
ธรรมเทศนา...ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๖ (ตอน ๑๐)
โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส
โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส
เพื่อให้ท่านทั้งหลายรู้ว่าการทำความดีนั้น ก็เหมือนการทำนา นาของใครก็นาของผู้นั้น เราจะไปไถนาชาวบ้านก็ไม่ได้ ต้องเอาวัวเอาควายไถนาทำนาในแปลงนาของเราเอง
นา ก็คือจิตของเรา ในพื้นที่จิตของเรา เราทำนาก็อาศัยสติควบคุม ทำการหมั่นพรวนดิน บำรุงปุ๋ย และปลูกกล้าลงไปในจิตของเรา ธรรมะก็คือต้นกล้าที่ดี หมั่นพรวนจนจิตเรานั้นสามารถรับธรรมะได้ ขยันหมั่นเพียรดูแลให้น้ำให้ปุ๋ยตลอด ก็จะเติบโตงอกงามขึ้น เมล็ดพันธุ์ของต้นโพธิก็ย่อมเกิดขึ้นในดวงจิตทุกๆ ดวง ที่หมั่นเพียร หมั่นประพฤติปฏิบัติอันถูกต้อง ถูกควร ฉะนั้นของใครของผู้นั้น ต้องทำ
เมื่อธรรมะเข้าถึงจิตถึงใจของท่านทั้งหลายแล้ว ไม่มีใครต้องมาสอนท่านทั้งหลายอีกแล้วว่า สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ เพราะธรรมะนั้นจะแสดงความศักดิ์สิทธิ์ให้เห็นความเหมาะ ความควร ความไม่ควร อยู่ในจิตของท่านทั้งหลาย ไม่ต้องมาห้ามว่า อย่าทะเลาะกัน อย่าอิจฉา หรืออย่าริษยา อย่าอย่างนั้นนะ อย่าอย่างนี้นะ ไม่ต้อง เพราะท่านจะสำนึกขึ้นมา และเกิดอำนาจหนึ่งขึ้นมาเลยว่า หิริ โอตตัปปะ เกรงกลัว สะดุ้งกลัวต่อบาปต่อกรรม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่ทุจริต จะไม่ทำ
ฉะนั้นการสร้างสรรค์สังคมด้วยธรรมะ จึงเป็นจริยธรรมที่ถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาอย่างมีระเบียบแบบแผนในสังคมไทยดั้งเดิม การที่หมู่ชนในแผ่นดินเดินทางมาประกอบคุณความดีโดยพร้อมเพรียงกัน โดยมิได้จ้างวาน จัดตั้ง หรือมีเจตนาอย่างอื่นแอบแฝง จึงควรแก่การอนุโมทนาอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก โดยเฉพาะในสังคมวัตถุนิยมแบบปัจจุบัน ดังนั้น ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจึงต้องสนับสนุน ต้องส่งเสริม ต้องหาวิธีการส่งเสริมให้คนรวมตัวทำความดีกัน มิใช่ว่าเมื่อคนมารวมตัวทำความดีกัน ก็หาวิธีการทำลาย ขัดขวาง สร้างระเบียบ สร้างกฎขึ้นมา ให้คนดีรวมตัวได้ยาก แต่พอคนชั่วรวมตัวกัน กลับไม่มีอำนาจ ไม่มีน้ำยาที่จะไปสลาย ไปยับยั้ง ไปควบคุม ถ้าเป็นอย่างนี้ บ้านเมืองพังทลายส่วนเดียว ยากที่จะเจริญวัฒนา...
คนดี หมดแรง คนชั่ว มีกำลังขึ้น มันเป็นวิถีแห่งความหายนะที่เกิดขึ้นในสังคมนั้นๆ ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นกับสังคมไทย ฉะนั้นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทุกชั้น ทุกบุคคล จึงต้องมีความสำนึกอันตรงกันว่า “ทำอย่างไรหนอ จึงจะให้คนในปกครองของเรา ให้ประชาชนในแผ่นดินของเรา ให้สังคมของเรานั้น กลับมาหาธรรมะ”
ที่ไหนที่รวมจิตรวมใจคนได้ดี สนับสนุนให้ทำถูกต้องตามระเบียบแบบแผน พึงทำเถิด เขามาทำความดีกัน ยากนักหนากับการทำความดี ยากนักหนากับการทำความดีที่ถูกต้องตามแบบแผนในพระพุทธศาสนา ยากนักหนาที่จะให้ยินดีกับการกระทำความดีนั้น ยากนักหนาที่จะให้บรรลุผลแห่งความดีที่กระทำ ที่ยินดีนั้น... จึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่ใครๆ จะกระทำได้ ถ้าทำกันได้จริงๆ สังคมคงสงบสุขกันไปนานแล้ว!!
แตกต่างตรงข้ามไปจากความชั่ว ซึ่งเพียงแค่ญาติโยมถอนสติ นั่งคุยกัน ความชั่วก็จะส่งเข้ามาทันที ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จนได้รับโทษ ทุกข์ ภัย ซึ่งเป็นธรรมดาของโลก เพราะโลกเป็นเครื่องหมายของความทุกข์ ขาดสติเมื่อไหร่ ก็ทันที รับอารมณ์ทั้งปวงเข้ามา ราคะ โทสะ โมหะ เพิ่มพูนทันที อกุศลวิตกเกิดขึ้นทันที จึงเป็นเรื่องไม่ยากเลยที่จะทำชั่ว แค่เพียงถอนสติออก ปล่อยปละละเลยจิต มันก็ไหลเข้าไปสู่วิถีแห่งความต่ำช้าสามานย์ ดุจดังสัตว์เดรัจฉานทันที ยิ่งกว่าเสียด้วยซ้ำในบางบุคคลทั้งหลาย
ฉะนั้นการทำความดีจึงเป็นเรื่องยากมากๆ ดังที่กล่าวไว้ว่า สิ่งที่ทำได้ยากที่สุด ก็คือ ความดี... ดุจดังการที่ปลาว่ายทวนน้ำ ซึ่งจะมีสักกี่ตัวที่สามารถแหวกว่ายทวนกระแสน้ำที่ไหลขึ้นไปได้ เพราะส่วนใหญ่จะตามน้ำ ซึ่งมีมากมาย แต่ปลาที่ไหลตามน้ำคือปลาตาย ส่วนปลาที่ว่ายทวนนั้นคือปลาเป็น ท่านทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน จะอยู่อย่างเป็นหรือจะอยู่อย่างตาย ก็ขึ้นอยู่กับมีธรรมะคุ้มครองรักษาจิตหรือไม่เป็นสำคัญ
ถ้าอยู่อย่างเป็น ก็ต้องมีธรรมะ ทวนกระแสโลก
ถ้าอยู่อย่างตายแล้ว ก็ไหลตามวิถีโลก เป็นไปตามเวร ตามกรรม
ซึ่งแน่นอน ก็ต้องพบความทุกข์ในวิถีธรรมแห่งโลก ที่ต้องเป็นเช่นนั้น อย่างไม่จบไม่สิ้น...
ทั้งนี้ เพราะท่านทั้งหลายได้ตายไปจากหลักธรรมคำสั่งสอนที่เป็นตัวธรรมะ
ตัวธรรมะแท้ๆ นี้ ถ้าเกิดขึ้นในดวงจิตของพวกเราทั้งหลายที่รวมตัวกัน สามัคคีกัน แม้จะเพียงจำนวนหลายๆ ร้อยคน ไม่เป็นพันคน ไม่เป็นหมื่นคน แต่ธรรมะทำให้เราไม่หวั่นไหว ไม่หวาดวิตก ไม่กังวล และกล้าหาญที่จะทำความดีอย่างองอาจ สง่า และสวยงาม บริสุทธิ์ ไม่กลัว เพราะธรรมะสอนให้เรารู้ว่า ความเป็นความตายมีอยู่ทุกขณะจิต มีอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก
พุทธะ รู้ พุทธะ ตื่น พุทธะ เบิกบาน
รู้อะไร รู้ว่า โลกนี้มีความเกิดดับ
ตื่น ตื่นจากความไม่รู้สิ่งนี้
เบิกบาน เพราะหมดความกลัว
เพราะอะไร เพราะมันตายอยู่แล้ว แต่เราจะไม่ตายจากความดี
เมื่อเรามั่นใจเช่นนี้ เราก็จะใช้ชีวิตอย่าง “พออยู่”
“พออยู่” ตามอัตภาพนี้ เพื่อทำความดี
“พอกิน” ตามอัตภาพนี้ เพื่อประกอบความดี
“พอเพียง” ตามอัตภาพนี้ เพราะไม่เบียดเบียนใคร
และสำคัญ คือ รู้จักความพอดี มีความพอใจในความพอดีนั้น จนเกิดความสุขใจ ซึ่งไม่ได้อยู่ที่ร่ำรวยหรือยากจน แต่อยู่ที่ความพอใจเป็นสำคัญ
อ่านต่อฉบับหน้า







