
พระอาจารย์บุญมา มหายโส (จบ)
นับตั้งแต่วันที่ท่านพระอาจารย์บุญมา มหายโส ได้รับโอวาทและรับมอบหมายวัดโพนแก้ว (พ.ศ. 2479) จากท่านพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล
นับตั้งแต่วันที่ท่านพระอาจารย์บุญมา มหายโส ได้รับโอวาทและรับมอบหมายวัดโพนแก้ว (พ.ศ. 2479) จากท่านพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล เป็นต้นมา ท่านพระอาจารย์ ก็ตั้งใจรักษาสิกขาวินัยโดยเคร่งครัด ปฏิบัติทางวิปัสสนากรรมฐาน ตามที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนไม่ย่อหย่อน อบรมพระภิกษุสามเณรที่เข้ามาบวชอยู่ในวัดนี้โดยไม่ให้ว่างเว้น กลางวันให้ไปศึกษาพระปริยัติธรรมและศึกษาชั้นสามัญที่วัดศรีเทพประดิษฐาราม เวลากลางคืนให้ศึกษาและอบรมปฏิบัติทางสมถวิปัสสนากรรมฐานไม่ให้อยู่ว่าง อบรมอุบาสกอุบาสิกาให้รู้หลักปฏิบัติสมถวิปัสสนากรรมฐานขั้นมูลฐาน และขั้นสูงตามลำดับอุปนิสัย ในระหว่างเข้าพรรษา ได้มีผู้ส่งบุตรหลานและข้าราชการลาเข้าอุปสมบทและบรรพชาอยู่ที่วัดนี้พรรษาละหลายรูป
ส่วนอุบาสกอุบาสิกาก็เข้าจำศีลรักษาอุโบสถปฏิบัติในทางสมถวิปัสสนากรรมฐานไม่น้อยกว่าตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป การปฏิบัติกิจวัตรของพระภิกษุสามเณรในวัดนี้มีการฉันอาหารในบาตรมื้อเดียว
ชาวจังหวัดนครพนมส่วนมากไม่เข้าใจการปฏิบัติต่อพระธุดงค์กรรมฐาน ไม่เข้าใจห่อของกับข้าวใส่บาตร คงใส่บาตรแต่ข้าว มีของหวานเป็นส่วนน้อย จึงมีโยมหรีด รัตนโกศล โยมตุ๊ สมิตยนต์ โยมทองพูล ศิริรัตน์ โยมรอด รัตนโกศล โยมเชื้อ จันทมุข โยมสุธรรมา รัตนโกศล โยมแม่กร ณ นครพนม โยมแม่บัว โยมแม่แวว โภชนะคง เป็นคนส่งปิ่นโตของฉันเป็นประจำ นอกจากนี้ส่งเป็นบางครั้งบางคราว ถึงวันพระก็ไปรวมกันถวายกัปปิยะจังหันและรีบศีลฟังเทศน์กันเป็นจำนวนมาก
ในด้านก่อสร้างพัฒนาการเสนาสนะกุฏิชั่วคราวที่มีผู้ศรัทธาตั้งแต่แรกที่พบอาจารย์เสาร์ กันตสีโล ทรุดโทรมลง ก็มีผู้ศรัทธาสร้างถวายแบบกึ่งถาวร พื้นฝากระดานมุงสังกะสี 2 ห้องมีระเบียงด้านหน้า ปลูกสร้างขึ้นด้านริมวัดทางทิศใต้ จากทิศตะวันออกเรียงกันทางทิศตะวันตกเป็นแถวเป็นระเบียบ เมื่อมีพระภิกษุสามเณรเข้ามาบรรพชาและอุปสมบทประจำอยู่มาก ก็ได้ก่อสร้างเพิ่มเติมขึ้นจากทางทิศเหนือเรียงไปทางทิศตะวันออกเรียงกันไปเป็นแถวเป็นระเบียบ รักษาสภาพป่าด้านหลังไว้ไม่ทำลาย การรักษาเขตวัดก็ได้ฝังหลักไม้แก่นขึงลวดหนามไว้เป็นเขต
ต่อมาถึง พ.ศ. 2491 ก็ได้ลงมือทำการก่อสร้างพระอุโบสถ โดยใช้กำลังพระเณรและญาติโยมผู้มีศรัทธา ขุดดินปั้นอิฐในบริเวณวัดตรงมุมวัดด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งยังเห็นเป็นหลุมอยู่จนบัดนี้ เมื่อปั้นอิฐเผาได้จำนวนเพียงพอแล้วก็ชักชวนญาติโยมพระภิกษุสามเณรออกไปจัดหาตัวไม้ และจัดการเลื่อยอยู่ที่ป่าเชดาใกล้เขตบ้านวังตามัว
โดยท่านพระอาจารย์บุญมา มหายโส เป็นผู้นำฝ่ายฆราวาส มี ร.ต.อ.หมื่น กณฑ์พิทักษ์ (เยสวัสดี) ข้าราชการบำนาญ และโยมเบ็ง ศรีบัณฑิตย์ เป็นผู้อุปถัมภ์จัดการบอกบุญจตุปัจจัยเสบียงอาหาร ชักชวนอุบาสกอุบาสิกาเป็นแม่ครัวประกอบอาหารถวายพระเณรและเลี้ยงดูผู้ที่ออกไปเลื่อยไม้อยู่ในป่า
เมื่อหาตัวไม้พอแก่การก่อสร้างแล้วก็ได้ตกลงจ้างเหมานายแมค จันดี เป็นนายช่างก่อ ส่วนหลังคาได้จ้างนายช่างคนไทยต่างหาก
ได้ลงมือก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2491 สร้างเสร็จ พ.ศ. 2493 และได้ขอพระราชทานที่วิสุงคามสีมา และประกอบพิธีผูกพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ. 2493 นามวัดโพนแก้ว ก็ได้เปลี่ยนเป็นวัดอรัญญิกาวาส ตั้งแต่วันขอพระราชทานที่วิสุงคามสีมา มาจนถึงวันนี้
พระพุทธรูปองค์ประธานประจำพระอุโบสถ นายหวล บุรชาติ เป็นผู้สร้างถวาย
เมื่อสร้างพระอุโบสถเสร็จแล้วก็ได้สร้างกำแพงแก้วรอบพระอุโบสถ และสร้างประตูซุ้มกำแพงแก้วล้อมรอบพระอุโบสถต่อมา ประตูตรงทางเข้าหน้าโบสถ์ทางทิศตะวันออกเป็นของสกุลปิติพัฒน์สร้างถวายอุทิศกุศลให้แก่บิดามารดาและญาติที่วายชนม์ไปแล้ว ประตูซุ้มกำแพงแก้วทางทิศใต้เป็นของคุณน้อย ปิติพัฒน์ บุตรภรรยาและบุตรเถ้าแก่ถ่ายสร้างถวายอุทิศกุศลให้แก่เก้าแก่ถ่ายบิดา ประตูซุ้มกำแพงแก้วโบสถ์ทางด้านทิศตะวันตกเป็นของโยมบุญยม กัณฑวงศ์ สร้างถวายอุทิศส่วนกุศลให้นายแดง กัณฑวงศ์ สามีที่วายชนม์ไปแล้ว สร้างถวายอุทิศส่วนกุศลให้คุณวาส สมิตยนต์ สามีและบิดามารดา ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว
เมื่อสร้างพระอุโบสถและกำแพงแก้วเสร็จแล้ว ก็พอดีศาลาการเปรียญที่สร้างขึ้นสมัยพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล มาประจำอยู่ที่วัดโพนแก้วชั้นแรกก็ชำรุดทรุดโทรม ไม่สามารถที่จะซ่อมแซมให้ใช้การได้ ก็ได้สร้างขึ้นใหม่เป็นแบบกึ่งถาวร เสาก่ออิฐวางคานต่อเสาไม้ พื้นฝากระดานหลังคามุงสังกะสี หลังคาทรงปั้นหยาสี่เหลี่ยมจัตุรัสรูปโดมสี่เหลี่ยม ยอดโดมเป็นรูปรังมดแดง โดยนายวาส สมิตยนต์ เป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างตลอดถึงบริจาคทุนสมทบการก่อสร้างจนเป็นผลสำเร็จ
การพัฒนาการวัดและก่อสร้างเสนาสนะได้ดำเนินการมาเรื่อยๆ เมื่อสร้างศาลาการเปรียญแล้วก็ได้ก่อสร้างกำแพงวัดทั้งทิศใต้และทิศตะวันตกค่อยทำค่อยไปตามกำลังปัจจัยที่มีผู้มาถวายทาน การก่อกำแพงตรงไหนที่พื้นดินราบเสมอกันก็ขุดรากถมรากและก่ออิฐขึ้นเป็นกำแพงสูง 2 เมตร ให้ได้ระดับเดียวกัน พื้นดินตอนใดต้องเทเสาหล่อคอนกรีตเสริมเหล็กระยะห่าง 3 เมตร เทเสาค้ำกลางผูกเหล็กหล่อคานรับอิฐที่จะก่อขึ้นไปให้ได้ระดับเดียวกัน สร้างกำแพงด้านทิศใต้และด้านทิศตะวันตกเสร็จแล้ว เริ่มก่อด้านทิศตะวันออกไปทางด้านทิศเหนือจนบรรจบมุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
พื้นที่วัดตรงมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่ติดต่อกับป่าช้าญวนที่เป็นบริเวณที่ตั้งสถานที่ทำการไฟฟ้าและชุมสายโทรศัพท์เวลานี้เดิมเป็นสวนร้างของคุณประดิษฐ์ นานนท์ กรมการเมืองสมัยเก่า เมื่อตั้งวัดป่าขึ้นแล้ว เจ้าของท่านก็ปวารณาถวายให้เป็นที่วัด ทางวัดก็ได้ล้อมรั้วลวดหนามไว้เป็นเขต ต่อมาทางวัดก็ได้ก่อเตาเผาศพขึ้นในที่ดินแปลงนี้ หลายปีต่อมาเห็นว่าเตาเผาศพตรงนี้ไม่สะดวกเพราะอยู่ห่างไกลศาลาอย่างหนึ่ง และเป็นที่ลุ่มชื้นแฉะ ถ้าเป็นฤดูฝนยิ่งเป็นการลำบาก ท่านพระอาจารย์บุญมา มหายโส เจ้าอาวาส กับคุณวาส สมิตยนต์ ผู้อุปถัมภ์วัด จึงได้ตกลงกันเข้ามาสร้างเตาเผาศพถาวรที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน โดยตกลงจ้างเหมานายไชยตันสังวรณ์ เป็นนายช่างก่อ ค่าก่อสร้าง 3.5 หมื่นบาท ทุนของวัด 5,000 บาท ครั้นเมื่อปี 2523 ได้สร้างใหม่อีกครั้งโดยทุนของวัดและศรัทธาญาติโยม สิ้นค่าก่อสร้างประมาณ 4 แสนบาท
ต่อมาสมัยนายหวล บุรชาติ เป็นนายกเทศมนตรีเมืองนครพนม ได้วางแผนผังตัดถนนริมวัดอรัญญิกาวาสทางทิศตะวันออก จากหมู่บ้านแขวงการทางไปบรรจบถนนนิตโย ทางหลวงแผ่นดินสายท่าด่านป่าไม้ไป จ.สกลนคร และตัดถนนซอยจากสายริมวัดอรัญญิกาวาสทางทิศตะวันออกไปบรรจบถนนจากถนนเฟื่องนครเข้าวัดอรัญญิกาวาส ที่ดินยังเหลือติดกับรั้ววัดอรัญญิกาวาสอยู่เล็กน้อย จะสร้างอาคารสถานที่อะไรก็ไม่พอ คุณหวล จึงปวารณาด้วยวาจายกที่ดินที่เหลืออยู่นี้ถวายให้เป็นของวัด ทางวัดจึงได้ถอนหลักรั้วออกมาฝังล้อมลวดหนามเป็นเขตไปจนถึงประตูถนนเข้ารั้วเขตวัดทางทิศตะวันออกกับทิศตะวันตกที่ติดกับที่นาท่านขุนอนุสรกรณี ก็ไม่ตรงกันลักลั่นกันอยู่
ที่วัดอรัญญิกาวาส ทางทิศเหนือจากประตูกำแพงวัดไปทางทิศตะวันตก จนสุดเขตวัด จำนวนเนื้อที่ดิน 300 ตารางวา เป็นของขุนอนุสรกรณี ยกถวายให้เป็นที่ของวัด ซึ่งทางวัดได้ปักหลักเขตล้อมรั้วไว้และก่อกำแพงล้อมวัดเรื่อยๆ ตลอดมาจนรอบบริบูรณ์ทั้งสี่ด้านจนทุกวันนี้
ต่อมาพระภิกษุสามเณรมีจำนวนมากขึ้น กุฏิที่มีอยู่แล้วไม่พอให้พระภิกษุสามเณรอาศัย พระอาจารย์บุญมา พระครูไพโรจน์ ปัญญาคุณ จึงได้บอกบุญขอร้องให้ผู้มีฐานะดีพอที่จะสร้างได้ พร้อมทั้งมีศรัทธา ให้ช่วยสร้างกุฏิถวาย โดยท่านจัดหาเครื่องวัสดุก่อสร้าง และหานายช่างมาก่อสร้างเองเป็นแบบก่อเสาวางคาน 2 ห้อง มีระเบียงด้านหน้า มุงสังกะสีพื้นฝาไม้กระดานทาสีฝาทางนอกทางใน ได้มีผู้ศรัทธาเป็นเจ้าของบริจาค ราคาก่อสร้างเท่ากับที่ทางวัดได้จ่ายไป รวมทั้งค่าอุปกรณ์ก่อสร้างและค่าแรงงานนายช่างทั้งหมด ได้กุฏิรวม 3 หลังเรียงจากทางทิศตะวันตกไปตะวันออกเป็นแถวแนวเดียวกันเป็นระเบียบ ส่วนด้านหลังกุฏิยังรักษาป่าไว้ไม่ได้ถากถางให้คงสภาพเดิมไว้
ต่อมาถึง พ.ศ. 2508 ศาลาการเปรียญที่ท่านพระอาจารย์บุญมา กับคุณวาส สมิตยนต์ สร้างขึ้นนั้นมีการชำรุดบางส่วน หลังคารั่วและรู้สึกว่าจะคับแคบ ทั้งไม่มีฝาล้อมรอบขอบชิด ไม่เป็นที่ปลอดภัยแก่ผู้มาพักรักษาอุโบสถในเวลาค่ำคืน
ท่านพระอาจารย์บุญมา จึงได้ปรึกษาหารือกับคุณสิงห์ทอง พัสดุแขวงการทางผู้มีความรู้ในทางแบบแปลนก่อสร้าง ตกลงรื้อถอนศาลาการเปรียญหลังเก่าสร้างใหม่โดยใช้ตัวไม้เก่าบ้าง สร้างแบบพื้นสูง
ฝาด้านทิศตะวันตกให้บานพลิก ด้านทิศตะวันออก ทิศเหนือ ทิศใต้ ชั้นล่างตีกระดานเกล็ดสูง 1 เมตร ต่อจากฝาเกล็ดขึ้นไปตีฝากระดานยืน มีบันไดขึ้นทางทิศเหนือและทิศใต้ มีฝาเหล็กยืดปิดใส่กุญแจแน่นหนา มีพื้นที่ศาลากว้างขวางมาก ใต้ถุนมีลูกกรงล้อมรอบและเทซีเมนต์ขัดพื้น เป็นที่เรียบร้อย ฝากั้นห้องเป็นที่เก็บพัสดุเครื่องใช้ ใต้ถุนด้านทิศตะวันตก 1 ห้อง แถวเสาสุดความกว้างของพื้นศาลา กว้าง 9 เมตร ยาว 11 เมตร การก่อสร้างได้จ้างช่างก่อสร้างเป็นตอนๆ โดยท่านพระครูไพโรจน์ และนายสิงห์ทอง เป็นผู้ควบคุมก่อสร้างจนเสร็จ ใช้ค่าก่อสร้าง 4 หมื่นบาท สร้างเสร็จในปีเดียว
ในระหว่างก่อสร้างศาลาการเปรียญ การก่อสร้างกำแพงล้อมรอบวัดต่อไม่หยุดยั้ง โดยค่อยๆทำ ตามจำนวนปัจจัยที่มีผู้ศรัทธาถวาย
ท่านพระครูไพโรจน์ได้ใช้ความอุตสาหวิริยะสร้างวัดอรัญญิกาวาสมาตั้งแต่ พ.ศ. 2497 สร้างกำแพงรอบวัดเสร็จเรียบร้อยเมื่อ พ.ศ. 2521 ประตูซุ้มกำแพงเข้าวัดทางทิศตะวันออกเป็นของสกุลวัฒนสุชาติ สร้างถวาย ประตูซุ้มกำแพงเข้าวัดทางทิศเหนือเป็นของท่านผู้ว่าราชการจังหวัด สมพร กลิ่นพงษา พร้อมด้วยข้าราชการ พ่อค้าคหบดีจังหวัดนครพนมร่วมกันสร้างถวายเมื่อ พ.ศ. 2521
รวมเวลาที่ท่านพระครูไพโรจน์ ได้ก่อสร้างพัฒนาการทางวัตถุธรรมมาแต่ พ.ศ. 2497 มาถึง พ.ศ. 2521 รวม 25 ปี เห็นมีความเจริญมาเท่าที่เห็นอยู่นี้ ส่วนทางคติธรรมนั้นจะได้ผลมากน้อยเพียงใดไม่สามารถทราบได้ เพราะเป็นนามธรรม







