าเวลาคิดโครงการอะไร ต้องนึกถึงผลกระทบจากโครงการที่เราทำให้รอบด้าน แต่ปัจจุบันทุนกลายเป็นตัวตั้งแล้วเอาความเป็นวิศวกรไปรับใช้”
ท้ายสุด เมื่อจบปริญญาเอก สมิทธ์จึงเปลี่ยนมาทำงานเป็นอาจารย์ในหลายๆ สถาบัน ทั้งที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และล่าสุดวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
จุดเริ่มต้นล่าชื่อผ่าน change.org
สมิทธ์ เริ่มสนใจปัญหาเรื่องเขื่อนแม่วงก์เมื่อปลายปี 2555 ซึ่งขณะนั้นได้คุยกับ ศศิน ว่าจะพานักศึกษาวิทยาลัยนวัตกรรมสังคมไปลงพื้นที่ ซึ่งเขายอมรับว่าตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าป่าแม่วงก์อยู่ตรงไหน แต่หลังจากลงพื้นที่จริงแล้ว ทำให้ได้รับรู้ว่าเป็นป่าที่สมบูรณ์มาก
ด้วยความเป็นวิศวกร สมิทธ์จึงรู้ข้อมูล EHIA อย่างละเอียด และพบความจริงว่าไม่ควรสร้างเขื่อนแม่วงก์ เพราะรายงานดังกล่าวให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน จากการคำนวณด้วยตัวเองแล้วไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ และปริมาณน้ำที่กักเก็บก็ไม่เพียงพอกับการชลประทาน
“รู้สึกว่าอาจารย์ศศินกำลังถูกโดดเดี่ยวในช่วงเวลานั้น กลายเป็นเอ็นจีโอที่พูดแทบตายก็ไม่มีคนฟัง เราก็อึดอัดใจว่ากำลังปล่อยให้เขาสู้อย่างโดดเดี่ยว เลยคิดว่าจะช่วยอย่างไรดี ซึ่งสิ่งที่มีพลังก็น่าจะเป็นเสียงของประชาชน เพราะถ้าดูปรากฏการณ์อาหรับสปริง จะพบเลยว่าโลกมันเปลี่ยนไป เสียงของประชาชนเริ่มดังขึ้น เลยคิดว่าถ้าใช้แคมเปญที่ดึงคนจำนวนมากได้ก็น่าจะช่วยอาจารย์ศศินได้บ้าง”
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของการทำแคมเปญลงชื่อในรูปแบบของกระดาษ คือทำได้ช้าและมีคนมาร่วมลงชื่อน้อย สุดท้ายก็ไปเจอแพลตฟอร์มของ change.org ซึ่งมีระบบการคัดกรองที่ดีและร่วมลงชื่อได้สะดวก สมิทธ์จึงเริ่มทำรณรงค์คัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ใน change.org ตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งตอนทำก็ทำเงียบๆ ไม่ได้บอกศศินหรือมูลนิธิสืบฯ ด้วย
สมิทธ์ เล่าว่า ความคาดหวังในขณะนั้น ตั้งใจว่าเมื่อมีคนร่วมลงชื่อ 1 หมื่นคน ก็จะทำเป็น Hard Copy ไปยื่นให้ผู้มีอำนาจ โดยหวังว่าอย่างน้อยผู้มีอำนาจจะได้รู้ว่ายังมีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย ส่วนจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ทั้งนี้ ในช่วงก่อนที่ศศินจะเดินรณรงค์นั้น แคมเปญของสมิทธ์มีคนร่วมลงชื่อไม่ถึง 1 หมื่นคน แต่หลังจากที่ศศินเดินมาถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ 22 ก.ย.แล้ว ปรากฏว่ายอดคนลงชื่อคัดค้านเขื่อนเพิ่มแบบทวีคูณ เพราะในโลกออนไลน์มีการแชร์ความเคลื่อนไหวระหว่างการเดินของศศิน ทำให้มีคนมาร่วมลงชื่อในแคมเปญนี้ตามไปเป็นลูกโซ่จนที่สุดก็ทะลุ 1 แสนรายชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเองก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อนเช่นกัน
ยุคเปลี่ยนผ่านบนอินเทอร์เน็ต
สมิทธ์ ชี้ว่า ปรากฏการณ์ทั้งกระแสสนับสนุนการเดินของอาจารย์ศศิน และการร่วมลงชื่อคัดค้านเขื่อนผ่าน Change.org สะท้อนให้เห็น 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1.เป็นข้อพิสูจน์ว่าเมืองไทยกำลังเปลี่ยนยุคสู่ยุคโซเชียลมีเดียเต็มตัว เป็นสังคมข้อมูลข่าวสารอย่างแท้จริง
“เห็นชัดเจนว่าเราต้องขอบคุณ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (ผู้ก่อตั้ง Facebook) และขอบคุณครอบครัวผมรวมทั้งเพื่อนๆ วิศวะจุฬาฯ ด้วย ที่ให้กำลังใจกันตลอด”สมิทธ์ กล่าวพลางหัวเราะ
ประเด็นที่ 2 ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าเรากำลังอยู่ในยุคที่คนกำลังโหยหาทางออก เพราะโดยความรู้สึกพื้นฐานของคนก็ย่อมอยากทำสิ่งที่ถูกต้องแต่ไม่มีเวทีให้แสดงออก ฉะนั้นเวทีที่ง่ายและได้ผลที่สุดคือเวทีในโลกออนไลน์ที่ไม่จำเป็นต้องแสดงตัว
และ 3 ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าเมื่อมีความขัดแย้งทางการเมืองมาก คนก็เบื่อการเมือง ประเด็นการเมืองคนไม่ค่อยไปเกี่ยวข้องด้วย แต่ถ้าเป็นประเด็นที่ชัดเจนและยืนอยู่บนความถูกต้อง คนไทยก็ยังจะเข้ามามีส่วนร่วมอยู่
“สิ่งนี้เป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกว่าเรายังพอมีหวังในการทำงานภาคประชาสังคม ทำให้เห็นว่าประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านจากประชาธิปไตยแบบตัวแทนมาเป็นประชาธิปไตยแบบที่มีส่วนร่วมจากประชาชน พิสูจน์แล้วว่าประชาชนเริ่มเห็นทางสว่าง”
อย่างไรก็ตาม สมิทธ์มองว่าการขับเคลื่อนภาคประชาสังคมบนโลกออนไลน์ อย่าไปหวังว่าจะนำไปสู่การจัดตั้งหรือเคลื่อนด้วยจำนวนคน การใช้คนจำนวนมากกดดันต่อรองกับรัฐถือว่าหมดผ่านยุคไปแล้ว แต่สิ่งที่จะวัดกันแพ้ชนะกันที่ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งจะเป็นพลังกดดันผู้มีอำนาจให้หันมาฟังเสียงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
นักวิชาการผู้นี้ยกตัวอย่างประเทศพม่า ซึ่งในอดีตเคยมีการรณรงค์เรียกร้องประชาธิปไตยบนท้องถนน สุดท้ายโดนยิงล้มตายไปจำนวนมาก แต่รัฐบาลทหารพม่าก็ยังแข็งแกร่งเหมือนเดิมจนคนไม่คิดว่าพม่าจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ แต่พอสังคมโลกจับตามองมาที่พม่า มีเรื่อง อองซานซูจี รัฐบาลพม่าก็ต้องเปลี่ยนท่าทีโดยที่ไม่จำเป็นต้องให้คนพม่าออกมารณรงค์กลางถนน
ด้วยเหตุนี้ การขับเคลื่อนภาคประชาสังคมจึงต้องจุดกระแสให้สังคมโลกรับรู้ ซึ่งประเด็นสิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องสากลที่ทั้งโลกให้ความสำคัญ จึงเป็นที่มาของการยื่นหนังสือต่อยูเนสโก และจะแปลแคมเปญใน change.org เป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้คนประเทศอื่นร่วมสนับสนุนด้วย
“พอมันเป็นเสียงสากล การทำงานของรัฐบาลก็ต้องรอบคอบขึ้นเป็นธรรมดา เพราะรัฐบาลไทยอยู่ในประชาคมโลก จะโดดเดี่ยวตัวเองไม่ได้ ฉะนั้นผมไม่แคร์ว่าคนไทยจะออกมามากหรือไม่ เราไม่จำเป็นต้องมีม็อบออกมา เพราะออกมาเท่าไหร่ถ้าหากรัฐบาลไม่ฟังซะอย่าง มันก็จบ ประเด็นความสำเร็จมันขึ้นอยู่กับว่าประชาคมโลกมองอย่างไร กรณีพม่าเห็นชัดเจน กรณีเขื่อนแม่วงก์ก็น่าจะเป็นแบบนั้น”
สมิทธ์ ย้ำทิ้งท้ายว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ ไม่ได้ต้องการเอาชนะคะคาน แต่ต้องการให้รัฐบาลหันมาฟังเสียงประชาชน และย้ำว่าการขับเคลื่อนเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมืองหรือสีเสื้อ ดังนั้นไม่ว่าจะโดนป้ายสีอย่างไร แต่ถ้าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทุกอย่างจะจบไปเอง







