
อย่าอยู่บนโลกแบบ ‘มึนๆ’ และจากโลกนี้ไปแบบ ‘งงๆ’
เคยสงสัยไหมครับว่าอัจฉริยะบุคคล วีรสตรี วีรบุรุษ ผู้ยิ่งใหญ่ที่โลกจดจำ พวกเขามีอะไรที่เหมือนกัน
โดย...ดนัย จันทร์เจ้าฉาย CEO DCC onsultants www.facebook.com/danai.chanchaochai ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
เคยสงสัยไหมครับว่าอัจฉริยะบุคคล วีรสตรี วีรบุรุษ ผู้ยิ่งใหญ่ที่โลกจดจำ พวกเขามีอะไรที่เหมือนกัน
พวกเขาต่างเป็นนักตั้งคำถามครับ...
คำถาม คือ สิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐอย่างแท้จริง มนุษย์พัฒนาทั้งทางโลกและทางธรรมมากที่สุด ตอนที่เราตั้งคำถามให้กับชีวิตและพยายามหาคำตอบให้กับมัน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมชาติ จักรวาล สภาพสังคม หรือจิตใจตนเอง
ตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสถามพระองค์เองว่า ทำไมโลกนี้จึงมีแต่ความทุกข์ และจะทำอย่างไรจึงจะทำให้สัตว์โลกพ้นทุกข์ได้ ไปจนถึงอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่ถามว่าแสงมีคุณลักษณะที่แท้จริงเป็นอย่างไร และเราจะวัดความเร็วที่แท้จริงของแสงได้อย่างไร
วันก่อนผมมีโอกาสร่วมฟังเสวนางานเปิดตัวหนังสือ “สมองสงสัย ใจตอบ” ผลงานเล่มแรกของหนุ่มอัจฉริยะ อารมณ์ดี ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร คอลัมนิสต์จากนิตยสารซีเคร็ต และธรรมดีออนไลน์ www.dhamdee.com ทำให้ได้ความกระจ่างในข้อสงสัยหลายประการครับ
อันที่จริงมนุษย์ทุกคนเกิดมาเป็นนักตั้งคำถาม ตั้งแต่เด็กเราสงสัยว่าเทพธิดาคืออะไร ดวงดาวมีไว้ทำอะไร ช้างบินได้ไหม สายรุ้งมีรสชาติอย่างไร ทุกสิ่งน่าสนใจเสมอสำหรับเด็กน้อย ทุกอย่างจึงเป็นไปได้เสมอสำหรับเด็กน้อย
จะสังเกตได้ว่าอัจฉริยะของโลกทุกคนจะยังคงความเป็นเด็กน้อยในหัวใจเสมอ พวกเขามองโลกทั้งโลกเป็นลูกแก้วแห่งความมหัศจรรย์ และเอกภพทั้งมวลคือสนามเด็กเล่นที่มีไว้ค้นหาความฝันและค้นพบความจริง
แต่เมื่อเราโตขึ้น สังคมได้เตรียมกรอบต่างๆ ไว้ให้เด็กน้อยเข้าไปอาศัยอยู่เรียบร้อยแล้ว “ผู้ใหญ่” สร้างทางแคบๆ มากมายให้เด็กเดินตาม ดังนั้น เด็กน้อยที่ควรจะเติบโตงดงามในแบบของเขาเอง ดั่งต้นไม้นานาพันธุ์ในผืนป่าแห่งมนุษยชาติ ก็กลายเป็นปลากระป๋องโรงงานที่ถูกปั๊มออกมาเพื่อให้ได้มาตรฐานเดียวกัน จะได้ให้สังคมอื่นมาเช็กคุณภาพได้ว่า โรงงานผลิตปลากระป๋องของเราผ่านเกณฑ์ที่เขาตั้งไว้ให้หรือเปล่า
มหาวิทยาลัยและโรงเรียนจึงกลายเป็นแหล่งปั๊ม “สินคน” แข่งกับโรงงานที่ปั๊ม “สินค้า”
น่าเสียดายที่การศึกษาและการเลี้ยงดู กลับมีส่วนสำคัญในการฆ่าเด็กน้อยคนนั้นให้ตายจากหัวใจของเรา สังคมสนับสนุนให้เด็กเติบโตมาโดยไม่ตั้งคำถาม พวกเขาอยู่ในระบบแห่งการใช้ชีวิตแบบเครื่องจักรกล ถูกสั่งให้ปิดปาก นั่งเงียบๆ ยืนนิ่งๆ ท่องจำ ทำข้อสอบ และเลือกคำตอบที่ถูกที่สุดโดยไม่ต้องถามมาก และถ้าเลือกไม่ได้ก็เดาให้มันผ่านๆ ไป ขอแค่ให้เข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้ถือว่าดี
ส่วนคำถามที่ว่า “คุณจะทำอะไรให้กับโลกใบนี้” ย่อมไม่เคยมีในข้อสอบ
สุดท้ายเด็กๆ เหล่านั้นจึงเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ถนัดในการเลือก เลือกงาน เลือกอาชีพ เลือกคู่ครอง เลือกยี่ห้อสินค้า เลือกช่องโทรทัศน์ เลือกสีของไอพอด เลือกโดยไม่ถามว่าจะเลือกไปทำไม และพอเลือกไม่ถูกก็ “เดา” เหมือนเดิม
วัยรุ่นหลายคนเลือกมหาวิทยาลัยโดยไม่ถามว่าเขาจะเรียนไปทำไม นอกจากจะเอากระดาษมาประดับฝาบ้านและชูรูปถ่ายให้พ่อแม่สบายใจ ผู้ใหญ่หลายคนเลือกงานเงินเดือนสูงตั้งแต่เรียนจบจนสิ้นใจ แต่เขาไม่ถามว่า เขามีความสุขที่จะทำอะไรอย่างแท้จริง เขาจึงเลี้ยงลูกโดยไม่สอนให้ลูกคิดและตั้งคำถาม แต่เอาข้อมูลป้อนให้ลูกและปั้นแต่งให้ลูกออกมาในรูปแบบที่ตัวเองต้องการ จากนั้นก็ส่งเขาไปโรงเรียนที่มีชื่อเสียง เพื่อบีบอัดเด็กออกมาเป็นปลากระป๋องที่ได้มาตรฐาน ด้วยหลักสูตรที่ “ผู้ใหญ่” นักเดาสุ่มหยิบมาให้จากเงาของโลกตะวันตก
การเกิด การเรียน การทำงานหาเงิน การซื้อสินค้ามาประดับตัว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดเลยแม้แต่น้อย แต่ความผิดพลาดอาจเกิดจากการไม่ตั้งคำถาม เมื่อไม่ถามหลายคนจึงถูกใช้ชีวิต และไม่ได้ใช้ชีวิต เป็นคนที่ไหลตามลิขิตของกระแสสังคม และเลื่อนไปตามคนเจ้าเล่ห์มากมายที่คอยตักตวงผลประโยชน์จากการหลอกลวงผู้คน สุดท้ายเขาจึงอยู่บนโลกนี้แบบมึนๆ และจากโลกนี้ไปแบบงงๆ
มีสุภาษิตจีนบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “คนที่ถามอาจดูโง่เขลาไปห้านาที แต่คนที่ไม่ถามจะโง่ไปตลอดกาล”
เราลองมาดูคำตอบของคำถามที่ว่า “ทำไมคนเรามักจะได้ในสิ่งที่เราเกลียด” ก็เพราะสิ่งใดที่คุณโฟกัส สิ่งนั้นคุณจะมองเห็น สิ่งใดที่คุณมองเห็น สิ่งนั้นคุณจะรู้สึก และสิ่งใดที่คุณรู้สึก สมองของคุณจะบันทึกและจดจำ
สิ่งที่คุณ “รู้สึก” ล้วนเกิดจากสิ่งที่คุณให้ความ “สนใจ”
ฉันใดก็ฉันนั้น เรื่องที่ร้ายและดี คนที่คุณชอบและไม่ชอบ สิ่งที่คุณรักและเกลียดก็ผ่านเข้ามาในชีวิตของคุณในจำนวนเท่าๆ กัน แต่คุณดันบอกจิตใต้สำนึกของคุณพุ่งโฟกัสไปยังสิ่งที่คุณเกลียดจนเป็นนิสัย คุณจึงรู้สึกว่าตัวเองต้องเจอมันอยู่ตลอดเวลา
เพราะธรรมชาติของมนุษย์จะไม่พูดถึงความโชคดีของตัวเองบ่อยเท่ากับบ่นถึงความโชคร้าย ดังนั้น จิตใต้สำนึกของคุณจึงเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเปิดเผยสิ่งที่คุณเกลียดให้คุณเห็น
อย่าลืมครับว่า จิตใต้สำนึกไม่สามารถแยกแยะระหว่างสิ่ง “ดี” กับสิ่ง “ไม่ดี” ได้ ดังนั้น สิ่งใดที่คุณนึกถึงบ่อยๆ สิ่งนั้นมันจะจดจำอย่างดี
เมื่อคุณบ่นและแสดงความหงุดหงิดรำคาญต่อสิ่งที่คุณไม่ต้องการ คุณกำลังโฟกัสไปที่สิ่งแย่ๆ ในชีวิต และเมื่อคุณโฟกัสไปสิ่งที่แย่ๆ ทั้งหลาย สิ่งเหล่านั้นก็จะขยายใหญ่ขึ้น ฉะนั้น ทุกครั้งที่คุณบ่นและหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปกับสิ่งต่างๆ คุณกำลังแปลงร่างเป็นแม่เหล็กดึงดูดสิ่งที่คุณไม่ต้องการนั่นเอง
ถามว่าจะแก้ไขอย่างไร ไม่ยากครับ เลิกถามคำถามที่ไม่ได้นำความสุขและความสำเร็จมาให้
เช่น เปลี่ยนจากการถามว่า... “ทำไมฉันจึงต้องเจอแต่... (สิ่งที่คุณเกลียด)
มาถามว่า “ทำอย่างไร ฉันจึงจะได้เจอกับ... (สิ่งที่คุณรัก)
เพียงเท่านี้แหละครับ จักรวาลและจิตใต้สำนึกอันยิ่งใหญ่ก็จะเริ่มเปิดเผยสิ่ง (และคน) ที่คุณรักมาให้คุณเห็น เพราะคุณจะมองเห็นสิ่งต่างๆ ในชีวิตตรงตามคุณภาพของจิตใจตัวเองเสมอ
นี่คือหลักการทำงานของกฎแห่งแรงดึงดูดที่แท้จริง...
คุณภาพชีวิต มาจากคุณภาพความคิด คุณภาพความคิด มาจากคุณภาพคำถาม ครับ







