posttoday
เราคิดว่า เรามีสิทธิเลือก

เราคิดว่า เรามีสิทธิเลือก

09 ตุลาคม 2556

ในโลกที่เต็มไปด้วยตัวเลือกต่างๆ ให้เรามากมายเช่นทุกวันนี้ เต็มไปด้วยอาหารหลากหลาย ร้านอาหารเปิดใหม่เป็นร้อยเป็นพันร้านเฉพาะในกรุงเทพฯ อย่างเดียว

โดย...หนูดีวนิษา เรซ

ในโลกที่เต็มไปด้วยตัวเลือกต่างๆ ให้เรามากมายเช่นทุกวันนี้ เต็มไปด้วยอาหารหลากหลาย ร้านอาหารเปิดใหม่เป็นร้อยเป็นพันร้านเฉพาะในกรุงเทพฯ อย่างเดียว โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่รุ่นแล้วรุ่นเล่า คอมพิวเตอร์โมเดลใหม่ เสื้อผ้าซีซั่นใหม่ๆ รวมถึงรายการโทรทัศน์และเคเบิลที่เรียงกันมาให้เราคลิกเลือกได้จำนวนมหาศาลจนเราไม่มีวันดูครบในแต่ละวัน

เราเลยคิดว่า เรามีตัวเลือกมากมาย

เราอาจหลงคิดไปว่า “เราเป็นผู้เลือก” อย่างแท้จริง

แต่เมื่อเรามองอย่างลึกซึ้งลงไปที่กระบวนการผลิตของโลกยุคปัจจุบันนี้แล้ว เราอาจจะพบด้วยความตกใจว่า เราไม่ใช่ผู้เลือก แต่เราอาจกลายเป็น “เหยื่อ” ในสายการผลิตของโลกยุคใหม่ที่เราถูกมองเป็นเพียง “สิ่งมีชีวิตที่มีหน้าที่ควักเงินในกระเป๋า” เท่านั้นเอง

มองกันจริงๆ แล้ว สินค้าที่ดูเหมือนมีมากมายเลือกได้ไม่หมดในตลาด จริงๆ แล้วถูกผลิตด้วยผู้ผลิตรายใหญ่เพียงไม่กี่เจ้าเท่านั้นที่เป็นคนตัดสินว่า เราควร “มีสิทธิ” ซื้ออะไรได้บ้างในจำนวนสินค้าที่เขามีศักยภาพผลิตได้ ดังนั้น แม้ตัวเลือกหลากหลายก็จริง แต่เราก็ไม่มีสิทธิซื้อออกไปเกินที่โรงงานอุตสาหกรรมทำได้ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ จะให้เราผลิตเอง เราก็ทำไม่ได้ ทำไม่เป็น เพราะไม่เคยมีใครสอนเรา คนเมืองยุคใหม่จะไม่มีวันมีสบู่ใช้ถ้าร้านค้าไม่มีขาย เพราะจะมีใครสักกี่คนที่ทำสบู่เองเป็น

ทำไมหนูดีถึงนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา...

จริงๆ แล้วหนูดีนึกถึงเรื่องนี้เสมอๆ แต่ด้วยเหตุว่า ปิดเทอมเดือน ต.ค.นี้ เป็นช่วงที่โรงเรียนวนิษาวางหลักสูตร Project Approach สำหรับภาคการศึกษาต่อไป และโปรเจกต์ของปีถัดไปนี้คือ “ป่าฝนเขตร้อน” ซึ่งเด็กๆ ชอบมาก และครูๆ ก็ชอบมากเช่นกัน

เราจะเรียนเรื่องนี้กันทั้งแผนกประถมและอนุบาล หนูดีจึงต้องลงมานั่งทำหลักสูตรกับคณะครูทีละแผนกว่า เราจะต้องเตรียมอะไรกันบ้าง หาความรู้เพิ่มเติมที่อัพเดตในกรณีไหน เราจะพาเด็กไปทัศนศึกษาที่ไหน เราจะมีการสอบภาคปฏิบัติอย่างไร (เป็นการสอบปลายภาคแนวใหม่ มีผู้ปกครองเป็นคนให้คะแนนสอบ ใครสนใจลองเข้าไปดูนะคะ หนูดีเอาคลิปขึ้นไว้เรียบร้อย YouTube โดยเสิร์ชคำว่า “โรงเรียนวนิษา สอบแนวใหม่ถูกใจสมอง” ซึ่งเป็นเคล็ดลับที่ทำให้เด็กประถมของเราสอบ ONET ได้เหรียญทองระดับเพชร ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุด ใครดูแล้วลอกเลียนได้เลยหากชอบ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ค่ะ) ฯลฯ

พอเริ่มทำหลักสูตรกัน อันดับแรกก็คือ เราจะโฟกัสกันที่เรื่องไหนที่เด็กๆ จะชอบและสนใจได้ยาวนานตลอดปี โดยมีเรื่องราวอื่นๆ ที่ครูเห็นว่าสำคัญสอดแทรกเป็นระยะ หนูดีพบด้วยความตกใจว่า เด็กรุ่นใหม่นี้กำลังจะเติบโตในสังคมเมืองที่ถูกสร้างโดยมนุษย์ทั้งหมด กินของจากห้างและโรงงานอุตสาหกรรม ใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเป็นเรื่องปกติ ไม่เคยเหยียบดิน และไม่เคยรู้ว่า อาหาร น้ำ และไฟในบ้าน “มาจากไหน” และขยะมากมายที่ออกจากบ้านไปในแต่ละวันไปที่ไหนกัน

เราไม่เคยมีสิทธิเลือกสิ่งต่างๆ ในชีวิตอย่างแท้จริงเลย เพราะมีคนออกแบบและเลือกมาให้ทั้งหมดแล้ว เราแค่เลือกในตัวเลือกที่ถูกเลือกมาแล้วเท่านั้นเอง

ยิ่งพูดยิ่งงงเนอะ

ถ้าไม่คิด เราก็อยู่กันไปได้เรื่อยๆ อย่างมีความสุข

แต่พอเริ่มคิด ก็เริ่มตกใจ และเริ่มหยุดคิดไม่ได้

เรากำลังอยู่ในสังคมที่ “ป่วย” มากจริงๆ แล้ว

ทำไมเราจึงอยู่ กิน มีชีวิตประจำวันได้ โดยไม่เคยต้องรู้เลยว่าอาหารที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์เราถูกผลิตมาอย่างไร และขยะที่เราโยนออกไปพ้นสายตานั้น ทำร้ายโลกของเรามากแค่ไหน

ยิ่งลงมือทำหลักสูตร หนูดีและครูในทีมก็ยิ่งรู้สึกว่า เราจะปิดหูปิดตาเด็กไม่ได้ และเด็กต้องรู้ว่า ชีวิตประจำวันของเขาดำรงอยู่ได้ด้วยอะไรบ้าง ...และนี่เองคือที่มาของการเรียนรู้เรื่อง “ป่าฝนเขตร้อน”

เด็กควรรู้ ตระหนัก จนซึมซาบเข้าไปตั้งแต่ยังเล็กว่า เขามีหน้าที่ปกป้อง หวงแหน ไม่ยอมให้ใครมาทำลาย รวมถึงจัดการชีวิตประจำวันของเขาให้ทำร้ายโลกให้น้อยที่สุด เด็กๆ ควรรู้ว่า เมื่อเขารบเร้าให้พ่อแม่พาเขาไปกินไก่ทอดฟาสต์ฟู้ดเชนร้านโปรด เขากำลังทำลายป่าฝนเขตร้อน เพราะร้านไก่ทอดชื่อดังนี้ใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษส่วนใหญ่ที่ทำมาจากไม้ในป่าจริงๆ ที่เป็นป่าฝนธรรมชาติ ไม่ใช่ป่าที่ถูกปลูกเพื่อใช้ทำกระดาษ เขาควรรู้ว่า ไก่กับเสือเบงกอลเกี่ยวข้องกันอย่างไร ก็เพราะว่าเขากินไก่ทอดร้านที่ไม่มีนโยบาย “ยั่งยืน” ดังนั้น ทุกคำที่เขากินก็จะทำให้เสือเบงกอลต้องไร้ที่อยู่

เรื่องแบบนี้ เด็กเข้าใจได้

และเมื่อเขาเข้าใจตั้งแต่อายุเท่านี้ มันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคิดของเขาว่า ทุกสิ่งที่ทำในชีวิต ตั้งแต่สิ่งเล็กไปจนถึงสิ่งใหญ่ ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่น

หนูดีว่า ถ้าระบบการศึกษาไหน ทำได้แต่เพียงเท่านี้ ถือว่าระบบนั้นๆ ประสบความสำเร็จแล้วนะคะ เพราะเราคงไม่อยากมีบัณฑิตที่เก่งกาจในทุกเรื่องและคิดอยู่อย่างเดียวว่า จะใช้ความเก่งนี้เอาเปรียบใครดีบ้าง เอาเปรียบประเทศตัวเองอย่างไร เอาเปรียบประเทศที่อ่อนแอกว่าอย่างไร

ยิ่งเขียนหลักสูตร ยิ่งต้องระมัดระวังว่า ตัวเล็กตัวน้อยอนุบาลจะรับข้อมูลได้แค่ไหน และพี่ประถมควรเรียนลึกไปแค่ไหน ทั้งหมดนี้เป็นวิจารณญาณของอาชีพครูที่หนูดีรักมาก

แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง หนูดีพบว่า ทุกครั้งที่เขียนหลักสูตรในแต่ละปี เรากำลังวางโครงสร้างของสมองมนุษย์คนหนึ่งที่เขาจะใช้วิธีคิดนี้ไปตลอดชีวิต

หนูดีอยากให้เขาโตขึ้นมาแล้วสร้างสรรค์โลกมากกว่าทำลาย เพราะไม่อยากให้โลกยุคต่อไปเป็นเหมือนคำพูดของนักข่าวชาวอเมริกัน Chris Hedges ที่พูดว่า “เราอาศัยอยู่ในประเทศที่แพทย์ทำลายสุขภาพ ทนายทำลายความยุติธรรม มหาวิทยาลัยทำลายความรู้ รัฐบาลทำลายอิสรภาพ ศาสนาทำลายคุณธรรม และธนาคารทำลายเศรษฐกิจ” ฟังแล้วหดหู่ไม่น้อย แต่โลกเจเนอเรชันต่อไปจะเป็นอย่างไร ก็อยู่ที่วันนี้เราสอนเด็กๆ รุ่นนี้อย่างไรนั่นเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท