
นับถอยหลังสู่การเริ่มต้น ‘ลอยกระทง’
วันเพ็ญเดือนสิบสองจะเวียนกลับมาอีกครั้งในวันที่ 17 พ.ย. 2556 ถ้านับจากวันนี้ก็เหลือเวลาอีก 67 วัน มันอาจจะนานเกินไปให้นึกถึง
โดย......กาญจน์ อายุ
วันเพ็ญเดือนสิบสองจะเวียนกลับมาอีกครั้งในวันที่ 17 พ.ย. 2556 ถ้านับจากวันนี้ก็เหลือเวลาอีก 67 วัน มันอาจจะนานเกินไปให้นึกถึง แต่สำหรับชาวสุโขทัยที่กำลังสาละวนอยู่กับการเตรียมงานที่ “ละเอียดยิบ” เวลามันงวดเข้ามาทุกที
ชื่อเต็มของงานลอยกระทง จ.สุโขทัย คือ “งานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ” คำว่าลอยกระทง ทุกคนคงรู้จักกันดี แต่คำว่าเผาเทียน เล่นไฟ ไม่ได้หมายความว่าการนำเทียนมาเผาหรือจุดไฟเล่นกัน แต่เผาเทียนคือการจุดเทียน (เทียนในกระถางเล็กๆ อย่างที่ชาวเหนือเรียกว่า ผางประทีป) แล้วนำไปวางตามพื้นวัดหรือฐานเจดีย์ ส่วนคำว่าเล่นไฟคือการจุดพลุ ณ ประตูเมืองทั้งสี่พร้อมกัน เป็นการย้อนรอยบันทึกในศิลาจารึกที่กล่าวถึงการจุดพลุตามประตูเมือง โดยพลุที่ใช้ทำจากฝีมือชาวสุโขทัย ประกอบด้วยพลุหลายชนิด เช่น พลุน้ำตก พลุช้างร้อง พลุลูกหนู และพลุกังหัน
จ.สุโขทัย เลือกที่จะทำทุกอย่างเองแทนที่จะจ้างออร์แกไนเซอร์มาจัดการ ถ้าเข้าไปสำรวจโรงเรียนนาฏศิลป์ในตอนนี้จะพบเด็กนักเรียนกำลังซ้อมท่าร่ายรำ หรือหากเข้าไปในชุมชนจะเห็นปู่ย่าและลูกหลานจับกลุ่มประดิษฐ์ “โคมชักโคมแขวน”
โคมชักโคมแขวน คือสิ่งบูชารอยพระพุทธบาท ทำจากเมล็ดพืช เช่น งา เมล็ดผักกาด เมล็ดข้าวโพด เมล็ดใบยาสูบ ติดลงกระดาษแข็งทีละเมล็ดๆ แต่ละเมล็ดต้องหันหัวและท้ายเป็นแนวเดียวกัน ทำเป็นลวดลายโบราณ เช่น ลายสังคโลก จากนั้นนำกระดาษมาประกอบเป็นโคมซึ่งก็มีแบบจำเพาะอีก เช่น โคมทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ตามแบบเจดีย์ที่วัดมหาธาตุในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เป็นต้น ความละเอียดที่ต้องบรรจงติดเมล็ดพืชด้วยมือทำให้ต้องใช้เวลาเตรียมการถึง 3 เดือน ซึ่งชุมชนที่ขึ้นชื่อเรื่องงานเรียงเมล็ดอยู่ที่ชุมชนหลวงพ่อปี้ ส่วนเรื่องการร่ายรำต้องยกให้ชุมชนทุ่งเสลี่ยม
ความทุ่มเทของชาวสุโขทัยจะปรากฏต่อสาธารณชนในวันที่ 1317 พ.ย. 2556 เวลา 5 วันที่ “คุณสุมิตร ศรีสมบัติ” ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ยืนยันว่าทุกวันจะยิ่งใหญ่เหมือนกัน ทั้งแสง สี เสียง การแสดงที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย หรือการจุดพลุสี่ประตูเมือง และยังกล่าวด้วยว่า งานลอยกระทงในปีนี้ชาวสุโขทัยจะมีส่วนร่วมมากขึ้น บ้านเรือนสองฝั่งถนนจะตกแต่งบ้านด้วยธงชักธงแขวนและกระทง พอตกกลางคืนชาวบ้านก็จะช่วยกันจุดประทีปตามทางที่นำไปสู่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย คุณสุมิตรเรียกความร่วมมือนี้ว่า “แต่งบ้านแปลงเมือง” ให้ทั้ง จ.สุโขทัย เต็มไปด้วยบรรยากาศลอยกระทง
นอกจากนี้ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุโขทัย “คุณสรัสวดี อาสาสรรพกิจ” ยังกล่าวถึงกิจกรรมในวันลอยกระทงว่า ปีนี้ทาง ททท.จะมี “ตลาดประสาน” หรือตลาดโบราณ ให้นักท่องเที่ยวใช้หอยเบี้ยแทนเงิน จำหน่ายอาหารจากบ้านกง (กงไกรลาศ) ที่คนสุโขทัยเองยกให้เป็นอาหารอร่อยของจังหวัด และยังเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย. เพราะในวันที่ 17 พ.ย. คนจะหนาแน่นมาก และที่สำคัญที่พักเต็มหมดแล้ว
งานลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ เพียงประเพณีเดียวคาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติได้กว่า 4 แสนคน นั่นหมายความว่าชุมชนก็ได้รับรายได้จากนักท่องเที่ยวในช่วงนั้นเป็นกอบเป็นกำด้วย
ประเพณีนี้จึงไม่เป็นเพียงเอกลักษณ์ของ จ.สุโขทัย และชาติไทย แต่ยังขับเคลื่อน “เศรษฐกิจ” ท้องถิ่นให้คึกคักที่สุดในรอบปี และที่สำคัญยิ่งคือในแง่ “สังคม” ประเพณีจะเชื่อมชีวิตคนต่างรุ่นให้หันมาจับในสิ่งเดียวกัน เกิดเป็นการส่งต่อภูมิปัญญา และรักษาจิตวิญญาณราชธานีแห่งแรกของประเทศไทย







