
เอาตัวรอด กับชีวิตที่ผูกกับร้านอาหาร
ทั้งคนทำงาน ทั้งเด็กนักเรียน นักศึกษาในสมัยนี้ ไม่ง่ายเลยที่เราจะทำอาหารกินเองได้ทุกมื้อ แค่วันละมื้อยังทำได้ยาก
โดย...หนูดีวนิษา เรซ
ทั้งคนทำงาน ทั้งเด็กนักเรียน นักศึกษาในสมัยนี้ ไม่ง่ายเลยที่เราจะทำอาหารกินเองได้ทุกมื้อ แค่วันละมื้อยังทำได้ยาก บางทีปีทั้งปีเราแทบไม่ได้ทำอาหารกินเองเลยสักจาน มีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะโชคดีได้ทำอาหารสุขภาพกินเอง หรือที่บาลานซ์ชีวิตได้สมดุลมาก จนมีเวลาเหลือพอที่จะช็อปปิ้งอาหารสดดีๆ และมาทำอาหารสุขภาพกินเองได้สม่ำเสมอ
คนที่เหลือส่วนใหญ่ในสังคมต้องฝากชีวิตไว้กับร้านอาหารและอาหารที่คนอื่นทำให้กินเสียเป็นส่วนใหญ่
คนที่ทำอาหารกินเองจะรู้ดีว่าวัตถุดิบและเครื่องปรุงดีๆ นั้นราคาแพงไม่น้อย แค่ช็อปปิ้งมาทำอาหารเองไม่กี่มื้อ เรายังหมดเงินไปเยอะ แล้วร้านอาหารที่ไหนจะมารักตัวเราเท่ากับเราเอง ดังนั้น มีหรือที่ร้านอาหารที่เปิดมาเพื่อแสวงหากำไรจะลงทุนวัตถุดิบดีๆ แพงๆ เทียบเท่ากับที่เราซื้อเอง ดังนั้น การกินอาหารร้านก็คือการยอมรับว่า เราจะได้กินอาหารที่ไม่ได้สะอาด สด หรือปลอดภัยต่อสุขภาพเท่ากับเราทำเองได้
ถ้าเช่นนั้น จะทำอย่างไรให้ชีวิตเราดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องเอาเวลาที่หาได้ยากยิ่งอยู่แล้วมาจัดตารางให้เราต้องทำอาหารกินเองอีกด้วย
หนูดีมีวิธีมาเสนอให้ลองทำดูในสัปดาห์ที่ยุ่งเหยิง ที่เราต้องพึ่งพาร้านอาหารวันละสามมื้อว่าเราจะเลือกอาหารอย่างไร เมนูไหนที่ยังพอจะดีกับสุขภาพกายและสมอง ให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อเมนูที่ดูเหมือนสุขภาพดี แต่จริงๆ แล้วแฝงไขมันและภัยร้ายไว้ไม่น้อยเลย
คนมักคิดว่าสลัดเป็นเมนูสุขภาพ แต่จริงๆ แล้วสลัดหลายๆ จานนั้นแฝงอันตรายจากไขมันไว้เต็มที่ เมนูโปรดของหนูดี “ซีซ่าร์สลัด” นั้น รสชาติมันจากชีสและไข่ต้ม แถมด้วยเบคอนและปลาเค็มแบบอิตาเลียน 80% ของจานนี้ไม่ใช่ผัก แต่เป็นไขมันล้วนๆ ค่ะ ใครที่สั่งจานนี้บ่อยๆ เพื่อสุขภาพ ก็ให้รู้ไว้ว่าอันตรายกว่าที่คิด ส่วน “เชฟสลัด” นั้นไม่หนีกันเลย เพราะถ้าราดน้ำสลัดเข้าไปแล้ว สามารถพุ่งสูงขึ้นไปได้ถึง 1,400 แคลอรี
ใครที่คิดจะกินแนว แอทกินส์ไดเอต (การกินเฉพาะโปรตีนล้วน) เพื่อลดอ้วน แล้วสั่งไพรม์ริบส์มากินนั้น จำเป็นต้องรู้ไว้ว่า เมนูจานนี้มีไขมันเทียบเท่ากับบิ๊กแมคเลยทีเดียว ฟังแล้วหดหู่และสยอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากินเป็นอาหารเย็น
ส่วนอีกจานที่สาวๆ ชอบสั่งมากินเล่นกันเพื่อรออาหารจานหลัก คือ “นาโชส์” นั้น ลองคิดดูให้ดีว่า มันคือชีสที่ถูกอบให้เหลว ราดบนเนื้อที่อุดมไปด้วยไขมัน ราดไปบนแผ่นชิปส์ที่ทอดกรอบในน้ำมันมาแล้วอีกทีหนึ่ง จานนี้จานเดียวอาจมีไขมันสูงกว่าอาหารจานหลักของเราเสียอีกค่ะ
การไปกินร้านอาหารให้ปลอดภัย เอาตัวรอดให้ได้จากอาหารทำลายสุขภาพในทุกๆ มื้อ แค่การบอกว่า “ไม่ใส่ผงชูรส” คงไม่เพียงพอ
อันดับแรก เราควรแม่นยำไปเลยว่าในสัปดาห์นี้ เราอยากกินผักผลไม้อะไรบ้าง และเมื่อเข้าร้านอาหาร นอกจากที่เราจะเลือกเมนูตามที่เห็นแล้ว เรายังอาจจะมีคำขอร้องพ่อครัวเป็นพิเศษได้บางจาน เช่น ปลาทอด หรือปลาอบเนย เราอาจขอเป็นปลานึ่งแทนได้ ซึ่งความอร่อยส่วนใหญ่แล้วอยู่ที่น้ำจิ้มเสียมากกว่า การไม่ทอดจะช่วยให้เราเลี่ยงไขมันไม่ดีไปได้เยอะมาก
หากเพื่อนๆ ชวนกันไปกินบุฟเฟต์ สิ่งที่หนูดีพบว่าทำให้กินบุฟเฟต์ได้คุ้มอย่างมีความสุขก็คือ เราไม่จำเป็นต้องกินทุกอย่างที่ร้านหรือโรงแรมมีนำเสนอ เพราะหากบังคับตัวเองให้ฝืนกินจนครบ พอตอนจบมื้อแทนที่จะมีความสุขกลับมีความทุกข์เสียนี่ เพราะแน่นและอาหารไม่ย่อย วิธีของหนูดีก็คือ เดินสำรวจให้หมดว่า มีอะไรบ้าง แล้วทำโน้ตในใจไว้ว่า มื้อนี้จะเน้นกินอะไรเป็นหลัก กินอย่างเอนจอย ไม่ต้องรีบกินเพื่อทำแต้ม และเหลือที่ไว้กินขนมแต่พอควร ด้วยวิธีนี้นอกจากเราจะกินได้คุ้มค่าบุฟเฟต์แล้ว หนูดีพบว่า เมื่อหมดมื้อ เพื่อนๆ ที่พากันไปกินจะบ่นว่า แน่น เดินไม่ไหวแล้ว โอ๊ย จุก ฯลฯ แต่นั่นคืออดีตของหนูดีแล้วค่ะ เพราะด้วยเทคนิคนี้ อิ่มกำลังดี มีความสุข ไม่อ้วน และไม่เข็ดบุฟเฟต์เหมือนที่ผ่านๆ มา
หากไปกินร้านที่ขนมอร่อยเวอร์ แต่เรากำลังลดความอ้วน ใช้เทคนิคนี้โลดค่ะ คือ กินเมนูที่มีส่วนผสมหลักเป็นน้ำมันมะกอก หรือแม้แต่สั่งขนมปังโฮลวีตแบบที่จิ้มน้ำมันมะกอกมากินเล่นก่อน พร้อมทั้งสั่งซุปอุ่นๆ อร่อยๆ มากิน เพราะว่าน้ำมันมะกอกจะสั่งให้เราหลั่งฮอร์โมนในกระเพาะชื่อ “โคเลซิสโตคินิน” ออกมา ซึ่งจะทำให้อาการอยากอาหารของเราหายไปค่ะ พอถึงตอนกินขนมเราก็จะไม่สั่งแบบกระหน่ำเหมือนเคย
อีกวิธีที่มหัศจรรย์มากสำหรับร้านอาหารที่มีอาหารจานหลักจานใหญ่เบ้อเริ่มคือ ถ้าไปกินเป็นอาหารเย็น หนูดีจะสั่งแอปปิไทเซอร์มากินเป็นอาหารเย็นไปเลย เพราะด้วยปริมาณเท่ากัน เราจะได้กินอาหาร 23 จานขนาดเล็ก กินแล้วก็อิ่มเท่ากัน เน้นผักและโปรตีนดีๆ แทนที่จะเป็นแป้งและโปรตีนที่มักมากับอาหารจานหลัก
อีกวิธีที่ช่วยให้เราไม่อ้วนด้วยอาหารเย็นในร้านอาหารถ้าไปกับเพื่อนๆ ก็คือ การสั่งซุปและสลัดก่อน แล้วนั่งกินไปคุยไปกับเพื่อนๆ โดยยังไม่สั่งอาหารจานหลักพร้อมกับทุกๆ คน เพราะวิธีนี้หนูดีพบว่า กินแบบนี้แล้วคุยๆ ไปสัก 20 นาที ก็อิ่มกำลังดี เพราะสมองใช้เวลาประมาณ 20 นาทีกว่าจะมีคำสั่งให้เราอิ่ม ถ้าระหว่างนั้นเรากระหน่ำกินเราก็จะอิ่มตื้อจนเกินไป ส่งผลให้น้ำหนักเกินโดยไม่เจตนา
คนรุ่นใหม่ในทุกวันนี้ ใช้เวลาในร้านอาหารมากกว่าในครัวที่บ้านตัวเอง การฝึกนิสัยการเลือกอาหารดีๆ ในร้านอาหารอาจจะจำเป็นกว่าการทำอาหารให้อร่อยเสียแล้วละค่ะ เพื่อสุขภาพกายและสมองที่ดีของเรา







