
ก้มหน้าแชตไลน์
19 ล้านยูสเซอร์!! คือตัวเลขของผู้ใช้แอพพลิเคชันยอดฮิตอย่าง “LINE” หรือไลน์ ในประเทศไทย และไม่เพียงแต่ฮิตฮอตในประเทศไทยเท่านั้น
โดย...กองบรรณาธิการ
19 ล้านยูสเซอร์!! คือตัวเลขของผู้ใช้แอพพลิเคชันยอดฮิตอย่าง “LINE” หรือไลน์ ในประเทศไทย และไม่เพียงแต่ฮิตฮอตในประเทศไทยเท่านั้น แต่ไลน์ยังเป็นที่นิยมไปทั่วโลก เพราะนี่คือระบบปฏิบัติการสื่อสารระหว่างตัวบุคคลที่ถือว่าทันสมัย และตอบโจทย์ผู้คนทุกเพศวัยผ่านทางโลกออนไลน์บนมือถือสมาร์ทโฟน
ไม่ต้องสาธยายมากนักสำหรับไลน์ ว่าใช้งานอย่างไร และทำไมถึงฮิตกันนัก เพราะหากเพียงคุณขึ้นรถไฟฟ้า หรือระบบขนส่ง ไม่เว้นแต่จุดต่างๆ ทั่วไปในสังคม ก็จะเห็นผู้คนทั่วไป ทั้งหนุ่มสาว เด็กตัวน้อย หรือผู้ใหญ่วัยเกษียณ ต่างง่วนกับสมาร์ทโฟนของตัวเองอย่างเต็มที่ และทุกเครื่องจะต้องมีแอพนี้ติดเครื่องไว้อย่างแน่นอน
แต่ไลน์ยังเป็นที่ถกเถียงเมื่อตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือประกาศจะเข้ามามีบทบาทขอ “ควบคุม” การแชตผ่านทางไลน์ ด้วยเหตุผลต้องการควบคุมความมั่นคง
นั่นทำให้สังคมเกิดการตื่นไหวอย่างใหญ่ ต่างให้เหตุผลถึงความไม่เหมาะสม และอาจเลยเถิดไปถึงเรื่องการถูกคุกคามตามสิทธิของมนุษย์ด้วยกันเอง
ข้อดีของไลน์ใช่ว่าจะไม่มี มิฉะนั้นคงไม่นิยมใช้กันทั่วโลกถึง 230 ล้านคน แต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไลน์ก็เหมือนดาบสองคม หากใช้อย่างถูกวิธีก็จะเป็นคุณอนันต์ อย่างไรเสียในเมื่อทุกคนใช้กันเต็มบ้านเต็มเมือง ก็ต้องมีข้อดีอยู่ไม่น้อย ดังนั้นลองไปดูความเห็นของคนในสังคมกันว่า เขามองไลน์อย่างไรกันบ้าง
ใช่ว่าตำรวจเสมอไปจะมาควบคุมไลน์ แต่ตำรวจอีกซีก พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) หรือผู้การต๊ะ นายใหญ่ตำรวจจราจรเมืองกรุง ชูมือสนับสนุนว่า ไลน์มีประโยชน์
ผู้การต๊ะบอกว่าตัวเขาเองใช้แอพไลน์อยู่ทุกวัน โดยเฉพาะการสั่งงานผู้ใต้บังคับบัญชาในการบริหารจัดการการจราจรในพื้นที่เมืองกรุง ถือเป็นประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยม และยังใช้ตรวจสอบตำรวจที่อาจจะลักไก่ไม่ยอมไปปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย
“เช่นผมสั่งให้ถ่ายรูปการจราจรตรงแยกสีลมมาดูหน่อยว่าติดขัดอะไรบ้าง ลูกน้องก็จะถ่ายมาทันที เราก็จะบริหารจัดการ จะเปิดหรือปิดถนนเส้นใดเพื่อระบายรถได้บ้าง และหากไม่ถ่ายมา ก็แสดงว่าตำรวจไม่ประจำจุดตามที่สั่งการลงไป”
เหมือนจะง่ายทีเดียว แต่แน่นอนว่าการจะใช้แอพดังกล่าวก็ต้องมีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนไว้รองรับด้วย เรื่องนี้สำหรับตำรวจ บก.จร.ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะมีมือถือ “เครื่องกลาง” ไว้ใช้ปฏิบัติงานอยู่ทุกหน่วย ทุกกองกำกับการในสังกัด ยกตัวอย่าง หากตำรวจนายไหนมาเข้าเวร ก็จะมาใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนส่วนกลางมาใช้งานเพื่อติดต่อสื่อสารระหว่างกันผ่านไลน์ เรียกว่าเบี้ยวไม่ได้ และทุกนายต้องเรียนรู้จะใช้งานด้วย
พล.ต.ต.ปิยะ เล่าอีกว่า ไลน์ก็ถือว่ามีประโยชน์ เพราะสั่งการครั้งเดียวผ่านตัวอักษร ก็สามารถกำหนดผู้รับได้ว่าจะส่งต่อไปยังกี่คน ประหยัดเวลา จากเมื่อก่อนที่ต้องโทรศัพท์แจ้งเอา จะส่งร้อยคนก็กดครั้งเดียว จากเมื่อก่อนจะแจ้งร้อยคน ก็ต้องยกหูร้อยครั้ง ถือว่าร่นระยะเวลาปฏิบัติงานลงได้ และก็ยังติดตามการทำงานได้อย่างรวดเร็วทันใจ
“แน่นอนว่าหากเป็นความลับไม่เปิดเผยได้ เราก็จะ ว.5 ทางวิทยุ หรือทางโทรศัพท์พูดคุยกัน จะไม่แจ้งผ่านทางไลน์เด็ดขาด เพราะกันข้อมูลอาจจะรั่วไหลได้” ผบก.จร.ย้ำ
สอดรับกับตำรวจชุดสืบสวนจากกองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่บอกเช่นกันว่า ในทีมสืบจะใช้ไลน์นี่แหละ ตั้งกลุ่มสั่งการต่างๆ เพื่อหาเบาะแสไปถึงตัวคนร้ายให้ได้
“มันสื่อสารกันง่ายกว่า ส่งภาพหรือข้อมูลผ่านทางกลุ่มในไลน์ ก็ทำได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งในคดีสำคัญๆ ผู้บังคับบัญชาก็จะเข้ามาอยู่ในไลน์ด้วยเพื่อสั่งงานต่างๆ ทันที จากเมื่อก่อนที่จะใช้วิทยุสั่งการ ก็อาจเสี่ยงต่อการถูกดักฟังได้ ทั้งเรื่องยาเสพติดหรือในเรื่องคดี แต่ถ้าไลน์ก็จะป้องกันได้ในระดับหนึ่ง คนร้ายก็ไหวตัวยาก” นายตำรวจชุดสืบสวน เล่า
นอกจากนี้ในส่วนของตำรวจแล้ว เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ออกมาเปิดเผยผลสำรวจหัวข้อว่า “1 วันในชีวิตเด็กไทย” ในกลุ่มตัวอย่างประมาณ 3,000 คน ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พบข้อมูลที่น่าสนใจ คือ วงจรชีวิตของเด็กไทยใน 1 วัน สิ่งแรกที่เด็ก 51% ทำหลังตื่นนอน คือ การเช็กโทรศัพท์มือถือ สิ่งสุดท้ายที่เด็ก 35% ทำก่อนนอน คือ ใช้โทรศัพท์มือถือเล่นเฟซบุ๊กและไลน์
กรณีดังกล่าวจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย หรือผ่านแอพพลิเคชัน เข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันในกลุ่มวัยทีนอย่างยิ่ง
กวินภพ พันธุฤกษ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เล่าว่า เขาก็เป็นนักศึกษาอีกคนหนึ่งที่ใช้ไลน์ คุยกับเพื่อนๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงใช้ติดต่องานต่างๆ เพราะเห็นว่าเป็นช่องทางที่สะดวกกว่าสื่อหรือช่องทางอื่นๆ ที่เคยใช้ในอดีต เพียงแต่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตก็สามารถติดต่อพูดคุยสื่อสารกันได้ครบถ้วนตามที่ต้องการ
“ข้อดีของไลน์ ก็คือมันเป็นการเพิ่มช่องทางการสื่อสารในการติดต่อ เพราะสามารถใช้งานได้ง่าย มันช่วยย่นระยะทางให้คนได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ส่วนข้อเสีย คือ การที่เราพูดคุยกันทางไลน์มากขึ้น ทำให้การพูดคุยสื่อสารกัน ความสัมพันธ์ระหว่างคนเราห่างขึ้น คนเรามัวแต่ก้มหน้าก้มตาพิมพ์คุยไลน์ เริ่มไม่ค่อยพูดคุยโดยตรง บางครั้งก็ทำให้การสื่อสารผิดเพี้ยนไป”
ขณะที่ อังกูร ไชยปรีชาวิทย์ อดีตนายกสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า แม้เครื่องมือสื่อสารจะพัฒนาไปเพียงไร แต่ก็ยังเป็นเสมือนดาบสองคม เมื่ออยู่ในมือเยาวชนที่กำลังอยู่ในวัยเรียน เพราะหากใช้โดยไม่แบ่งเวลา ไม่รู้จักกาลเทศะ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็อาจกลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เบียดบังเวลาและรบกวนสมาธิในการเรียนได้โดยง่าย
“ในกรุงเทพฯ นั้นรถติด และใช้เวลาเดินทางไปเรียนในแต่ละวันไปมาก เราอาจจะใช้ไลน์เพื่อสื่อสารกันระหว่างนั้นเพื่อชดเชยช่วงเวลาที่เสียไปนี้ แต่ไลน์หรืออะไรก็ตามอาจจะไม่มีประโยชน์หรืออาจจะเป็นโทษด้วยซ้ำไป สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรใช้เมื่อไหร่ควรปิด” อดีตนายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ ให้ความเห็น
ไลน์ก็เข้าไปสู่ทุกวงการ รวมถึงวงการบันเทิง ที่ดาราดังๆ หลายคนก็ต้องนิยมใช้เช่นกัน
ไม้วฤษฎิ์ ศิริสันธนะ พระเอกมาดเข้มจากละคร ผู้ดีอีสาน และในม่านเมฆ บอกว่า ไลน์ สำหรับตัวเขาก็มีประโยชน์ไม่น้อย ด้วยอาชีพที่เป็นนักแสดง ก็ต้องมีไว้เพื่อใช้ติดต่องาน และครอบครัว
“ผมใช้ไลน์ไว้ใช้คุยกับเพื่อนครับ ด้วยอาชีพเราไม่มีเวลารับโทรศัพท์ ผมบอกเพื่อนทุกคนเลยว่า มีอะไรไลน์อย่างเดียว อย่าโทร จะได้มีสมาธิในการท่องบทในการทำงานด้วย เพราะพอผมว่างผมก็เช็กไลน์ตลอด เลิกกองผมก็มาตอบ มีคุยกับแฟนคลับด้วย ก็ตั้งกรุ๊ปขึ้นมา ผมว่าการสื่อสารทางนี้ดีมีประโยชน์ เพราะสามารถฝากข้อความทิ้งไว้ได้ ไม่เสียตังค์ คุยพร้อมกันได้หลายคน”
ไม้ บอกอีกว่า อย่างในการทำงาน ผู้จัดการส่วนตัวก็ส่งตารางงานมาบอกผ่านไลน์ ซึ่งสะดวกดี และมั่นใจว่าเวลาใช้ไลน์ ส่วนตัวไม่มีอะไรเสื่อมเสียแน่นอน อีกทั้งเพราะผมเรียนวิศวะไฟฟ้าสื่อสารมา ทุกครั้งที่เรากดอะไรไปมันค้างอยู่ในเครื่องแน่นอน ถ้าลบไม่เป็น ซึ่งคนส่วนใหญ่ลบไม่เป็นแค่กดดีลีท พอเอาเครื่องไปซ่อมจึงมีภาพหลุดออกมากันได้ ดังนั้นคุยล่อแหลม หรืออะไรที่ไม่ดี ผมไม่ทำไรแบบนี้แน่นอน อยากจะบอกว่าข้อมูลทุกอย่างส่งไปอย่าคิดว่าเป็นส่วนตัว ส่งไปทางไลน์ เราก็ไม่รู้ว่าทางนั้นเขาจะแคปหน้าจอหรือเปล่า ทำอะไรทำให้ถูกเองดีกว่า อย่าทำอะไรที่ไม่ดี
สอดรับกับนักร้องมาดเซอร์ และอินดี้ตัวยงอย่าง ปาล์มมี่อีฟ ปานเจริญ ที่ดูเหมือนเจ้าตัวจะบอกปัดพวกเทคโนโลยีพอสมควร แต่สำหรับไลน์ กลับต้องดึงเธอให้หันมาสนใจด้วย
“มี่เพิ่งเล่นไลน์ได้ประมาณ 6 เดือนค่ะ มันเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากค่ะสำหรับมี่ เพราะปกติมี่ไม่ใช่คนสนใจเรื่องพรรค์นี้เท่าไหร่ ไม่ใช่แอนตี้นะคะ แต่ไม่เห็นความสำคัญมากกว่า ในเมื่อโลกก้าวไปข้างหน้า ถ้ามี่ยังขืนยืนกรานจะไม่ใช้ มี่ก็ต้องเหนื่อย มี่ว่าถ้ามองประโยชน์มันออกมันก็จะเป็นเครื่องมือหรือช่องทางที่ทำให้ชีวิตสะดวกสบายมากๆ”
ปาล์มมี่ ย้ำอีกว่า ตอนนี้ไลน์คือสิ่งที่เยี่ยมที่สุดในชีวิต แค่มีสติกเกอร์นี่ก็คุ้มสุดคุ้มแล้วค่ะ (หัวเราะ) มากกว่านั้นมี่ก็คุยเรื่องงาน หรือสั่งทำเสื้อ ให้พี่ถ่ายรูปตัวอย่างมาให้ดู ไม่ชอบก็สั่งแก้ผ่านทางไลน์นี่แหละค่ะ มันง่ายและสะดวก
“แต่อีกมุมหนึ่งใครที่ใช้ไลน์ในทางที่ผิด หรือสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ทำให้คนอื่นเสียความรู้สึก มี่ว่าก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ ไม่น่ารักเลย ในเมื่อเราพร้อมใจกันที่จะสร้างสังคมไลน์ขึ้นมา เราก็ต้องทำให้มันน่าอยู่สิ จะสร้างมันขึ้นมาแล้วก็ค่อยๆ ทำลายมันลงทำไม
“ส่วนเรื่องที่ว่าจะมีการควบคุมการเล่นไลน์ มี่ว่าเป็นเรื่องที่บ้าสุดๆ แล้วละ ควรไปใส่ใจเรื่องอื่นดีมั้ย เพราะยังมีเรื่องมากมายในประเทศนี้ให้ต้องแก้ไข หรือร่วมแรงร่วมใจกันทำ ถ้าคิดว่าชาติจะถูกบ่อนทำลายเพราะไลน์ มี่คิดว่าชาติถูกบ่อนทำลายก่อนที่ไลน์จะมาด้วยซ้ำ”
ด้าน อัทธ์อังค์กูณฑ์ ธนาทรัพย์เจริญ นักร้องวงเยสเซอร์เดย์ส บอกว่า ใช้ไลน์ แต่ไม่ได้ไลน์กับใครพร่ำเพรื่อเพราะคิดว่าไลน์น่าจะเป็นพื้นที่ส่วนตัว ต่างจากอินสตาแกรม
“ข้อดีของมันคือสามารถส่งตัวการ์ตูนน่ารักๆ ที่บอกอารมณ์ความรู้สึกถึงกันได้ มันทำให้ตัวการ์ตูนสร้างความรื่นรมย์ให้เราได้นะ บางทีไม่ต้องพิมพ์ข้อความอะไรมา ส่งแค่ตัวการ์ตูนที่บอกอารมณ์ความรู้สึก ณ ขณะนั้น เราเห็น เราก็เข้าใจ ขำไปด้วย ถ้ามาแนวต๊องๆ”
“อย่างที่มีคนมาตรวจสอบการใช้ไลน์ของเรา ผมว่าถ้ามาตรวจสอบพร่ำเพรื่อ มันก็ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้ บางคนคุยกันเรื่องความลับ แล้วมาตรวจสอบ ก็ไม่ดีนะ”







