
ยอดโค้ชแห่งศาสตร์และศิลป์
จากประสบการณ์บอกว่า นักกีฬาที่เก่งไม่ได้การันตีว่าจะเป็นโค้ชที่ดีได้ และในทางกลับกัน ยอดโค้ชก็ไม่จำเป็นจะต้องประสบความสำเร็จในฐานะนักกีฬามาก่อนเสมอไป
โดย...นูโน่
จากประสบการณ์บอกว่า นักกีฬาที่เก่งไม่ได้การันตีว่าจะเป็นโค้ชที่ดีได้ และในทางกลับกัน ยอดโค้ชก็ไม่จำเป็นจะต้องประสบความสำเร็จในฐานะนักกีฬามาก่อนเสมอไป
ผลงานสมัยเป็นนักกีฬาของ “โค้ชอ๊อด” เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร อาจจะรุ่งเรืองแค่ในระดับอาเซียน แต่เชื่อว่าในวงการลูกยางระดับโลกตอนนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จักเขาในฐานะเฮดโค้ชทีมวอลเลย์บอลสาวไทย
คนที่ ปริม อินทวงศ์ ตำนานมือเซตอัจฉริยะของไทย ยกให้เป็น “ตัวแปรสำคัญของความสำเร็จ” หรือ Key Success Factor ของวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย
ความสำเร็จที่มอบความสุขให้คนทั้งประเทศ จนกระทั่งวันนี้ผ่านมาแล้วหนึ่งสัปดาห์หลังคว้าแชมป์เอเชียสมัยที่ 2 แต่กระแสวอลเลย์บอลฟีเว่อร์ก็ยังแรงไม่ตก
แต่กว่าจะมีวันนี้ได้ ไม่ใช่แค่การคุมซ้อมและแก้เกมข้างสนาม
ดรีมทีม 2001...โปรเจกต์ปูทาง
ย้อนไปเมื่อ 16 ปีก่อน โค้ชอ๊อดซึ่งออกจากกองทัพอากาศมาทำงานกับบริษัท วิทยุการบิน รัฐวิสาหกิจที่สนับสนุนกีฬาวอลเลย์บอล ได้รับการทาบทามจากสมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ให้ทำโครงการ “ดรีมทีม 2001” ที่มีเป้าหมายทำทีมต่อเนื่อง 4 ปี เพื่อสร้างทีมก้าวสู่ชุดใหญ่ทดแทนรุ่นพี่
ตอนนั้นทีมชุดใหญ่ของไทย ประกอบด้วย ปริม, ลิขิต นามเสน, มาลินี คงทัน, บุษบรรณ พระแสงแก้ว, แอนณา ไภยจินดา และ ศรัณยาลัดดาวัลย์ ศรีสาคร เข้าสู่ระยะเตรียมปลดระวางตามวัยในอีกไม่นาน
นักตบยุวชนวัย 15-17 ปีที่มีแววเข้าตา ถูกคัดเลือกมาใช้ชีวิตร่วมกันที่ จ.ยะลา เพื่อฝึกซ้อมอย่างหนัก ภายใต้การดูแลอย่างเข้มงวดของโค้ชอ๊อด ที่ไม่ได้ตั้งเป้าเพียงแค่สร้างดาวรุ่งขึ้นมาทดแทนรุ่นพี่เท่านั้น
“ผมวางเป้าหมายไว้ว่า นักกีฬาทุกคนของผมต้องมีสภาพร่างกาย มีความเร็ว มีความอ่อนตัว ในระดับดีเยี่ยม มีพละกำลัง และมีความทนทานติดอันดับ 1 ใน 4 ของเอเชีย หรือใกล้เคียงทีมระดับโลกให้ได้” อดีตโค้ชทีมชายในระดับสโมสร เผยในตอนหนึ่งของพ็อกเกตบุ๊ก “โค้ชอ๊อด”
และแล้วความฝันก็เป็นจริงในระยะเวลาที่กำหนด ด้วยการพาทีมไทยที่เป็นผลผลิตจากโครงการนี้คว้าอันดับ 3 ของเอเชียในปี 2001 และได้รับเชิญติด 1 ใน 8 เข้าร่วมการแข่งขันเวิลด์ กรังด์ปรีซ์ ได้เป็นครั้งแรก หลังจากเข้ารับหน้าที่โค้ชทีมชาติชุดใหญ่ได้เพียง 3 ปี
เป็นความสำเร็จที่เจ้าตัวบอกว่า “พูดไม่ออก”
ฝันให้ไกล...แล้วไปให้ถึง
ประโยคข้างต้นนี้น่าจะเป็นคติประจำใจที่เป็นจุดเด่นของฮีโร่ผู้ปิดทองหลังพระของวงการกีฬาไทยคนนี้ เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นจากการ กล้าที่จะคิด ไม่กลัวที่จะฝัน และทุ่มเททุกกำลังเพื่อไปให้ถึงฝัน
จากความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายแรกในปี 2001 กลายเป็นจุดเริ่มต้นสู่ “โปรเจกต์ 2004” ที่ว่าด้วยเป้าหมายจะไปชิงแชมป์โลกในปี 2002 และไปโอลิมปิก 2004 ที่เอเธนส์ รวมทั้งคว้าตั๋วไปแข่งเวิลด์ กรังด์ปรีซ์ ทุกปี
“โค้ชอ๊อดเป็นคนแรกที่กล้าประกาศว่าเราจะไป ‘โอลิมปิก’ ใครๆ ก็บอกว่าฝันไกลเกินไป แต่โชคดีที่สมาคมวอลเลย์บอลฯ และอีกหลายๆ หน่วยงานพยายามช่วยสนับสนุนให้ฝันของโค้ชอ๊อดกลายเป็นจริงให้ได้” ปริม เขียนถึงโค้ชทีมชาติไทย
แม้วันนี้โปรเจกต์ 2004 ยังไม่ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ แต่การมีพัฒนาการและผลงานดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งรวมถึงการพลาดตั๋วไปโอลิมปิก 2012 แค่ปลายเล็บ ก็ถือเป็นสัญญาณการเดินมาถูกทาง
ความเจ็บปวดในครั้งนั้น ซึ่งคนไทยทุกคนรับรู้ได้เช่นกัน อาจจะเป็นความรู้สึกที่ยากเกินทำใจยอมรับได้ แต่ The show mustgo on ไม่เช่นนั้นทุกอย่างที่ทำมา ก็สูญเปล่า
บริหารจัดการเป็นเลิศ
โค้ชอ๊อดอาจจะโชคดีกว่าโค้ชอีกหลายๆ คนเล็กน้อย ที่จบการศึกษาจากคณะศึกษาศาสตร์ ภาควิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งไม่เพียงแค่ได้เรียนรู้ทักษะในการเป็นโค้ชที่ดี แต่บ่มเพาะให้เป็นโค้ชสมัยใหม่ ที่นำเรื่องของวิทยาศาสตร์การกีฬาและเทคโนโลยีเข้ามาใช้
นอกจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อพัฒนาฝีมือและทักษะในสนามแล้ว โค้ชอ๊อดมีการทำการบ้านอย่างเป็นระบบ และวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน ภายใต้ข้อจำกัดมากมาย โดยเฉพาะเรื่องรูปร่างของนักกีฬาไทย ที่เปรียบเสมือนเป็นเด็กกับผู้ใหญ่เมื่อเจอคู่แข่งในเวทีโลก
“เรามีทีมงานเฉพาะทางที่เข้ามาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์การกีฬา หรือทีมงานเก็บข้อมูลคู่แข่ง และตัวของนักกีฬาเองที่เปิดรับรูปแบบการฝึกซ้อมของเราและทุ่มเทอย่างถึงที่สุด ในส่วนผลงานที่มันออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมนั้น ต้องขอบคุณทุกๆ ฝ่ายที่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดความสามารถ และยอมรับว่า ผมไม่ใช่โค้ชที่เก่งที่สุด แต่โชคดีที่มีทีมงานและนักกีฬาที่ดีที่สุด” เฮดโค้ชทีมชาติไทย ให้สัมภาษณ์กับสื่อจีน
อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า รูปร่างของเราเป็นรองคู่แข่งมาก ไม่ใช่แค่ในยุโรป แต่รวมถึงในเอเชียอย่าง จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เหมือนกับหลายชนิดกีฬา และโค้ชอ๊อดเห็นความสำคัญตรงนี้ จึงต้องสร้างสมรรถภาพร่างกายเพื่อรองรับในส่วนนี้และโปรแกรมการแข่งขันต่อเนื่อง
การเข้าฟิตเนสเสริมความแข็งแกร่งและความคล่องตัวของร่างกาย จึงอยู่ในตารางซ้อมหลักของนักกีฬาทุกคน เช่นเดียวกับการซ้อมเสิร์ฟ รับลูก ตบหัวเสา เล่นบอลเร็ว และอีกมากมายแผนการเล่น ท่ามกลางความกดดันที่ถูกเซตขึ้นมาเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับสถานการณ์จริง
อย่างเช่น การเริ่มซ้อมในแต้มบีบหัวใจอย่าง 23 หรือ 24 กับทีมชายที่มีความหนักหน่วง ซึ่งเป็นการสอนในเชิงจิตวิทยา ให้พร้อมรับมือกับความกดดันทุกสถานการณ์ เช่นเดียวกับความสามัคคีในทีม เพราะไม่ใช่เล่นคนเดียว ซึ่งการสอนส่วนใหญ่จะมาในรูปแบบของการทำโทษเป็นทีม แม้จะไม่ผ่านแค่คนเดียว
แต่แค่นี้ยังไม่พอ!! ยุทธวิธีและเทคนิค จึงเป็นสิ่งที่ตามมา
ใครที่ชมการแข่งขันถ่ายทอดสดทางทีวีอาจจะเคยสงสัยว่า โค้ชอ๊อดสื่อสารกับใครผ่านหูฟังระหว่างแข่งขัน ปลายทางของเสียงนั่นคือทีมงานฝ่ายข้อมูล ที่จะคอยบอกสถิติของคู่แข่งจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อแก้เกม
ขณะเดียวกันก่อนการแข่งขันทุกครั้ง โค้ชอ๊อดและทีมสต๊าฟจะเอาข้อมูลจากคอมพิวเตอร์มาดูและวิเคราะห์ เพื่อศึกษาจุดแข็งจุดอ่อนและวางแผนการเล่น ก่อนจะลงไปวัดกึ๋นกันในสนาม
เรียกง่ายๆ ว่า ต้องอาศัยทั้งบุ๋นและบู๊
เสียสละส่วนตัวเพื่อเป้าหมายส่วนรวม
เราอาจจะเห็นโค้ชอยู่ในสนามไม่กี่ชั่วโมง แต่อีกกว่า 20 ชั่วโมงนอกสนาม โค้ชคนนี้ก็ยังพยายามหาวิธีที่ดีที่สุดเพื่อทำทีมไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้อยู่ตลอดเวลา ยืนยันได้จากคนใกล้ตัว
“จะมีใครรู้ว่า ‘โค้ชอ๊อด’ ทำงานเหมือนคนบ้า ทุ่มเททั้งตัวและหัวใจเพื่อที่จะไปให้ถึงฝัน ต้องอดทนกับแรงกดดันอย่างมากมายทั้งภายในภายนอก ต้องสูญเสียช่วงเวลาความสุขในชีวิตไปไม่รู้เท่าไหร่ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฝันของ ‘โค้ชอ๊อด’ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ยังคงพยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายให้ได้” ปริม เผยในบทความที่เขียนถึงโค้ชอ๊อด
ระหว่างทางหนึ่งในความสุขส่วนตัวที่ต้องแลกมาก็คือ การต้องแยกทางกับภรรยาเก่าที่อยู่กินกันมา 7 ปี เพราะไม่มีเวลาให้ครอบครัว ขณะเดียวกันเส้นทางก็ไม่ได้มีแต่ความสุขสมหวังอย่างที่เห็น จึงต้องเจอกับเสียงวิจารณ์ เสียงต่อว่าที่อาจทำให้ระคายเคืองบ้าง เสียใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง แต่โชคดีที่ยังมีครอบครัวรัชตเกรียงไกร ทีมงาน และสมาคม คอยให้การสนับสนุนมาตลอด
“เรามีสมาคมวอลเลย์บอลฯ ที่ดีที่ดูแลเราเหมือนครอบครัว ทำให้พวกเราทำงานกันอย่างมีความสุข เพียงเท่านี้ก็คงเพียงพอต่อการทำงานแล้ว แต่ถ้าเราได้งบประมาณที่มากขึ้น เราอาจจะมีศักยภาพของทีมที่ดีขึ้น เพราะนั่นหมายความว่าเราจะมีงบเพื่อปั้นทีมเยาวชนแบบจริงๆ จังๆ เพื่อนำมาเป็นอะไหล่และเป็นตัวหลักในวันข้างหน้า”
ถึงตอนนี้ ความพยายามและการทุ่มเทสุดตัวของโค้ชหัวใจวอลเลย์บอลคนนี้ ได้ตอบแทนออกมาอย่างคุ้มค่า ควบคู่ไปกับรักครั้งใหม่กับนักกีฬาชาวคาซัคสถานที่เข้าใจและอยู่กินกันมานานหลายปีแล้ว
“เราเดินมาถึงตรงนี้ได้ต้องขอบคุณกองเชียร์ชาวไทยที่เป็นกำลังใจให้เรามาโดยตลอด คุณจะเห็นได้เลยว่าทุกครั้งที่เราทำการแข่งขันที่ประเทศไทย จะไม่มีเก้าอี้ว่างแม้แต่ตัวเดียว” โค้ชอ๊อด กล่าว
นี่จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ความฝันของคนคนเดียว จะกลายมาเป็นฝันของคนทั้งประเทศในวันนี้ และกำลังจะกลายเป็นฝันที่เอื้อมถึงสำหรับ “โอลิมปิกเกมส์” เหมือนอย่างที่ ปริม อินทวงศ์ ว่าไว้
แต่มันเป็นผลของความมุ่งมั่นเกินร้อย การทำงานอย่างมีระบบ การบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ และการสนับสนุนที่ถูกต้อง อย่างที่หลายสมาคมกีฬาควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง







