posttoday
ศุภจี สุธรรมพันธุ์  ‘ซีอีโอ’ นักแก้ปัญหา

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ‘ซีอีโอ’ นักแก้ปัญหา

07 กันยายน 2556

ผู้หญิงไทยติดอันดับหนึ่งในการเป็นผู้บริหารระดับสูงจากทั่วโลก และเป็นอันดับหนึ่งในเอเชีย เมื่อปี 2553 จากผลการสำรวจของแกรนท์ ธอร์นตัน

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง / ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

ผู้หญิงไทยติดอันดับหนึ่งในการเป็นผู้บริหารระดับสูงจากทั่วโลก และเป็นอันดับหนึ่งในเอเชีย เมื่อปี 2553 จากผลการสำรวจของแกรนท์ ธอร์นตัน ที่พบจาก 39 ประเทศทั่วโลก หรือคิดเป็น 45% โดยเฉพาะตำแหน่งผู้บริหารด้านการเงิน ส่วนหนึ่งเพราะสังคมเริ่มเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น และดีขึ้นจากผลสำรวจครั้งก่อนเมื่อปี 2552 ที่ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 3 ของโลก โดยคิดเป็น 38%

ตัวอย่างความเป็นผู้นำหญิงที่ชัดเจนที่สุด คือ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม (THCOM) โดยตลอดระยะเวลาการทำงานมาทั้งหมด 25 ปีที่ผ่านมานี้ แม้จะเป็นผู้นำ 2 บริษัท แต่ล้วนเป็นองค์กรใหญ่ที่มีเครือข่ายระหว่างประเทศ ทั้งไอบีเอ็มที่เธอมีประสบการณ์การทำงานที่นั่นมากถึง 23 ปี และกับไทยคมเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา

“ไม่ได้เป็นตัวแทนของผู้หญิงที่ดี แต่เป็นคนที่ทำงานได้กับทุกสถานการณ์ ทุกองค์กร ทุกเพศทุกวัย เพราะเธอถูกหล่อหลอมจากวัฒนธรรมไอบีเอ็ม ที่ไม่มีการแบ่งเพศชายหรือเพศหญิง คนเรามีดีอยู่ที่ตัวตนของเราเอง ซึ่งปกติจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย”

“ศุภจี” กล่าวว่า คนเราต้องรู้ข้อดีและข้อเสียของตัวเอง รู้ว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร อย่างช่วงที่เป็นผู้น้อยเริ่มต้นวัยทำงาน แต่มีการให้ย้ายงานแต่ละแผนกทุก 12 ปี ตอนนั้นใจไม่ชอบเลย เพราะเมื่อแก้ปัญหาได้แล้วก็มาย้ายอีก ย้ายให้ไปแก้ที่ใหม่อีกแล้ว หลายครั้งรู้สึกว่ากำลังไปได้สวย กำลังสนุกกับสิ่งที่ทำอยู่ และงานใกล้จะสำเร็จ ต้องถูกย้ายไปฝ่ายอื่นอีกแล้ว แต่ภายหลังทำให้รู้ว่า สิ่งที่ได้รับมา คือ การสร้างความเข้าใจและทำให้รู้อะไรผิดหรือถูก รู้จักคิดให้เป็นทั้งหมด ทำให้ได้ผลในเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ เพราะทำให้มองเห็นปัญหา และได้เรียนรู้จักการแก้ปัญหา ทำให้มีความมุ่งมั่นที่จะทำหรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้ หล่อหลอมให้เป็นได้ทุกวันนี้ และทำให้ทำงานอย่างสนุกสนาน และรู้จักที่จะแก้ปัญหาให้เป็น สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ผู้บริหารทุกคนต้องเจอทุกวัน

มองในทางกลับกัน การที่ไปยึดติดกับความสำเร็จที่ได้ในวันนั้น ก็ไม่ทำให้ได้พัฒนาตัวเองในเรื่องต่างๆ ตามมา บางคนชอบยึดติดกับอดีตที่ได้ อดีตที่เคยทำให้ประสบความสำเร็จมาแล้ว ก็ไม่ทำให้กล้าที่จะก้าวออกมาทำอะไรใหม่ ดังเช่นการได้รับตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย ที่เป็นผู้หญิงคนแรกขององค์กรแล้ว เมื่อได้รับตำแหน่งนี้ไม่มีใครกล้าออกไปรับตำแหน่งอื่นในต่างประเทศแล้ว แต่เธอก็เลือกไปเป็นผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักประธานเจ้าหน้าที่บริการ สำนักงานใหญ่ของไอบีเอ็มที่สหรัฐ เพราะเธอมองเป็นโอกาส และได้เรียนรู้อะไรใหม่

การที่เป็นผู้หญิงเป็นผู้บริหาร หลายคนมองว่ามีข้อจำกัดตามธรรมชาติของผู้หญิง คือ ขี้บ่น อารมณ์แปรปรวน หรือไม่กล้าตัดสินใจ นั่นไม่ได้ทำให้ “ศุภจี” ย่อท้อ แต่กลับมุ่งมั่นที่จะขจัดภาพเหล่านี้ออกไป ด้วยการเตรียมหรือทำการบ้านไปให้พร้อม เพราะเชื่อว่าหากมีความพร้อมมากที่สุด กระบวนการตัดสินใจไม่ใช่เรื่องยาก

ด้านการบริหารอารมณ์นั้น เธอกล่าวว่า ปกติชอบทำงานและเป็นคนไม่เครียด ชอบทำงานแบบเฮฮามากกว่า แต่ในเวลาเฮฮาก็ควรมีสติและสมาธิด้วย นอกจากนั้นยังมีการทบทวนตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งทุกวันนี้เธอภูมิใจกับการทำงานที่ผ่านมาตลอด เพราะนักบริหารที่ดี แม้ตัวเองไม่อยู่แล้ว องค์กรต้องอยู่ได้ และภูมิใจที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง และกับคนไทยที่ได้ไปทำงานในต่างประเทศในตำแหน่งต่างๆ

สำหรับการทำงานที่ “ไทยคม” มีกำหนดการเดินทางไปต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะไปเยี่ยมเยียนลูกค้าทั่วโลก มองโอกาสการลงทุนใหม่ และที่สำคัญคือ การจะได้ออกไปบอกให้ชาวโลกได้รับรู้ว่า “ไทยคม” เป็นบริษัทของคนไทย ที่มีการดูระบบโทรคมนาคม ดาวเทียมให้กับองค์กรหรือบริษัทชั้นนำของโลกมากมาย

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน วันที่เธอมาทำงานที่ “ไทยคม” วันแรก มีการเตรียมพูดกับพนักงาน และมีการถ่ายวิดีโอการประชุมไปพร้อมกันทั้ง 13 ประเทศ น่ามหัศจรรย์มาก ที่วันนั้นรู้สึกตื่นเต้น แต่ทุกอย่างก็ล้วนออกมาจากความรู้สึกข้างในที่ว่า

“การที่มาร่วมงานกับ ‘ไทยคม’ เพราะอยากให้บริษัทที่พนักงานภาคภูมิใจ กลายเป็นความภาคภูมิใจของทุกคนในประเทศไทย ว่า เป็นบริษัทของคนไทยที่สามารถดำเนินธุรกิจข้ามชาติได้อย่างแข็งแกร่ง”

ช่วงที่เธอเข้ามาเป็นประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “ไทยคม” บริษัทขาดทุนมานานกว่า 56 ปี ไม่จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นต่อเนื่องกันมานานนับ 9 ปี เพราะเป็นช่วงลงทุน แต่ภาพที่ “ศุภจี” มอง คือ บริษัทนี้กำลังอยู่ในช่วงพลิกฟื้น

โชคดีเพราะพนักงาน “ไทยคม” มุ่งมั่นที่จะช่วยกันทำให้บริษัทกลับมามีกำไรที่เติบโตได้ และเป็นปกติในเรื่องของ “คน” หรือ “พนักงาน” เพราะถือเป็นกำลังสำคัญในการทำงาน สิ่งที่เธอเพียรทำนั่นคือ ต้องปลุกและกระตุ้นทำให้พวกเขามองและเห็นไปในทิศทางเดียวกับเราให้ได้

ศุภจี สุธรรมพันธุ์  ‘ซีอีโอ’ นักแก้ปัญหา

 

“ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองได้ผ่านอะไรต่ออะไรไปมาก จนกลายเป็นสัญลักษณ์ (Signature) เราไปแล้วว่า มาเพื่อแก้ปัญหา แล้วทำให้เกิดประโยชน์มากขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น” ศุภจี บอก

เธอย้ำว่า เมื่อเธอเป็นนักแก้ปัญหา วิธีการลุยกับปัญหาต้องเริ่มตั้งแต่หาต้นเหตุ แก้ปัญหา และวิเคราะห์เรื่องที่เกิดขึ้นได้ โดยไม่เอาปัญหาเป็นตัวนำ พร้อมกับดึงตัวเองออกจากปัญหานั้นให้ได้ เพราะถ้าเอาตัวเองจมอยู่กับปัญหานั้น ก็จะจมใจและงมอยู่กับปัญหาโดยไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหานั้นอย่างไร ทั้งๆ ที่ปัญหาดังกล่าวอาจเป็นเพียง “เส้นผมบังภูเขา” เท่านั้น

เธอเลือกเข้ามาทำงานที่ “ไทยคม” ทั้งที่ได้รับการทาบทามจากหลายบริษัทให้เป็นซีอีโอ เพราะทั้ง “ไอบีเอ็ม” และ “ไทยคม” คล้ายกันในลักษณะการทำงานที่เชื่อมโยงระหว่างประเทศ จากประสบการณ์ที่เธอผ่านการทำงานระหว่างประเทศมา น่าจะเป็นตัวอย่างในการถ่ายทอดความรู้ได้เป็นอย่างดี เพราะจะทำให้เธอมีเวลาในการเป็นอาจารย์สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้มากขึ้น

“ที่ไทยคมมีปรัชญาในการทำงานที่ทุ่มเทให้การศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นเป็นพื้นฐานของการสร้างคน และสุดท้ายก็จะเกิดประโยชน์กับสังคมด้วย ซึ่งตรงกับแนวทางในการทำงานของเธอเช่นกัน ที่ต้องให้โอกาส ให้ความสำคัญกับการสร้างหรือพัฒนาคน เพราะจะเป็นรากฐานที่ให้องค์กรอยู่อย่างยั่งยืนได้”

ประสบการณ์ทำงานตลอด 25 ปี ที่ทำให้เธอได้เป็นเป็นซีอีโอในที่สุด เธอบอกว่ามีหลักในการทำงาน 3 ข้อ คือ

หลักการแรก “สมดุล” การเป็นผู้บริหารต้องรู้จักและต้องทำให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นสั้น/ยาว ลึก/กว้าง เร็ว/ช้า งาน/การใช้ชีวิต ถ้าใครไม่สามารถบริหารความสมดุลได้คงเป็นเรื่องลำบาก ยิ่งการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ จากปัจจุบันด้วยตำแหน่งและภาระหน้าที่ของเธอ นอกจากจะรับผิดชอบที่ “ไทยคม” แล้ว ยังต้องช่วยหาธุรกิจใหม่ให้กับบริษัทในเครือต่างๆ เป็นคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นอาจารย์พิเศษสอนหนังสือระดับอุดมศึกษาให้กับมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ซึ่งถ้าไม่รักษาสมดุล คงทำอะไรได้ดียาก

หลักการที่สอง “สติ” หรือ “สมาธิ” ซึ่งเธอบอกว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนควรมีในการใช้ชีวิต ซึ่งอาจจะคาบเกี่ยวกันกับหลักการแรก เพราะถ้าไม่สามารถครองสติได้ ก็ไม่สามารถรักษาความสมดุลได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อวันที่ต้องก้าวรับตำแหน่งที่ใหญ่โตในการเป็นผู้บริหาร ปัจจัยที่สำคัญมาก คือ ต้องใช้การตัดสินใจมาก และมีความรับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่การงานที่หลากหลาย แต่ละวันต้องเข้าประชุมในฐานะผู้บริหารบริษัทนี้ ออกมาจากห้องประชุมมาต้องเข้าอีกที่ประชุมหนึ่งที่ร่วมเป็นคณะกรรมการบริษัทในเครือ และเดี๋ยวก็ต้องออกมาประชุมกับหน่วยงานพัฒนาธุรกิจ เป็นต้น ซึ่งถ้าไม่มีสติในการบริหารจัดการ คงมีปัญหาแน่นอน

หลักการที่สาม “ความไม่ประมาท” นั่นคือ การเตรียมแผนสำรองให้กับตัวเองหรือให้กับงานทุกครั้ง เพราะจะทำให้รู้จักการทำอะไรที่ไม่สุดโต่งเกินไป หรือทุกครั้งที่บริษัทจะมีการขยายการลงทุน จะคิดไว้อยู่เสมอว่าถ้าไม่ได้แผนแรก ก็ต้องเตรียมทางออกให้ตัดสินใจได้เสมอ ไม่ใช่ว่าจะกลายเป็นคนที่ผิดคำพูดต่อนักลงทุนหรือกรรมการบริษัท แต่การทำธุรกิจเป็นการควบคุมหรือบริหารความเสี่ยง ที่ต้องมีแผนอีกแผนเพื่อจะทำให้บริษัทไปสู่ความสำเร็จหรือเป้าหมายได้เหมือนกัน

สมดุล สติสมาธิ และความไม่ประมาท คือเคล็ดลับของนักแก้ปัญหาของผู้หญิงทำงานคนนี้ ซึ่งเธอเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนมองเห็นด้วยเช่นกัน แต่อะไรจะไม่สำคัญเท่ากับการปฏิบัติอย่างที่ว่านั่นให้ได้ และทุกวันนี้ “ศุภจี” ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ