
วิชาแห่งความสุข
ความรู้ต่างๆ เราก็ได้เคยศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัยกันมาบ้างแล้ว แต่ยังมีบางวิชาที่เราอาจจะมองข้ามไป
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
ความรู้ต่างๆ เราก็ได้เคยศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัยกันมาบ้างแล้ว แต่ยังมีบางวิชาที่เราอาจจะมองข้ามไป และไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ เป็นวิชาที่อยู่ใกล้ตัวเรา ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน แต่เราไม่คุ้นชินกับวิธีปฏิบัติของวิชาเหล่านี้ อาจเป็นเพราะไม่ได้ถูกเน้นย้ำจากระบบการศึกษา หรือเห็นว่าอยู่ไกลตัว ทั้งที่จริงแล้วเป็นวิชาที่เราควรจะเน้นย้ำและควรนำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างยิ่ง
สำหรับผู้เขียนเองเห็นว่า วิชาที่ควรเน้นและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มีดังต่อไปนี้
วิชาชีวิต
วิชาชีวิต หมายถึง ศิลปะในการบริหารจัดการชีวิตให้เป็นชีวิตที่คุ้มค่า ชีวิตของเราเป็นชีวิตที่มีมูลค่า ชีวิตบางคนแต่ละวินาทีเป็นเงินเป็นทอง แต่ชีวิตที่มีมูลค่าแค่นั้นยังไม่ใช่ชีวิตที่ประเสริฐ
นกต่างๆ ตื่นเช้ามามันบินออกไปจับหนอนจับด้วงจับอะไรกินอิ่มท้อง บินกลับรังเอาไปฝากลูก ก็เท่ากับเขาทำมาหากินเป็น เลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้แล้วมีทรัพย์สินได้หนอนมาหนึ่งตัว สำหรับนกบางตัวหนอนตัวนั้นอาจจะเป็นอาหารที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของมันก็ได้ เหมือนเราออกไปทำงานแล้วได้รถเบนซ์มาหนึ่งคัน
ความสามารถในระดับหาอยู่หากินเช่นนี้ คนก็มี สัตว์ก็มีการสะสมทรัพย์สมบัติคนก็สะสม สัตว์ก็สะสม เวลาผู้เขียนเอาข้าวให้สุนัข โยนข้าวให้เขาก้อนหนึ่ง คาบเสร็จแล้วเขาวิ่งหนีทันที ลงไปกลางสวน ขุดๆ เอาข้าวฝังไว้ เสร็จแล้วก็มานั่งเฝ้าผู้เขียนใหม่ ปั้นหน้าปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ แลบลิ้นแผล็บๆ รอให้เราโยนอาหารให้ใหม่อีก พอกินข้าวเสร็จเขาไปไหน เขาไปขุดดิน เอาข้าวที่ฝังไว้ไปกินต่อ นี่คือความสามารถในการสะสมเสบียงคลังซึ่งในสัตว์เดรัจฉานก็มี
มนุษย์ถ้าจะมีแค่นี้ก็ไม่ประเสริฐกว่าสัตว์เดรัจฉาน ที่มนุษย์ประเสริฐเพราะนอกจากจะทำมาหากินแล้ว มนุษย์มีมากกว่านั้นคือทำมาหาธรรมด้วย นอกจากมีมูลค่า คือมีเงินมีทองมีทรัพย์มีสินแล้ว เราต้องมีชีวิตให้มีคุณค่าด้วย คุณค่าก็คือการรู้จักใช้ชีวิตนี้ให้มีประโยชน์ ตนเป็นที่พึ่งของตน จากนั้นก็ยังให้คนอื่นเขาได้พึ่งด้วย
นี่คือชีวิตของเรา อยู่เพื่อตัวเอง อยู่แค่สิ้นใจ แต่ถ้าอยู่เพื่อคนทั่วไป อยู่ชั่วฟ้าดิน หากเราได้ฝากประโยชน์บนผืนแผ่นดินเอาไว้แล้ว อยู่ก็ไม่เสียใจ ตายไปก็รู้สึกว่าคุ้มค่า
นี่คือวิชาชีวิต วิชาที่สอนให้เราได้รู้ว่า นอกจากการแสวงหามูลค่าคือเรื่องเงินเรื่องทองแล้ว มนุษย์ควรจะทำประโยชน์ให้คนอื่นด้วย ชีวิตจึงจะมีคุณค่า
วิชาจิตตภาวนา
ที่ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวันนั้น เราสอนให้ฝึกเจริญสติตามหลักสติปัฏฐาน 4 ของพระพุทธเจ้า
เคยมีโยมถามว่า “มาไร่เชิญตะวันนี้ฝึกแบบไหน” บางคนก็ถามว่า “ฝึกสายไหน” พอไม่ใช่สายที่ตัวเองฝึกมาก็ชวนทะเลาะ “สายนี้สมถะ พระอาจารย์ต้องสายนี้สิวิปัสสนา ผมไปลองมาแล้วดีจริง ฉะนั้นพระอาจารย์น่าจะเปลี่ยนนะสายนั้นมันสมถะ” นี่ขนาดดี จิตยังได้แค่นี้ ยังดูถูกดูหมิ่นคนอื่นว่าตัวเองดีกว่า แบบนี้จะดีได้อย่างไร นี่คือไม่รู้ตัว เขาเรียก “กิเลสเทวดา” เป็นกิเลสละเอียดประณีต คือคนนี้ไม่แย่งอยู่ไม่แย่งกิน ไม่แย่งหาเงินหาทองกับใคร สนใจแต่ปฏิบัติธรรม คอร์สที่ไหนดี ไปลองมาหมด แล้งมาเปรียบเทียบกัน อันไหนไม่ดีก็ว่า อันไหนเป็นสมถะก็ดูถูก อันไหนเป็นวิปัสสนาที่ถูกจริตตัวเองก็สรรเสริญ ถ้ายังไปไม่พ้นดูหมิ่นถิ่นแคลนเช่นนี้ จิตจะประเสริฐได้อย่างไร
ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยบรรยายที่กรุงเทพฯ พอบรรยายเสร็จมีโยมคนหนึ่งวิ่งตามมา ขอเข้าลิฟต์กับผู้เขียนด้วย “พระอาจารย์ครับ ขอเข้าลิฟต์ด้วย” ทุกคนต่างพากันมองเขา และระหว่างที่ลิฟต์ลงจากชั้น 12 ไปชั้นล่าง เขาก็พูดว่า “พระอาจารย์ครับที่ผมฟังมาทั้งหมด ขอโทษนะครับ อาจจะพูดแรงไปหน่อย ผมว่า มันไม่ถูก ผมเป็นคนที่ปฏิบัติมาแล้ว 10 ปี” ฝึกมา 10 ปี จิตใจยังไม่เย็น นี่คือคนไม่รู้ตัวเอง ปฏิบัติธรรมมาก รู้เรื่องคนอื่นหมดแต่ไม่รู้วาระจิตตัวเอง แล้วก็เที่ยวดูถูกคนอื่นไปทั่ว คำถามคือปฏิบัติธรรมอย่างไร ยิ่งปฏิบัติยิ่งขี้น้อยใจ ยิ่งปฏิบัติยิ่งวงแตก ยิ่งปฏิบัติยิ่งเปรียบเทียบ ยิ่งปฏิบัติยิ่งขวางโลก ยิ่งปฏิบัติยิ่งดูหมิ่นถิ่นแคลนคนอื่น หรือยิ่งปฏิบัติยิ่งคิดว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ มองคนที่ไม่ปฏิบัติเป็นคนไม่มีศีลไม่มีธรรม
นี่คือการปฏิบัติธรรมจนกระทั่งไม่มีธรรม เจริญสติจนกระทั่งขาดสติ รู้สารพัดรู้ แต่ไม่รู้จิตใจของตัวเอง แสดงว่าที่ปฏิบัติมาไม่ถูก มีบางคนเคยปฏิบัติธรรมแล้วจิตสงบมาก พอมานั่งปฏิบัติใหม่ ก็อธิษฐานว่า “สาธุ ขอให้สภาวะแบบเดิมกลับมาอีกครั้งเถิด” พอมันไม่กลับมา ก็เครียด คลานมาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า “สงสัยโยมจะไม่มีบุญแล้ว ปฏิบัติคราวนี้ไม่เหมือนคราวนั้น”? ผู้เขียนก็บอกว่า “โยมรู้ไหมมันพลาดตรงไหน กิเลสมันทำให้เห็นไหม ตัณหามันพาทำให้หลงอยากไปอยู่ในสภาวะเดิม มันถึงไม่บรรลุธรรม” พระท่านจึงบอกว่า อยากบรรลุนั่นแหละจะทำให้ไม่บรรลุ อยากให้เร็วนั่นแหละจะช้า
การปฏิบัติธรรมต้องไม่ทำด้วยความอยาก ขอให้ทำตามเหตุตามปัจจัย สร้างเหตุให้มากปล่อยวางในผล อย่าฝึกปฏิบัติแล้วเร่งให้ตัวเองได้รับมรรคผล อย่าฝึกปฏิบัติแล้วเร่งให้จิตมันสงบ อย่าฝึกปฏิบัติแล้วให้เห็นธรรมโดยเร็ว ยิ่งเร่งมันจะยิ่งช้า
ฉะนั้น ให้เราทำตามปัจจัย ครูบาอาจารย์ให้ประพฤติปฏิบัติก็ทำไป พยายามใช้ความคิดให้น้อยที่สุด อย่าไปคิดมาก







