posttoday
ใครว่าการกดไลค์... มันก็แค่กดไลค์

ใครว่าการกดไลค์... มันก็แค่กดไลค์

29 สิงหาคม 2556

ถ้าผลงานวิจัยชิ้นหนึ่ง เผยว่า การกดไลค์ในเฟซบุ๊กมันไม่ใช่แค่เรื่องกดไลค์ไปวันๆ

โดย...ตุลย์ จตุรภัทร

ถ้าผลงานวิจัยชิ้นหนึ่ง เผยว่า การกดไลค์ในเฟซบุ๊กมันไม่ใช่แค่เรื่องกดไลค์ไปวันๆ แต่มันเป็นการประกาศให้โลกรู้ว่า เรามีแนวคิดทางการเมืองแบบใด เลือกที่จะอยู่ฝ่ายไหน เพศสภาพหรือรสนิยมทางเพศเราเป็นยังไง รสนิยมการดูหนังฟังเพลง หรือแม้กระทั่งการอ่านหนังสือของเราเป็นแบบใด เครื่องดื่มที่เราชอบ ที่เที่ยวที่เราไป ดื่มเหล้าไหม เสพยาเสพติดหรือเปล่า หรือมีเซ็กซ์แบบใด น่ากลัวนะ ถ้าข้อมูลการกดไลค์ของเราจะไปเอื้อประโยชน์ต่อคนกลุ่มหนึ่งอย่างที่เรามิอาจคาดเดาได้

สถานการณ์

“แม็ค” เป็นเกย์ที่ไม่เปิดเผยตัวตนในที่ทำงาน แต่เขามักได้ยินเสียงซุบซิบกันในที่ทำงานว่าเขาเป็นอย่างนั้น เขาทำอย่างนี้ ร้ายแรงจนกระทั่งมีคนเมาท์ว่าเขาเป็นขาเที่ยวกลางคืน โดยเฉพาะที่เที่ยวเฉพาะกลุ่ม และมีเซ็กซ์แบบวัน ไนต์ สแตนด์ ซึ่งเขาสงสัยว่า ทำไมคนถึงเมาท์ได้แบบไม่มีความจริงอยู่ในนั้นเลย ทั้งๆ ที่เขาก็ไม่ได้ไปทำอะไรอย่างนั้น

ยิ่งนานวันคนยิ่งเมาท์เกี่ยวกับตัวเขาไปต่างๆ นานา จนสร้างความอึดอัดใจให้เขามากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มไม่สนุกกับการทำงาน เริ่มไม่อยากมาทำงาน เริ่มเก็บตัวเงียบไม่สุงสิงกับใคร จนในที่สุดเขาถึงได้รู้ความจริงว่า ที่คนเมาท์เขาไปต่างๆ นานา เป็นเพราะการกดไลค์ตามแฟนเพจต่างๆ ที่เข้าข่าย หรือบุคคลต้องสงสัยที่เขาไปกดไลค์ให้ในแต่ละวันนั่นเอง

ทางออก

เราต้องพยายามเปิดเผย และไม่เปิดเผยข้อมูลของตัวเราเองต่อสาธารณะ อย่าปล่อยให้การกดไลค์ไปวันๆ ของเรา ทำให้ใครต่อใครรู้อะไรเกี่ยวกับเรามากจนเกินงาม แม้การกดไลค์จะเป็นสิทธิเสรีภาพที่เราพึงกระทำได้ แต่มันก็เอื้อประโยชน์ให้คนที่ไม่หวังดีต่อเรา หรือแม้กระทั่งกลุ่มคนที่เอาข้อมูลการกดไลค์ของเราไปทำการตลาดเพื่อสร้างเม็ดเงินให้องค์กรของเขา โดยที่เราไม่รู้ตัว

ต่อไปนี้เวลาจะกดไลค์อะไร ถ้าไม่อยากให้ใครรู้อะไรเกี่ยวกับเรา ก็จงคิดก่อนคลิก คิดก่อนกดไลค์ นี่ไม่ใช่การบอกว่า จงไม่เป็นตัวของตัวเอง จงเสแสร้งแกล้งทำ จงสร้างภาพด้วยการกดไลค์กับอะไรที่ไม่ใช่ตัวเอง แต่กดไลค์เพื่อให้สังคมยอมรับ เปล่าเลย มันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แต่มันหมายความว่า ถ้าอะไรที่กดไลค์ไปแล้ว จะเป็นภัยต่อตัวเอง ก็ไม่ต้องกด ให้เรา “กดไลค์ไว้ในใจก็พอ” อย่าลืมว่า ที่สาธารณะคือที่สว่าง เมื่อเราอยู่ในที่สว่าง (โดยเฉพาะสว่างมากจนเกินไป) เราไม่รู้หรอกว่า มีใครอยู่ในที่มืดบ้าง และคนในที่มืด เขาคิดยังไงกับเรา เขาทำอะไรกับเรา ซึ่งตรงนี้แหละ คือสิ่งที่เราต้องระวังให้มากที่สุด

Ask the Expert

Q : อยากช่วยลูกๆ เรียนรู้ทางด้านภาษาจะทำอย่างไรได้บ้าง

A : ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันพัฒนาเด็กอินไซต์คิดส์ (www.insightkids.co.th) แนะนำว่าการช่วยเด็กๆ ฝึกภาษา ควรเริ่มจากตัวคุณพ่อคุณแม่เองที่จะต้องสอนเริ่มจากพื้นฐานการออกเสียงต่างๆ ทั้งพยัญชนะและสระ โดยคุณพ่อคุณแม่ออกเสียงและให้ลูกๆ เห็นท่าของปากที่ออกเสียงนั้น จากนั้นคือการ “Labeling Play” คือการที่คุณพ่อคุณแม่เรียกชื่อคำนาม หรือกริยาที่เป็นจุดสนใจของลูก หลังจากนั้นเมื่อเด็กๆ โตขึ้นควรพยายามเพิ่มคำศัพท์ใหม่ๆ ที่ยากขึ้นในการคุยกับลูก นอกจากนี้ หนังสือนิทานเป็นสื่อทางภาษาที่ดีที่จะเพิ่มประสบการณ์การออกเสียง คำศัพท์ และความรู้ใหม่ๆ ให้กับเด็กๆ และสุดท้าย คุณพ่อคุณแม่ควรชวนลูกๆ คุยด้วยการถามคำถามให้เด็กๆ เล่าประสบการณ์ที่เจอในแต่ละวันเด็กๆ ก็จะมีพัฒนาการด้านการพูดที่ถูกต้องและชัดเจนได้เอง

He Said/She Said

เอพนักงานบริษัท

“ผมว่าผู้ชายส่วนใหญ่ชอบผู้หญิงอ่อนหวาน แต่ไม่อ่อนไหวนะ ผมชอบมุมหวานๆ กุ๊กกิ๊กๆ ของเธอ ดูแล้วมีเสน่ห์ กับสาวห้าวนี่ดูไม่ค่อยเข้ากันเลยนะครับกับผม”

ออมพนักงานบริษัท

“ชอบหนุ่มลุยๆ ไปไหนไปกัน ไม่เรื่องมาก ดูแลเราได้ อย่างไงดีล่ะ คือจะชอบผู้ชายที่เป็นเพื่อนมากกว่าจะมาเป็นเจ้าของอยู่ด้วยแล้วสบายใจดีค่ะ

Quote

“ยิ่งไปวุ่นวายกังวลว่า ฉันจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ทำให้ฉันยิ่งกังวลใจ ฉันก็เลยไปคิดเรื่องที่ว่าฉันจะรู้สึกอย่างไรในตอนนี้ ทำให้รู้สึกโล่งกายสบายใจกว่ากันเยอะ อย่างนั่งนึกถึงเรื่องราววัยเด็กทำให้ฉันมีความสุขมากๆ แต่พอเริ่มคิดเรื่องทำให้ผมสลวยสวยเก๋เท่านั้นก็เริ่มปวดหัวแล้ว”

แอล แมคเฟอร์สัน ซูเปอร์โมเดล

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท