posttoday
สุปรียา ห้องแซงสุขนอกสูตร

สุปรียา ห้องแซงสุขนอกสูตร

28 เมษายน 2553

...มัลลิกา นามสง่า

เรื่องราวของหญิงสาวลูกแม่โดม ที่ไม่สนในลาภยศตำแหน่งคำสรรเสริญ ไม่แยแสในแสงสีเสียงและความเจริญของเมือง เธอหันหลังให้สิ่งที่หนุ่มสาวชาวชนบทอยากวิ่งเข้าหา เพื่อคืนสู่แผ่นดินเกิด ณ อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร “สุปรียา ห้องแซง” ได้ถ่ายทอดเรื่องจริงในชีวิตของตัวเองลงบนหนังสือชื่อ “สุขนอกสูตร” เรื่องจริงที่ยิ่งกว่านิยาย แต่จะทำให้คุณได้เห็นความสุขในอีกมิติและความกล้าหาญในการเลือกใช้ชีวิต

“ไม่ได้คิดว่าอยากให้เรื่องราวตัวเองเป็นบทเรียน หรือเป็นแรงบันดาลใจอะไรทั้งนั้น แค่อยากเขียนหนังสือ เป็นคนชอบอ่านหนังสือ แล้วเพื่อนคนหนึ่งเห็นว่าชีวิตเราแปลกๆ น่าจะลองเขียนเป็นนิยายดู แต่ลองเขียนดูแล้วเราไม่สามารถเรียบเรียงเนื้อหาให้เป็นนิยายได้ ก็เลยเขียนเป็นความเรียงไปก่อน” สุปรียา เล่าย้อนถึงที่มาของสุขนอกสูตร

หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่อัตชีวประวัติ แต่เป็นการเปิดโลกทัศน์ ประสบการณ์ชีวิต ที่เธอนำพาตัวเองไปเป็นตัวแทนผู้อ่าน และสิ่งที่เธอคิดที่เธอทำก็เสมือนกระจกเงาบานใหม่ให้คนมองได้เห็นในสิ่งที่ต่างออกไปจากกระจกบานเดิมที่ส่องอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่ว่าจะเรื่องของการตั้งใจเรียนจนทำให้เด็กจากชายขอบเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ การทำงานอาสาสมัคร การไม่รังเกียจงาน เธอทำได้หมดไม่ว่าจะล้างจาน เช็ดถู เป็นคนรับใช้

สุปรียาใช้เวลาเขียนหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ปี 2549 ถึงปี 2552 ขณะที่จังหวะชีวิตของเธอพลิกผันเปลี่ยนแปลง จากเชียงดาว จ.เชียงใหม่ ไปใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ แล้วขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านที่ จ.มุกดาหาร และมาทำไร่ทำนา ทอผ้า ปลูกผัก ที่บ้านท่ามกลางความไม่เข้าใจของผู้คน

“มันไม่ใช่ไดอะรีเพราะเราไม่ได้เขียนทุกวัน แต่เราเลือกเอาเหตุการณ์ที่อยู่ในความทรงจำที่เราประทับใจ ที่พลิกชีวิตจากไม่ดีมาเป็นดี อย่างตอนอยู่เชียงดาวเขียนได้เป็น 10 บท เพราะที่นั้นเราไม่ค่อยได้พบใครได้ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติจริงๆ ชีวิตเราสงบขึ้น และที่นั้นทำให้เราจากคนที่ใจร้อนมากกลายเป็นคนใจเย็น อยากนำเสนอชีวิตของเด็กคนหนึ่งที่อยากกลับมาอยู่ที่บ้าน เราอยู่ตรงไหนแล้วมีความสุข สบายใจ ไม่เน้นว่าชีวิตของคนที่เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วมาทำนา แต่เน้นเรื่องความสุข ความสุขเราอยู่ตรงไหน”

เป็นธรรมดาของพ่อแม่เมื่อส่งเสียให้ลูกได้ร่ำเรียนหนังสือสูงๆ ในสถาบันดีๆ ก็หวังอยากเห็นลูกได้เป็นเจ้าคนนายคน แต่เมื่อลูกเลือกที่จะเป็น “ชาวนา” เหมือนพ่อเหมือนแม่ ความผิดหวังลึกๆ ในหัวอกหัวใจของผู้บังเกิดเกล้าก็ย่อมมี และแน่นอนว่า “ลูก” รู้ซึ้งดี ทว่าเมื่อเส้นทางที่เลือกนั้นเป็นเส้นทางแห่งความสุขของชีวิต เธอจึงไม่ยอมถอยหลัง (อีก)

“ช่วงที่มาอยู่ที่บ้านก็ได้เขียนถึงความยากลำบาก ความเหนื่อยกาย ต้องตากแดดตากฝนอยู่กับนากับไร่ตลอด แต่ความเหนื่อยกายตรงนี้ทำให้เราเขียนออกมาได้จริงๆ ว่าเราเหนื่อยกาย แต่ทำไมเรามี ความสุขมาก มาอยู่บ้านตอนแรกไม่มีรายได้ พอ 3 เดือน บวบที่ปลูกโตเอาไปขายได้เงินมา 15 บาท ดีใจมาก ยิ้มทั้งวัน แต่คนอื่นมองว่าเรียนจบมาทำไมไม่ทำงานดีๆ ไม่เป็นข้าราชการ แต่เราก็ไม่นึกถึงสายตาตั้งคำถามของคนอื่น เพราะเราทำอะไรก็ได้ที่มีความสุข ตื่นมาแล้วอยากทำ แต่ในสายตาพ่อแม่เราเสียใจลึกๆ ที่เราทำให้เขาเสียใจ แต่เราก็คิดว่าไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดร้ายแรงที่จบแล้วไม่ทำงานตามที่เขาหวัง ถึงตอนนี้ก็ยังเสียใจลึกๆ ที่เห็นเขาเสียใจ เราไม่แคร์คนในหมู่บ้าน แต่ความรู้สึกของพ่อแม่เรากังวล แคร์มากๆ แต่เราอยากใช้ชีวิตแบบนี้ อยากทำนา ปลูกผัก ทอผ้า”

ถึงตอนนี้สุปรียาได้กลับไปใช้ชีวิตบนผืนแผ่นดินเกิดครบ 2 ปีแล้ว เธอตื่นแต่เช้าตรู่ทุกๆ วัน และสวมใส่ชุดม่อฮ่อมปั่นจักรยานไปไร่ทุกๆ วัน จนชินตาชาวบ้านละแวกนั้น แต่คำถามที่มีตามหลังเธอก็ยังไม่เคยเงียบว่า ทำไมคนที่เรียนจบถึงระดับปริญญาจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของประเทศ กลับหันมาจับจอบจับเสียมทำไร่ทำนา ซึ่งสุปรียาก็ได้ให้คำตอบไปแล้วในหนังสือ “สุขนอกสูตร” และยืนยันคำตอบด้วยรอยยิ้มในการใช้ชีวิตของเธออยู่ทุกวันๆ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท