
ความสนุกนอกห้องเรียน
โดย...หนูดีวนิษา เรซ&
โดย...หนูดีวนิษา เรซ&<2288;
การเป็นนักเรียนในมหาวิทยาลัยที่ดี ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และยิ่งถ้าอยากเรียนจบด้วยเกรดดีๆ เป็นที่ต้องการของเหล่าบริษัทดีๆ ที่เตรียมรับเราเข้าทำงาน ยิ่งไม่ง่ายเข้าไปใหญ่
การเปลี่ยนชีวิตจากการเป็นนักเรียนมัธยม เข้าสู่โลกมหาวิทยาลัย เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ไม่ธรรมดาเลย เพราะเราจะก้าวออกจากโลกเล็กๆ ที่กฎเกณฑ์ชัดเจน เข้าสู่โลกใบใหญ่ที่มีอิสระมหาศาล
เราจะรับมือได้ไหม
ลำพังการรับมือโลกในห้องเรียนก็ว่ายากแล้ว แต่การรับมือกับโลกนอกห้องเรียน ยิ่งยากเข้าไปใหญ่
ความลับหนึ่ง ของการใช้ชีวิตนักเรียนในมหาวิทยาลัยให้สนุก คือ การที่เรารู้ว่า โลกนอกห้องเรียนในมหาวิทยาลัยของเรา มีอะไรรอเราอยู่บ้าง และเราจะใช้ประโยชน์จากโลกนอกห้องเรียนให้มากที่สุดได้อย่างไร
ทำไมหนูดีถึงอยากเล่าถึงโลกนอกห้องเรียน ก็เพราะว่าเวลาที่เราสมัครเข้ามหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะนึกถึงโลกในห้องเรียนก่อนเสมอ เราจะต้องเรียนอะไร วิชาไหน ใครสอน ให้เกรดยากไหม มีเรียนกี่โมง เช้าหรือบ่าย เราจะต้องท่องหนังสือมากแค่ไหน อาจารย์ดุไหม ฯลฯ
ชีวิตนอกห้องเรียน เลยกลายเป็นเรื่องรองลงมา
แต่เชื่อไหมคะว่า หากเรารู้จักที่จะจัดวาง “ชีวิตนอกห้องเรียน” ของเราให้ดี เราจะมีชีวิต 4 ปี ในมหาวิทยาลัยที่มีความสุขมากๆ และสิ่งนี้อาจจะช่วยให้เราเรียนจบได้ตรงเวลา โดยไม่ต้องย้ายมหาวิทยาลัยอีกด้วย
ทันทีที่มีการเปลี่ยนผ่านจากโลกของนักเรียนมัธยม เข้าสู่โลกของนักเรียนในมหาวิทยาลัย โลกทั้งโลกของเราก็เหมือนจะพลิกตีลังกาทันที จากที่เราเรียนตลอดทั้งวัน เช้าถึงบ่าย ไม่เว้นว่าง มีครูคอยตามเราเข้าห้องเรียน ถ้าเราโดด ก็มีคนตาม ถ้าเราไม่ส่งการบ้าน ก็โดนดุ ตอนนั้นเราอาจรำคาญมากๆ
แต่เชื่อเถอะค่ะ อิสรภาพที่ไม่มีใครตามเราให้เข้าห้องเรียน การที่เราลงทะเบียนวิชาต่างๆ แค่ไม่กี่ชั่วโมงใน 1 วัน มันทำให้เรารู้สึกโล่งและอิสระก็จริง แต่ทราบไหมคะว่า นี่คือเหตุผลหลักอันหนึ่งที่ทำให้เด็กจำนวนมากถูกรีไทร์ในปีหนึ่ง และเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย
พวกเขา บริหารเวลาและอิสรภาพไม่เป็น
เด็กกลุ่มนี้ไม่ใช่เด็กโง่ ไม่ได้ฉลาดน้อยไปกว่าคนที่เรียนจบด้วยเกียรตินิยม
ปัญหาคือ เขารับมือกับเวลาว่างๆ ไม่เป็น ก็เลยนำไปใช้ในทางที่ผิด นำไปเล่น ไปเที่ยว โดยไม่เกิดประโยชน์อะไร
ในที่สุด ก็โยนเวลาของชีวิตทิ้งไปเป็นปีๆ แล้วต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ที่อีกสถาบันหนึ่ง เสียเพื่อน เสียเวลา และเสียหน้า
แต่ก่อนที่จะพูดถึงการรับผิดชอบตัวเองในห้องเรียน หนูดีขอพูดถึงเรื่องสนุกๆ ก่อน นั่นก็คือ แล้วนอกจากห้องเรียนล่ะ มหาวิทยาลัยมีอะไรเจ๋งๆ ให้เราทำกับชีวิตนอกห้องเรียนบ้าง เวลาและกิจกรรมส่วนใหญ่ของเรา ก็เกิดขึ้นนอกห้องเรียนนี่ล่ะ
เราจะเป็นเด็กซิ่ว หรือเด็กเกียรตินิยม ก็ขึ้นกับว่านอกห้องเรียนเราทำอะไร
ทราบไหมคะว่า เด็กฉลาดๆ จำนวนมาก หางานเกรดเอ ในตำแหน่งที่ใครๆ อยากแย่งกันสมัคร ได้ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนปีสองปีสาม พวกเขาไม่ปล่อยเวลาเปล่าประโยชน์ แต่พยายามสร้างคอนเนกชันให้มากที่สุด มีทั้งที่ไปอาสาสมัคร ไปฝึกงาน ไปร่วมกิจกรรมที่มีนายจ้างดีๆ เก่งๆ มาร่วมงานด้วย อีกทั้งยังทำนามบัตรตัวเองไว้ เพื่อยื่นแลกกับวิทยากรชื่อดัง เจ้าของบริษัทต่างๆ ที่มาบรรยายให้นักศึกษาฟังที่มหาวิทยาลัย เพราะในฐานะนักศึกษาแล้ว เรามีโอกาสได้พบคนมีคุณภาพ เหมาะเป็นว่าที่นายจ้างมากมาย
เวลาว่างของเรา แทนที่จะใช้ดูทีวีให้หมดไปเปล่าๆ ลองนึกดูสิคะ หนังสือพิมพ์ของมหาวิทยาลัยก็ต้องการนักเขียน รายการวิทยุของมหาวิทยาลัยก็ต้องการดีเจ แถมถ้ามีรายการโทรทัศน์ในสถาบัน ก็แน่นอนว่า เขาย่อมต้องการคนเขียนสคริปต์ คนถ่ายวิดีโอ และพิธีกร สิ่งเหล่านี้ นอกจากจะเป็นกิจกรรมที่สนุกแล้ว ยังดูดีมากๆ ใน Resume ของเรา เมื่อเราเรียนจบและต้องไปยื่นใบสมัครงานด้วย
อีกสิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้จริงๆ ในชีวิตนักศึกษา คือ การไปลงทะเบียนเรียนวิชาที่ไม่เกี่ยวกับการจบมหาวิทยาลัยของเราเลย พูดง่ายๆ ว่า ไปเรียนวิชาที่ไม่ใช่เอกของเรา ซึ่งบางคนบอกว่า “เสียเวลา”
เปล่านะคะ วิชาเหล่านี้ นับเป็น “วิชาเลือก” ได้ และมันจะเปิดโลกของเราให้ไปได้ไกลกว่า แค่วิชาเอกที่เราต้องหมกมุ่นด้วยอยู่แล้วตลอด 4 ปีเต็มๆ
ลองไปลงทะเบียนวิชาถ่ายภาพ ทำหนังสั้น วิชาความคิดสร้างสรรค์ วิชาเกี่ยวกับแมลง เกี่ยวกับดวงดาว ฯลฯ ลองเอาสมุดลงทะเบียนมาเปิดดูค่ะว่า เรามีตัวเลือกอะไรบ้าง
ตอนที่หนูดีลองทำนั้น บอกเลยว่า มันเปลี่ยนโลกของหนูดีไปเลย วิชาที่ลงตอนปริญญาโท เป็นเรื่อง “จิตวิทยาเชิงบวก” และตอนปริญญาตรี หนูดีไปเรียน “การศึกษาโครงกระดูก” ซึ่งไม่ต้องเรียนก็จบได้ แต่หนูดีอยากรู้ อยากลอง
สิ่งที่ได้ คือ ความคิดใหม่ๆ แนวคิดที่เราไม่มีวันพบเจอในคณะของตัวเอง รวมถึงเพื่อนใหม่ๆ ที่เราคงไม่ได้รู้จักกันหากไม่เรียนวิชานี้ นี่เป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตนักศึกษา
สิ่งที่หนูดีอยากบอก ก็คือ
อย่าคิดว่า มหาวิทยาลัยมีแค่ในห้องเรียน
แต่โลกนอกห้องเรียน ก็สนุกมากเหมือนกัน หากเราดูแลทั้งสองโลกนี้ให้ดี เราจะพบว่า มันเหมือนเราได้รับ 2 ปริญญาพร้อมๆ กัน
คือปริญญาที่มหาวิทยาลัยออกให้
กับปริญญาชีวิต ที่เราออกให้ตัวเอง ในวันที่เราเรียนจบเช่นกัน
เพราะหากเรารับมือชีวิตนอกห้องเรียนใน 4 ปีนี้ได้เป็นอย่างดี เราจะรับมือชีวิตของเราในโลกของการทำงานได้ไปจนตลอดชีวิตของเรา
ขอให้สนุกกับชีวิตคนเก่งเรียน ทั้งในและนอกห้องเรียนค่ะ







