
เชฟปอนด์ กับความสุขที่ได้ครีเอต
นอกจากการเป็นผู้บริหาร แด๊ดดี้ โด (ไทยแลนด์) และเลมอน ฮับ “ปอนด์ปกรณ์ ทวีผลเจริญ” ชายหนุ่มวัย 29 ปี ยังมีหน้าที่สำคัญอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือการเป็นเชฟขาจร
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล
นอกจากการเป็นผู้บริหาร แด๊ดดี้ โด (ไทยแลนด์) และเลมอน ฮับ “ปอนด์-ปกรณ์ ทวีผลเจริญ” ชายหนุ่มวัย 29 ปี ยังมีหน้าที่สำคัญอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือการเป็นเชฟขาจร ประจำร้านอาหารมาเรีย พิซเซอเรีย แอนด์ เรสเทอรองต์ สาขาราชพฤกษ์อีกด้วย
“หลังจากที่ผมเรียนจบปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ ผมก็มาบริหารงานที่แด๊ดดี้ โด เต็มตัว จนทำได้สักระยะ ผมเริ่มอยากสร้างแบรนด์ขึ้นมาใหม่ เลยทำ เลมอน ฮับ หลังจากนั้นก็มาดูร้านอาหารที่นี่ ผมเข้ามาดูแลร้านได้สองสามปีแล้ว”
ปกรณ์ เผยว่า ที่ร้านอาหารแห่งนี้เขามีหน้าที่คิดเมนูอาหารเป็นหลัก และลงมือทำอาหารบ้างบางครั้ง ไม่ได้ลงมือทำประจำ “ส่วนใหญ่ช่วงเย็นๆ ลูกค้าจะเต็มร้าน ผมจึงต้องลงมือทำอาหารเองบ้าง เสิร์ฟบ้าง เก็บโต๊ะบ้าง แต่ส่วนใหญ่ผมจะคอยดูแลทุกส่วนของร้าน โดยเฉพาะการคอยการตรวจสอบหน้าตาของอาหาร ว่าก่อนเสิร์ฟนั้นไหม้ไปไหม เละไปหรือเปล่า ถ้าไหม้หรือเละก็ต้องนำกลับไปทำใหม่”
เมื่อให้ปกรณ์เล่าถึงเรื่องราวในวัยเด็กของเขา เขายิ้มกว้างก่อนตอบอย่างว่า เขาเกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่ทำร้านอาหาร ทำให้เขาคุ้นชินเกี่ยวกับอาหารไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย
“ตอนเด็กๆ ผมได้เรียนรู้การทำอาหารจากคุณแม่ เพราะทุกวันอาทิตย์ ผมจะคอยช่วยคุณแม่ทำอาหารเพื่อต้อนรับแขกไปใครมา คุณแม่ไม่มีลูกสาว ก็เลยให้ผมไปช่วยในครัว แรกๆ ก็เบื่อ แต่ทำไปทำมาก็ชิน เวลาไปกินข้าวที่ไหน แม่ก็คอยถามว่าจานนี้ใส่อะไรบ้าง รสชาติเป็นอย่างไร ทำให้เราเป็นคนช่างสังเกตมาจนทุกวันนี้”
ช่วงที่ไปเรียนโทที่อังกฤษ ปกรณ์ก็ลงมือทำอาหารอยู่บ่อยครั้ง ทั้งกินเอง และมีคนขอร้องให้ทำ “เวลาอยากกินอาหารไทย อย่างผัดกะเพรา ผมก็ลงมือทำเอง รสชาติก็โอเคนะ (หัวเราะ) คนอื่นกินเขาก็ชม เวลามีปาร์ตี้ที่ห้อง รุ่นน้องก็ขอให้เราทำ เราก็พยายามครีเอตเมนูใหม่ๆ ซึ่งก็ทำมาเรื่อยๆ จนเรียนจบกลับเมืองไทย”
ถามว่า เขาเรียนทำอาหารอย่างจริงจังไหม ซื้อหนังสือทำอาหารมาเปิดกางแล้วลงมือทำอาหารหรือเปล่า คำตอบจากชายหนุ่มผู้นี้คือ เปล่าเลย อาศัยเพียงความจำและการครีเอตด้วยตัวเองล้วนๆ
“ไม่เคยซื้อหนังสือสอนทำอาหารมาทำนะครับ ผมมักจะครีเอตเอง บางครั้งคุณแม่ให้ช่วยหาเมนูแปลกๆ ใหม่ๆ เราก็เสาะแสวงหาจากการเป็นนักชิมตามร้านอาหารต่างๆ ก็คอยสังเกตจดและจำ แล้วเอามาลองทำด้วยรูปแบบของเรา ซึ่งพอทำบ่อยเข้าเราก็ได้ซึมซับจากตรงนี้ อย่างเมนูที่ร้าน ก็ครีเอตจากการซึมซับนี่แหละครับ”
ปกรณ์ เล่าว่า ประสบการณ์ชีวิตที่สำคัญ ที่ส่งผลต่อการทำอาหาร และบริหารจัดการร้านอาหารในทุกวันนี้ คือประสบการณ์การเป็นเด็กเสิร์ฟ ณ ร้านอาหารจีน ช่วงที่เราอยู่ที่ประเทศอังกฤษก่อนบินกลับมาเมืองไทย
“ถามว่าอยู่ที่โน่น ผมจำเป็นต้องทำงานมั้ย ก็ไม่จำเป็นนะ แต่ผมแค่อยากใช้เงินตัวเองในการเที่ยว หรือช็อปปิ้ง ผมเลยทำงานเพื่อจะได้เงินนั้นมา ผมเลยเลือกทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟ ซึ่งรายได้ดีนะ สนุกดีด้วย ผมว่าการเป็นเด็กเสิร์ฟมันช่วยทำให้ผมได้ลดอัตตาตัวตนลง และทำอะไรเพื่อคนอื่นมากขึ้น ทำให้เราได้รู้ว่าการทำงานกับคนเป็นยังไง พอทำงานเสิร์ฟไปสักพัก ผมก็ได้เข้าไปคลุกคลีในครัวบ้าง ก็ครูพักลักจำเรื่องวัตถุดิบอาหาร การบริหารจัดการร้าน และการบริหารจัดการคนจากตรงนั้น”
หากถามว่า ตลอดอายุ 29 ปี ที่เขาเกิดและเติบโต สิ่งที่เขาได้เรียนรู้ คือ ชีวิตมีหลายรสชาติ ซึ่งการเกิดมาเป็นคน ควรได้เรียนรู้ทุกแง่มุมของชีวิตเพื่อที่เวลาพบเจอปัญหา การเรียนรู้จะทำให้เราไม่ยึดติดในตัวตนของตัวเอง อันจะส่งผลให้เราสามารถข้ามผ่านปัญหาต่างๆ ไปได้ด้วยดี
“ผมมีหลักในการดำเนินชีวิต คือ ทำทุกอย่างให้สุด ทำงานให้สุด เที่ยวให้สุด ทำอะไรให้สุด ผมชอบลุยๆ ครับ ครึ่งๆ กลางๆ ไม่เป็น (หัวเราะ)” ปกรณ์ กล่าวปิดท้าย
ความสามารถพิเศษของปกรณ์ “ผมเป่าแซ็กโซโฟนได้ เปียโนได้ กีตาร์ได้ กลองชุดก็ได้ครับ เมื่อก่อนเคยมีวงดนตรี ทำร่วมกับเพื่อนๆ ซึ่งผมเคยทำเพลงกันเองไว้ด้วย 1 เพลง แต่ทำแล้วไม่ได้โปรโมตจริงจัง อัพโหลดลงในยูทูบแค่นั้น ชื่อเพลง ติด (Tid) เนื้อหาเกี่ยวกับอยู่ในรถช่วงรถติด แล้วดีใจที่มีเธออยู่ข้างๆ อะไรแบบนี้ครับ”
ยามว่างของปกรณ์ “ผมชอบปั่นจักรยานตอนนี้ผมปั่นเสือหมอบกับเสือภูเขา ปั่นไปทั่ว อยากปั่นไปไหนก็ไป ก็ผมมีกลุ่มที่ปั่นจักรยานเหมือนกัน กลุ่มของผมมักจะออกทริปอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเวลาเราปั่นไปไหนเราก็ดูแลกันดี จึงไม่ค่อยห่วงเรื่องอุบัติเหตุ เพราะเรามีวิธีการเซฟที่ดี ส่วนใหญ่จะปั่นช่วงกลางคืน ซึ่งตอนนี้ก็ปั่นจักรยานมาได้ปีหนึ่งละ”
ความรักของปกรณ์ “ตอนนี้ผมมีคนรู้ใจแล้วครับ ถึงเราทั้งคู่จะทำงานเยอะ แต่เราก็พยายามหาเวลาให้กับความรัก พยายามเคลียร์งานเพื่อมีเวลาให้กัน ถึงอยู่ไกลกัน เราก็พยายามใส่ใจในความเป็นไปของกันและกัน ส่วนเรื่องแต่งงาน ผมยังไม่ได้รีบนะ ที่บ้านก็ไม่ได้รีบ แค่อยากอุ้มหลานเท่านั้นเอง (หัวเราะ) ผมว่าผมยังไม่พร้อม ผมยังทำงานไม่สุด ก่อนแต่งงาน ผมขอทำงานให้สุด เพื่อที่เมื่อใช้ชีวิตได้แบบสุดๆ แล้ว จะได้แต่งงานอย่างสบายใจ”
วงการบันเทิงของปกรณ์ “เมื่อก่อนผมก็เคยถ่ายโฆษณา เคยเป็นพิธีกรรายการเวคคลับ ร่วมกับ เรย์ แมคโดนัลด์ แต่มันก็นานมาแล้วนะ พอไปเรียนต่อเมืองนอก และกลับมาแล้วทำธุรกิจเต็มตัว เลยไม่ได้ทำอะไรในวงการบันเทิงอีก นอกจากเป็นพิธีกรรายการสมาร์ทโฟกัส ช่องสมาร์ทเอสเอ็มอี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 25 ครับ”
สปาเกตตีเส้นดำสไปซีสควิด
ส่วนผสม
1 สปาเกตตีเส้นดำ 140 กรัม
2 ปลาหมึกหั่นแว่น
3 พริกหวาน 3 สี หั่นเป็นลูกเต๋า
4 พริกไทยสด
5 ใบสะระแหน่
6 ซอสมะเขือเทศ
7 ซอสทาบาสโก
เครื่องปรุง
1 พริกไทยดำ 1 ส่วน 4 ของช้อนชา
2 ผงอโรมาต 1 ช้อนชา
3 น้ำมันมะกอก
4 ไวน์ขาว
5 กระเทียมสับ
6 หอมสับ
วิธีทำซอสมะเขือเทศ
1.นำมะเขือเทศลูกที่ต้มจนสุกมาแกะเปลือก
2.ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทยดำ ผงอโรมาต ออริกาโน ใบกระวานให้คลุกเคล้ากัน
วิธีทำสปาเกตตีเส้นดำสไปซีควิด
1 เทน้ำมันมะกอกลงกระทะ ให้มีความร้อนนิดนึง เสร็จแล้วเอากระเทียมสับกับหัวหอมสับลงไป
2.ผัดจนกระเทียมและหัวหอมออกสีเหลืองๆ ใส่พริกไทยสดลงไป ผัดให้เข้ากัน
3.ใส่ปลาหมึกแว่นลงไป แล้วเหยาะไวน์ขาวลงไปเพื่อดับความคาวของปลาหมึก
4.ใส่พริกหวานลงไป ควรผัดพอประมาณ พริกหวานจะได้ไม่เหนียว
5.ใส่ซอสมะเขือเทศที่เตรียมไว้ ปรุงรสด้วยผงอโรมาต และพริกไทยดำ แล้วเหยาะซอสทาบาสโกลงไปประมาณ 5 หยดให้พอมีความเผ็ดบ้าง แล้วผัดให้เข้ากัน
6.นำสปาเกตตีเส้นดำที่ลวกน้ำร้อนแล้วเอามาผัดให้เข้ากัน แล้วใส่ใบสะระแหน่ลงไป เสร็จแล้วม้วนๆ จัดลงไปใส่จาน ตกแต่งหน้าจานให้สวยงาม







