
พระอรหันต์อยู่ไหน
น้ำหยดสุดท้าย...ทำยังไงหนอ เราจะสามารถอยู่กับปัจจุบันขณะ เพื่อหลุดออกมาจากความคิดได้
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
น้ำหยดสุดท้าย...
ทำยังไงหนอ เราจะสามารถอยู่กับปัจจุบันขณะ เพื่อหลุดออกมาจากความคิดได้
หมั่นเติมการเจริญสติลงไปในชีวิตประจำวัน ทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว ให้พยายามรู้ และในการพยายามรู้อย่าไปเครียด
ถ้าโยมสังเกต โยมจะเห็นว่า อาตมามีงานเยอะมาก โยมมักจะถามว่า อาตมาเอาเวลาไหนมาปฏิบัติ อาตมาก็ตอบว่า ชีวิตอยู่ไหนก็ปฏิบัติที่นั่น ปฏิบัติตอนมีชีวิต
บางครั้งที่อาตมาจัดคอร์สภาวนาอย่างนี้ อาตมาปฏิบัติไปพร้อมๆ กับพวกเรา
มีอยู่คืนหนึ่ง อาตมานอนตอนตี 1 แล้วอาตมาก็ฝันว่าอาตมากำลังดูความคิดอยู่ แล้วตื่นมาตอนตี 4 ตื่นก่อนระฆัง ปรากฏว่าการดูความคิดในฝันกับการดูความคิดในขณะตื่น มันต่อเป็นเรื่องเดียวกัน พอจิตดวงแรกตื่นปั๊บเข้าสู่โหมดการปฏิบัติทันที นี่คือการปฏิบัติต่อเนื่อง แม้กระทั่งในฝัน ยังฝันว่าปฏิบัติ พอตื่นขึ้นมาอาตมาก็ดูจิตต่อเลย
โยมบางคนก็ถามว่าท่านไปเข้าคอร์สบ้างมั้ย เขาเป็นนักปฏิบัตินะ ปฏิบัติมาเป็นสิบครั้ง สิบคอร์ส พระอาจารย์ไปเข้าคอร์สอย่างนี้บ้างมั้ย
อาตมาก็เลยบอกว่า จะต้องไปเข้าคอร์สทำไม อาตมาอยู่ในวัดอยู่แล้ว อาตมาก็ปฏิบัติอยู่นี่ไง โยมบอกว่า ไม่เห็นท่านปฏิบัติ อาตมาก็ถามว่า โยมคิดว่าอะไรคือการปฏิบัติ โยมตอบว่า ก็ต้องไปเข้าคอร์ส อาตมาเลยบอกว่า
“โยม ปฏิบัติไม่ใช่ที่วัด ปฏิบัติลงไปที่ชีวิต ที่เนื้อที่ตัวของเรา เมื่อเราเดินผ่านกลางสนามอย่างนี้ อาตมาก็ปฏิบัติได้ เมื่อเรานั่งอยู่เฉยๆ อาตมาก็ปฏิบัติได้ นั่งรถ นั่งเครื่องบิน ฉันอาหาร เราก็ปฏิบัติทั้งนั้น”
มีอยู่ปีหนึ่งนักข่าวคนหนึ่งไปถามท่านติช นัท ฮันห์ นักบวชนิกายเซน ซึ่งสอนวิปัสสนากรรมฐานและการเจริญสติรูปแบบเดียวกับเถรวาท ในขณะที่ท่านกำลังทำสวนพรวนดินผักกาดอยู่
เขาถามว่า
“ท่านอาจารย์ ท่านเป็นบุคคลสำคัญของโลก ทำไมเอาเวลาที่มีอยู่แสนน้อย มารดน้ำพรวนดินสวนผัก ทำไมท่านไม่ไปเขียนกวี มันยั่งยืนกว่า”
ท่านติช นัท ฮันห์ ก็ตอบว่า
“นี่แหละ การพรวนดินนี่แหละ การทำสวนนี่แหละ คือ การเขียนกวี”
เพราะอะไรล่ะ เพราะการเขียนกวี เป็นน้ำหยดสุดท้าย น้ำก่อนที่จะเต็มแก้ว มันเต็มที่หยดสุดท้ายหรือหยดไหน มันเต็มเพราะว่าหยดก่อนหน้านั้นๆ ต่อเนื่องกันมา
เช่นเดียวกันกับการปฏิบัติ โยมอย่าไปคิดว่าการปฏิบัติที่วัดแล้วครั้งเดียวจบ โยมต้องทำไปตลอดในชีวิตของโยม อยู่ที่ไหนเราต้องทำของเราไป แต่มันไม่จำเป็นที่จะต้องไปประกาศให้ใครรู้ว่าฉันกำลังปฏิบัติ การปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องที่เราจะต้องกวดขันกับตัวเอง ไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปกวดขันกับคนอื่น บางคนปฏิบัติเพื่อกวดขันคนอื่น ฉันปฏิบัติแล้วเธอปฏิบัติหรือเปล่า สู้ฉันไม่ได้ ฉันเข้าวัดประจำ ถ้าอย่างนี้คือยังไม่ได้เรื่องเลย
ปฏิบัติเพื่อดูตนเองไม่ใช่เพื่อดูคนอื่น เพราะฉะนั้นอย่าไปแข่งกับคนอื่น แล้วก็อย่าไปแข่งกับตัวเอง ถ้ายังแข่งอยู่ก็ยังไม่พ้นแพ้ พ้นชนะ มันยังทำด้วยกิเลสอยู่ เราแค่ดูแค่รู้ทำไปตามเหตุตามปัจจัย ถ้ามันทำถูกต้องมันก็ดีขึ้นๆ โดยอัตโนมัติ ถ้ามันไม่ถูกต้อง มันก็ยังเท่าเดิม ก็เท่านั้นเอง
ถ้ามันดีขึ้น สิ่งที่จะเห็นได้ชัดคือ โยมจะเป็นคนใจเย็น เมื่อเกิดอะไรขึ้นโยมจะไม่ค่อยเอะอะ รับได้ ใจเย็น ควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นปกติ อาการตกอกตกใจตาลีตาเหลือกไม่ค่อยมี มีแต่ความเข้าใจ เกิดอะไรขึ้นก็มีแต่ความเข้าใจ ลูกร้องก็ไม่โกรธแล้ว ลูกล้มก็ไม่ด่าแล้ว ลูกทำของแตกก็ไม่ด่าแล้ว มันมีแต่ความเข้าใจ
ภาษาพระเรียกว่า ตถตา ปัญญาอย่างนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเราเติมสติเข้าไปทีละนิดๆ ทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว ถ้าเราพยายามที่จะรู้อยู่เสมอ โยมจะดีขึ้น
เรารู้ของเราเองว่ามันดีขึ้น เราจะมีอารมณ์ที่ดี สดชื่นรื่นเย็น กลายเป็นคนที่มีความสุขง่ายๆ ขึ้นต่อวัตถุน้อย หรือแทบไม่ได้ใช้วัตถุอะไรเลยก็มีความสุข นั่งเป็นสุข นอนเป็นสุข กินเป็นสุข ตื่นเป็นสุข หลับเป็นสุข ผลของการเจริญสติอยู่กับปัจจุบันขณะ ผลของการที่เอาแมวออกไปจากชีวิต
เรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันขณะ...
พระหนุ่มรูปหนึ่งไปบวช หลวงลุงของท่านเป็นเจ้าอาวาส มีอยู่วันหนึ่งท่านถวายงานพัดใบตาลหลวงลุงอยู่ข้างหลัง หลวงลุงนั่งสมาธิเข้าเงียบ พระหนุ่มรูปนั้นก็คิดว่า “เมื่อออกพรรษาแล้วต้องลาสิกขา ลาสิกขาแล้วก็ต้องแต่งงาน แต่งงานก็ต้องมีลูก มีลูกก็ต้องเลี้ยงลูก ถ้าลูกร้องไห้ ก็ต้องปลอบ แต่ถ้าปลอบแล้วไม่หยุดจะต้องทำยังไง” จิตก็ตอบมาว่า “ก็ต้องตีบ้าง” ทันใดนั้นท่านก็เอาพัดใบตาลตีกกหูหลวงลุง หลวงลุงกำลังเคลิ้มเข้านิพพาน ลืมตาตื่น ถามว่า
“ทำไมแกตีฉัน”
พระหลานตอบ “ผมตีลูกครับ”
เห็นมั้ย ท่านอยู่กับปัจจุบันขณะมั้ย ไม่อยู่ แล้วท่านอยู่ไหน ท่านอยู่ในอนาคต
คำว่าปัจจุบันขณะ คือ ตัวอยู่ไหน ใจอยู่นั่น กายอยู่กับกิจ จิตอยู่กับงาน
ถ้าเราอยู่กับปัจจุบันขณะ เราไม่หลุดเข้าไปในความคิด และคนที่ไม่หลุดเข้าไปในความคิด เป็นคนที่ตัดกรรมได้ เพราะกรรมเก่าเข้าทางความคิด ถ้าเราทำกรรมชั่วไว้มากๆ เราไปคิดถึงมันเราจะเป็นทุกข์
เรื่องบางเรื่อง จบลงไปเมื่อสิบปีที่แล้ว มันเคยทำให้เราน้ำตาไหล แต่พอเรามาคิดถึงตอนปีที่สิบ น้ำตายังคงไหลอยู่ ถามว่าน้ำตานั้นไหลตอนไหน ไหลตอนนี้ แต่ความผิดพลาดเกิดตอนไหน เกิดเมื่อสิบปีที่แล้ว อดีตมันยังย้อนมากรีดปัจจุบันได้อยู่ โง่หรือฉลาด โง่มาก แล้วพวกเราเคยถูกอดีตกรีดปัจจุบันมั้ย ริ้วรอยเพียบเลย
ฉะนั้นพยายามอยู่กับปัจจุบันนะ มันไม่ได้ยาก ไม่ได้เย็นอะไรเลย เวลาครูบาอาจารย์พานั่งสมาธิก็นั่งดูลมหายใจ นั่นคืออารมณ์ของปัจจุบัน ความเจ็บความปวดคืออารมณ์ของปัจจุบัน ความคิดของอารมณ์ของปัจจุบัน การเดิน การนั่ง การนอน การขบ การฉัน การทาน ทุกสิ่งทุกอย่างเราแค่ดู แค่รู้ ในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตรงนั้น ณ ปัจจุบันขณะ อยู่กับปัจจุบัน และอย่างนี้เขาเรียกว่าการเจริญสติ เพราะฉะนั้นเราควรจะต้องหล่อเลี้ยงอารมณ์เช่นนี้เอาไว้







