posttoday
กาแฟไม่เอาเขื่อน!

กาแฟไม่เอาเขื่อน!

11 ตุลาคม 2556

ข้อดีของการได้ทำงานในร้านกาแฟ คือ การได้พบเจอผู้คน

โดย...เกดริน / ภาพ : กาแฟดริป

ข้อดีของการได้ทำงานในร้านกาแฟ คือ การได้พบเจอผู้คน

เจอ! ในที่นี้ ไม่ได้หมายความถึงแค่เห็นหน้า แต่เป็นการพูดคุย ได้สัมผัสบางเสี้ยวมุมของผู้คนที่หลากหลาย ตั้งแต่นักเขียน นักเรียน นักร้อง นักดนตรี ช่างภาพ นักออกแบบ นักธุรกิจ นักการเมือง นักบัญชี พีอาร์ ครู ตำรวจ ทหาร หมอ พยาบาล พ่อค้า แม่ค้า ผู้หญิง ผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง ไม่ใช่ผู้ชาย ชอบหมา ชอบแมว หรือชอบหมาแต่ไม่ชอบแมว ขี่จักรยาน ขี่มอเตอร์ไซต์ ขับบีเอ็ม ขับเบนซ์ หรือขับรถญี่ปุ่นธรรมด๊า ธรรมดา ฯลฯ กาแฟทำละลายผู้คนหลากหลายที่เอ่ยมาไม่หมด หลอมรวมให้เหลือเพียงสถานะเดียว คือ “คนกินกาแฟ”

ผู้คนที่หลากหลาย ความคิดก็หลากหลาย... เป็นความแตกต่าง... หากแต่ เชื่อมโยงถึงกันด้วย “กาแฟ” อันเป็นผลผลิตจากธรรมชาติ

อาจด้วยทำเลประกอบกับความสะดวกในการรวมตัวกันบนพื้นที่ราบโล่งหน้าหอศิลป์ กรุงเทพฯ ทำให้ร้านกาแฟเล็กๆ ที่ “บังเอิญ” อยู่ตรงนั้น บังเอิญคลาคล่ำไปด้วย “กลุ่มคนกินกาแฟ” ที่มีความคิดในทิศทางเดียวกันหลายต่อหลายครั้ง

ต่างเรื่อง ต่างวาระ... อินบ้าง ไม่อินบ้างตามประสาคนกินกาแฟที่เปิดอินเทอร์เน็ตมากกว่าเปิดทีวี แต่ก็นั่นแหละ การรวมตัวของกลุ่มคนคัดค้านการสร้างเขื่อนเมื่อหลายวันก่อน ยอมรับว่า “อิน” เอาเรื่องอยู่ ออกตัวก่อนว่าไม่มีความรู้เรื่องการเมือง ยิ่งไม่ใส่ใจอยากรู้เรื่องของผลประโยชน์ ใครหว่านพืชเพื่อหวังผลอะไรไม่ได้อยากรู้

กาแฟไม่เอาเขื่อน!

 

ในฐานะคนกินกาแฟ รู้ก็แค่ว่า “ป่า” ก็คือ “บ้านของต้นกาแฟ”

คือ อย่างงี้... ธรรมชาติของต้นกาแฟอราบิกาที่ให้ผลผลิตคุณภาพดีมักจะปลูกขึ้นในสภาพพื้นที่ ที่มีร่มเงา ต่างชาติเรียกว่า “Shade Grown Coffee” เนื่องจากผลกาแฟที่เติบโตในพื้นที่เงาไม้อย่างในป่า มักจะมีอัตราการสุกช้ากว่าผลกาแฟที่ถูกปลูกในพื้นที่โล่งแจ้งและโดนแดดมาก โดยการค่อยๆ สุกตามธรรชาตินั้นมีผลกับกระบวนการสร้างน้ำตาลในผลกาแฟ ทำให้เกิดรสฉ่ำหวานที่ล้ำลึกและซับซ้อนน่าสนใจกว่า ซึ่งในทางกลับกัน กาแฟที่ถูกปลูกในที่โล่งแจ้ง แดดมากก็อาจให้ผลผลิตเร็วกว่าและมากกว่า หากแต่ตัวกาแฟกลับไม่ได้คุณภาพอย่างที่ควรจะเป็น

รายงานของต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับกาแฟอย่าง “Fair Trade & Shade Grown Organic Coffee” ในหัวข้อเรื่อง “A Growing Movement” เน้นส่งเสริมให้ใส่ใจกับคุณภาพของกาแฟโดยการส่งเสริมให้กลุ่มประเทศในแถบละตินอเมริกาซึ่งผลิตกาแฟส่งออกอย่างเมกซิโก โคลัมเบีย กัวเตมาลา บราซิล ฯลฯ หันมาปลูกต้นกาแฟในพื้นที่ร่มเงา รวมทั้งใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการอยู่ร่วมกันของต้นกาแฟและสิ่งมีชีวิต อื่นๆ... เรื่องนี้ที่เมืองนอกขับเคลื่อนกันมาสิบกว่าปีแล้ว

กลับมาที่บ้านเรา สำหรับบ้านของต้นกาแฟอราบิกา กรมวิชาการเกษตรได้แนะนำสเปกเอาไว้ เริ่มตั้งแต่พื้นที่ปลูก ปลูกได้ปลูกดีตั้งแต่เส้นรุ้ง 17 องศาเหนือขึ้นไป พื้นที่ควรมีความลาดเอียงไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ โดยดินต้องมีความอุดมสมบูรณ์ และชั้นดินลึกไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ระบายน้ำก็ต้องดีเพราะกาแฟอราบิกาต้องการดินที่ร่วนซุย ดินควรมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างประมาณ 4.55.5 ต้องการความชื้นจากอากาศสูงตลอดปี ยกเว้นช่วงออกผล กาแฟจะต้องการความชื้นลดน้อยลง เพื่อกระตุ้นการออกดอกและการสุกของผล

กาแฟจะเติบโตและให้ผลผลิตได้ดีในแหล่งที่มีอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 2025 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์มากกว่า 60% ดังนั้นพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกจึงควรเป็นพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางตั้งแต่ 800 เมตรขึ้นไป โดยพื้นที่ปลูกกาแฟอราบิกาควรหันไปทางทิศเหนือและทิศตะวันออก เพื่อไม่ให้ต้นกาแฟได้รับแสงหรือความร้อนจัดจนเกินไป

สาระตะแล้ว สรุปง่ายๆ ได้ว่า กาแฟเหมาะปลูกแซมในป่า ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา อาจได้ผลผลิตน้อยหน่อยแต่จะได้คุณภาพมากกว่า

นี่เอง กาแฟจึงถือเป็นผลผลิตจากธรรมชาติ ป่าที่สมบูรณ์ไม่ใช่แค่บ้านของสัตว์ป่า แต่ยังเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่มีชีวิตอยู่เพื่ออาศัยและพึ่งพากันและ กัน

อะไรสำคัญและจำเป็นกว่า... “เขื่อน” กับ “ป่า”... ใครอยากหาตาชั่งที่ไหน อยากวัดก็วัดไป

แต่ถ้าเป็นตาชั่งกาแฟของคนกินกาแฟ... ไม่เอาเขื่อน บอกเลย!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท