
ผู้แพ้...ที่ชนะใจคนดู
โดย รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คอลัมน์ครั้งนี้ส่งต้นฉบับก่อนวันสงกรานต์ในช่วงเดือน เม.ย. ที่ร้อนระอุ ซึ่งถ้าเดินตามถนนคงต้องเอามือหนึ่งประคองตับไว้ เพราะกลัวตับจะแลบออกมา ส่วนอีกมือหนึ่งต้องเอามือตะครุบปอด เพราะปอดอาจจะลอยยามเดินผ่านสี่แยกที่มีม็อบประจำการอยู่ เพราะกลัวลูกหลงจากมือที่สาม... หรือที่สี่...ที่ห้า...
บรรยากาศบ่จอยแบบนี้คงต้องขอคุยเรื่องบันเทิงๆ กันสักหน่อย สำหรับหลายท่านที่เก็บตัวอยู่กับบ้านดูโทรทัศน์หรือเป็นวัยรุ่นแฟนเพลงเวทีประกวด
“เดอะ สตาร์ ปีที่ 6” (The Star 6) คงกำลังลุ้นระทึกว่าเมื่อถึงสิ้นฤดูกาลแข่งขัน ใครหนอจะได้เป็นเดอะ สตาร์ คนต่อไปจากน้องแก้ม สาวเสียงดีที่เป็นแชมป์เมื่อปีกลาย โดยในปีนี้น้องสาวของแก้มก็คือ “เกต” หรือ จิณภัค เปียกลิ่น ได้มาร่วมประกวดด้วย แต่แล้วเธอก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันเมื่อผลโหวตจากทั่วประเทศออกมาได้คะแนนต่ำกว่านักร้องหนุ่มน้อยคนอื่นๆ 4 คน คือ ริท กัน เซน และโตโน่ผู้เขียนเริ่มติดตาม เดอะ สตาร์ ปี 6 ตั้งแต่ตอนแรกๆ ที่ถ่ายทอดให้เห็นว่าผู้สมัครแต่ละคนต้องมาร้องเพลงให้คณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยคุณเพชร คุณม้า และคุณโจ้ พิจารณาทั้งเสียงร้องและบุคลิกภาพโดยรวม กรรมการชุดนี้ทำงานกันมาเป็นปีที่ 6 แล้ว จึงมีความเชี่ยวชาญและสายตาที่แหลมคมในการมองว่าผู้สมัครแต่ละคนมีจุดเด่น จุดด้อย อย่างไร และนอกจากจะมีสายตาคมแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าแต่ละท่านก็มีวาจาคมกริบด้วย เวลาวิพากษ์วิจารณ์ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนก็เป็นแบบตรงไปตรงมา ไม่มีอ้อมค้อม ไม่มีการเลี้ยงไข้กัน ซึ่งก็ทำให้หนุ่มน้อยสาวน้อยทั้งหลายได้รับ
“ยาขม” ที่เป็นประโยชน์เสียตั้งแต่ต้นมือ และสามารถแก้ไขข้อบกพร่องได้ทันท่วงที ผู้เขียนเข้าใจว่ากรรมการทั้ง 3 ท่านที่ล้วนมีประสบการณ์ในแวดวงดนตรีและการบันเทิงมานานปี คงตระหนักดีว่าการจะอยู่รอดในวงการนี้ต้องพบเจอกับความท้าทาย การแข่งขัน และแรงกดดันอะไรบ้าง ท่านเหล่านั้นจึงสวมวิญญาณครูถือไม้เรียวฟาดเขี้ยวขวับเพื่อสร้างภูมิต้านทานให้แก่รุ่นน้องๆ ที่ใฝ่ฝันอยากเป็นดาว จะได้รู้ว่ากว่าจะเป็น “ดาว” ได้ต้องมีความแข็งแกร่งและความพร้อมอย่างไรและในขณะที่ชมกรรมการว่าสวมวิญญาณ
“ครู” ได้ดี ก็ขอชม “สปิริต” ของผู้เข้าแข่งขันทุกคนตั้งแต่รอบแรกๆ ที่แม้รู้ว่าต้องมา “แข่งขัน” กันบนเวทีนี้ แต่หนุ่มสาวทุกคนก็มีมิตรภาพให้แก่กัน มีความห่วงใยให้กันและกันมากเท่าที่คนไม่เคยรู้จักกันมาก่อนสามารถมีให้กันได้ เมื่อต้องมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันในเวลาไม่กี่สัปดาห์ขณะที่ผู้เขียนชมการถ่ายทอดรายการแข่งขันก็สังเกตเห็นว่า ผู้แข่งขันแต่ละคนได้พยายามทุ่มเทความพยายามอย่างมากในการร้องเพลง การแสดงออกซึ่งลีลาบนเวที การแต่งกาย การมีปฏิสัมพันธ์กับคนดู ซึ่งทักษะที่กล่าวมานี้ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะมีครบกันได้ง่ายๆ บางคนเสียงดี แต่จังหวะไม่ดี บางคนรู้เทคนิคมาก แต่ปฏิบัติตามทฤษฎีไม่ได้ บางคนร้องเก่ง แต่ลีลาไม่เร้าใจคนดูให้กรี๊ดสนั่น บางคนเสียงแค่พอไปได้ แต่แฟนคลับโหวตคะแนนให้ท่วมท้นประมาณว่า
“ชอบอ่ะ! มีอะไรรึเปล่า?” บางคนเสียงก็ดี หน้าตาก็ดี แต่ไม่มีเสน่ห์ ฯลฯแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา พอถึงเวลาฟังกรรมการให้คำวิจารณ์ ผู้เขียนรู้สึกเห็นใจผู้แข่งขันทุกคนที่ต้องมายืนรอฟังคำ
“พิพากษา” หน้าเวทีท่ามกลางธารกำนัลในสถานที่แข่งขันและผู้ชมโทรทัศน์ทั่วประเทศ ประมาณว่าใครหลุดทำอะไรไม่เข้าท่า คนทั่วประเทศก็ได้มารับรู้กันหมดว่า ผู้สมัครคนนั้นๆ ทำอะไรเฉิ่มเบ๊อะไปบ้าง คนที่มีน้ำใจนักกีฬาเท่านั้นจึงจะยอมรับคำติได้อย่างหน้าชื่นตาบาน หลายครั้งที่ผู้เขียนเห็นแววตาสลดและสีหน้าจืดๆ จ๋อยๆ ยามที่หนุ่มสาวเหล่านี้ได้รับคำวิจารณ์เชิงลบ แต่พวกเขาก็ยกมือไหว้ขอบคุณแล้วก็ยิ้มหวานบ้าง ยิ้มแห้งๆ บ้าง รับคำวิจารณ์นั้น และรับว่าตนผิดพลาดจริงๆ และในบรรดาผู้เข้าแข่งขันที่เจอคำวิจารณ์แง่ลบหนักกว่าเขาเพื่อนก็คือ “น้องเกรซ” หรือ นวกชมณ ชื่นครองธรรม สาวน้อยหน้าสวย รูปร่างดี ที่ความสามารถในการร้องและการแสดงบนเวทีไม่เข้าตากรรมการและแฟนเพลง ทุกครั้งที่ได้ฟังคำประกาศผลคะแนน และรับคำวิจารณ์ที่หนักหน่วง เกรซก็จะยิ้มหวาน...สู้เสมอ ไม่มีน้ำตา ไม่แสดงอารมณ์น้อยใจ เสียใจ ออกมาให้เห็น ผู้เขียนขอยกย่องในความเข้มแข็งของเกรซมากที่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา ดูเหมือนว่าเกรซจะชนะใจกรรมการและคนดูด้วยรอยยิ้มของเธอ วันสุดท้ายที่เธออยู่บนเวที คนดูปรบมือให้กึกก้องในความกล้าหาญของเธอ ผู้เขียนยังปรบมือให้หน้าจอทีวีเลย นับถือน้ำใจจริงๆถ้าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเรามีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย รู้จักรับว่าตนผิดแบบเยาวชนที่เข้าแข่งขันรายการ เดอะ สตาร์ สังคมของเราคงจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นกว่านี้นะคะ







