
สมิทธิ์ เกษตรภิบาล สมาร์ทมาดนิ่ง
หนุ่มหล่อในชุดนักศึกษาที่คุณกำลังเห็นอยู่นี้ มีคนบอกผมว่าเราจะพบเขาได้ที่ร้านกาแฟ ในมุมสงบๆ สำหรับอ่านหนังสือในโลกส่วนตัวของเขา
โดย...โยธิน อยู่จงดี ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
หนุ่มหล่อในชุดนักศึกษาที่คุณกำลังเห็นอยู่นี้ มีคนบอกผมว่าเราจะพบเขาได้ที่ร้านกาแฟ ในมุมสงบๆ สำหรับอ่านหนังสือในโลกส่วนตัวของเขา ในร้านกาแฟเล็กๆ ร้านหนึ่งที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เรากำลังมีนัดกับ กล้าสมิทธิ์ เกษตรภิบาล นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ หนุ่มเครื่องกล แต่ดูดีกว่าเด็กช่างกลหลายเท่า เขามีดีกรีเป็นหนุ่มป๊อปปูลาร์โหวต ในการประกวดดาวเดือนของมหาวิทยาลัยและเป็นตัวแทนนักศึกษาในการเชิญชวนน้องๆ มัธยมเข้าร่วมทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับสถาบันของเขาเอง
สมิทธิ์ บอกกับเราว่า ปกติแล้วเขาเป็นคนขี้อายแต่จะเฮฮากับเพื่อนๆ ที่สนิทด้วย ตอนประกวดดาวเดือน เพื่อนๆ กับพี่ๆ ก็เลือกเราเข้าไป ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะต้องเข้าประกวดคิดว่าไปสนุกกับเพื่อนและทำตามหน้าที่ที่เขาไว้วางใจ ตอนนั้นมีความสามารถเล่นกีตาร์อย่างเดียว ผมดีดกีตาร์และให้ดาวเป็นคนร้องเพลง ไม่ได้ชนะเลิศแต่เราได้ป๊อปปูลาร์โหวต
แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะสิ่งที่เราชอบมากที่สุดก็คือ การอยู่ชมรมคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย เรียกได้ว่าเข้าแทบทุกเย็นเว้นช่วงก่อนสอบ เพราะติดใจด้านการเขียนโปรแกรมตอนเข้าคอร์สเรียนกับทางชมรม จากนั้นก็เลยกลายเป็นเด็กติดกิจกรรมไปเลย
“ผมเป็นคนที่ทำกิจกรรมเยอะพอสมควร คือปกติแล้วหลังเลิกเรียนทุกวันผมก็เข้าชมรมตอนเย็น ผมคิดว่าการที่เราเรียนไปด้วยเน้นการทำกิจกรรมไปด้วยก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำให้การเรียนตกเสมอไป เรื่องแบบนี้ผมคิดว่าอยู่ที่การจัดสรรเวลาของแต่ละคนมากกว่า ในเวลาเรียนเราก็ตั้งสมาธิอยู่กับการเรียน แบ่งเวลาทำงานส่งอาจารย์ ตอนเย็นก็เข้าไปที่ชุมนุมคอมพิวเตอร์ พอถึงช่วงใกล้สอบ ชุมนุมต่างๆ เขาก็หยุดเพื่อปล่อยให้สมาชิกชุมนุมได้มีเวลาอ่านหนังสือสอบกันอยู่แล้ว” สมิทธิ์ เล่าถึงการแบ่งเวลาเรียนกับกิจกรรมของเขา ทำให้ผลการเรียนอยู่ในระดับเกรด 3 และลุ้นว่าจะได้เกียรตินิยมตอนจบอีกครั้ง
เขายังวาดฝันถึงอนาคตอีกว่า เมื่อจบออกมาแล้วคงทำงานเก็บเงินสักพัก และเปิดบริษัทเล็กๆ ของตัวเองขึ้นมาเพราะคิดว่าทำงานเป็นวิศวกรเครื่องกลไปก็อาจจะเติบโตในสายงานได้ แต่สุดท้ายแล้วการออกมาทำธุรกิจของตัวเองน่าจะดีกว่า เพราะทำให้เรามีเวลาเพิ่มขึ้น แต่ตอนนี้คงโฟกัสไปที่เรื่องการเรียนและการทำกิจกรรมชมรมคอมพิวเตอร์ไปก่อน
สมิทธิ์ เล่าถึงกิจกรรมในชุมนุมของเขาอีกว่า เขาทำงานในตำแหน่งของคนจัดหาสปอนเซอร์ ซึ่งต้องติดต่อประสานงานกับหลายๆ ส่วน เพื่อจะได้ทุนมาดำเนินกิจกรรมในโครงการของชมรม โดยเฉพาะการจัดค่ายสอนน้องๆ ในโรงเรียนที่ธุรกันดารที่พวกเขาไม่สามารเข้าถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาได้อย่างเต็มที่ หรือดูแล้วยังขาดความรู้ในการใช้งานอยู่มาก
เริ่มจากการค้นหาโรงเรียนที่จะให้ความช่วยเหลือ ในรายชื่อที่พวกเราช่วยกันหามา แล้วคัดเลือกจากความเหมาะสมด้านต่างๆ โดยดูทั้งความพร้อมและกำลังที่มีที่เราพอจะเข้าไปต่อยอดกับพวกเขาได้ สมิทธิ์ บอกอีกว่า แม้ว่าน้องๆ ต่างจังหวัดจะมีคอมพิวเตอร์สำหรับการเรียน แต่เทคนิคการใช้งานโปรแกรมบางอย่างพวกเราก็ต้องเข้าไปสอนเพิ่มเติมให้กับพวกเขา เพราะอย่างที่เรารู้ๆ กันว่าการเรียนของเด็กๆ ต่างจังหวัด คอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องจะมีนักเรียนจับเมาส์ 1 คน กดคีย์บอร์ดอีก 1 คน เป็นอย่างน้อย
ดังนั้น พวกเขาจึงเรียนรู้ได้ไม่เต็มที่ทั้งที่จริงแล้วเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ดี และเด็กๆ ทุกคนก็ควรเข้าถึงเทคโนโลยี ใช้อย่างถูกต้องและรู้จักแยกแยะว่าอะไรควรหรือไม่ควร ด้วยความรู้และความเข้าใจ มากกว่าที่เราจะเอามาใช้เล่นกันผิดทาง
ซึ่งผลที่ได้จากการร่วมกิจกรรมของชมรมคอมพิวเตอร์ที่ต้องเจอปัญหามากมายที่เขาและทีมต้องคอยหาทางแก้ไขก็ทำให้รู้ว่าเวลาที่เราเจอปัญหา เราอย่าไปเครียดกับมันค่อยๆ ทำ และค่อยๆ หาทางแก้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็หาทางออกได้เอง ถ้าเราเอาใจไปเครียดมาก จะเป็นอะไรที่เปล่าประโยชน์ เพราะเราก็ต้องเจอปัญหาอยู่ทุกวันแล้วเราก็ไปเครียดกับมันทุกวันคงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก แต่เราเอาความเครียดมาเป็นแรงในการแก้ปัญหาทุกๆ อย่าง
ตรงนี้คือสิ่งสำคัญความสามารถในการทำงานไม่ได้วัดกันที่ความฉลาดได้เกรดดีเรียนดี แต่มาวัดกันที่ว่าเมื่อเราเจอปัญหาแล้วใครจะแก้ไขได้ดีกว่ากันนั่นเอง







