
เร่งแก้กฎหมายคอมพ์ ทางออกที่น่าหวั่นใจ
วินาทีนี้กฎหมายที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดอาจจะกลายเป็น พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เพราะเราคือคนที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา
โดย...นายบรอดแบนด์
วินาทีนี้กฎหมายที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดอาจจะกลายเป็น พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เพราะเราคือคนที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ยิ่งตอนนี้มีสมาร์ทโฟนประจำตัวกัน รู้หรือไม่ว่าแค่กดแชตหาเพื่อน เช็กอีเมลผ่านมือถือก็ถือว่าเข้าข่ายกฎหมายคอมพ์ตัวนี้กันเรียบร้อยแล้ว
บอกได้ว่าไม่น่ากลัวแต่น่าหวั่นใจอยู่บ้าง ยิ่งใช้งานกันมาครบ 5 ปีแล้ว ถึงว่าต้องสังคายนาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ตามหลักการควรมีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะแล้วจึงปรับเนื้อหาใหม่ แต่รู้หรือไม่ว่าร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ใหม่ได้ผ่านการประชาพิจารณ์ไปแล้ว 2 รอบ โดยการจัดทำของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ สพธอ.
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่าง พ.ร.บ.ใหม่และมีผลโดยตรงกับคนไทยที่ใช้อินเทอร์เน็ต คือ มีการยกเลิกมาตรา 14 (1) ซึ่งว่าด้วยเรื่องการป้องกัน Phishing หรือเรื่องของเว็บไซต์หลอกลวงต่างๆ การยกเลิกนั้นมีที่มาจากว่าการนำกฎหมายไปใช้ผิดประเภท นั่นคือใช้ในเรื่องของการหมิ่นประมาทแทน ซึ่งไม่ใช่เจตนารมณ์ของกฎหมาย
ทีนี้มาว่าถึงเรื่องใหม่ในร่าง พ.ร.บ.นี้กันดีกว่า อันดับแรกคือ มาตรา 24 (1) เรื่องการนำเข้าข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง มีโทษจำคุก 5 ปี ปรับ 1 แสนบาท หรือทั้งจำและปรับ เรื่องนี้ตีความกว้างเกินไปเพราะเนื้อหาในอินเทอร์เน็ตอาจไม่เป็นจริงเสมอไป อาจเป็นข่าวลือหรือการคาดการณ์ก็ได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะการนำเสนอข่าว มาตรานี้จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง
มาตรา 25 ว่าด้วยเรื่องการครอบครองข้อมูลลามกอนาจารของเด็กและเยาวชน มีโทษจำคุก 6 ปี ปรับ 2 แสนบาท หรือทั้งจำและปรับ เป็นอีกเรื่องที่ต้องอาศัยการตีความกว้างเกินไป เพราะธรรมชาติการใช้อินเทอร์เน็ตมีการทำสำเนาข้อมูลเป็นปกติอยู่แล้ว อาจเข้าข่ายการครอบครองด้วยเช่นกัน เท่ากับว่ามีสิทธิผิดตามมาตรานี้ได้ ยิ่งใช้ประกอบกับมาตรา 16 ว่าด้วยการทำสำเนาผู้อื่นโดยมิชอบ แปลว่าโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ดังที่กล่าวไปแล้วว่าการใช้อินเทอร์เน็ตคือการทำสำเนา โอกาสทำสำเนาข้อมูลต่างๆ จึงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และหากรวมมาตรา 15 เข้าไปด้วย คือเอาผิดกับเจ้าของพื้นที่หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ซึ่งต้องเก็บ Log File ไว้ด้วย อาจทำให้ผิดตามมาตรา 25 และ 16 เพิ่มเข้าไปอีก
ปิดท้ายด้วยมาตรา 33 การปิดบล็อกเว็บไซต์ ซึ่งถือเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชน โดยลดขั้นตอนจากเดิมที่ต้องให้ รมว.ไอซีทีขอหมายศาล แต่ร่างกฎหมายใหม่ให้พนักงานส่งเรื่องถึงศาลได้โดยตรง และถือเป็นความผิดอาญา ไม่สามารถยอมความได้ โดยอ้างว่ามีเว็บไซต์ที่ต้องปิดบล็อกเป็นจำนวนมาก
ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับมาตรา 33 ยิ่งกว่าการจำกัดสิทธิเสรีภาพ คือ ผู้บังคับใช้กฎหมายที่ทำหน้าที่นี้ผ่านการอบรม 3 วัน จากที่กำหนดว่าต้องอบรม 3 เดือน
ทั้งที่ความจริงแล้วต้องเข้มงวดเรื่องผู้บังคับใช้กฎหมายในการอบรม และควรมีการรับรองระดับสากลจากต่างประเทศ เพราะเรื่องของคอมพ์และเน็ตเกี่ยวพันกับต่างประเทศเป็นอย่างมาก







