
ชีวิตพลัดถิ่น กับคุณหมอวัชรพล จิตแพทย์เวชศาสตร์การสงคราม
ใครว่าคนไทยที่ไปใช้ชีวิตในต่างแดนจะพบเจอแต่เพียง “ขุมทรัพย์” ที่มากมายมหาศาล
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช
ใครว่าคนไทยที่ไปใช้ชีวิตในต่างแดนจะพบเจอแต่เพียง “ขุมทรัพย์” ที่มากมายมหาศาล ยังมีเหตุการณ์อันไม่คาดฝันอีกมากมายที่คนเหล่านั้นต่างประสบพบเจอ “แต่พยายามไม่พูดถึง”
หากหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า “ชีวิตพลัดถิ่น” ของผู้เขียนที่มีนามว่า “ดร.นพ.วัชรพล อเล็กซองดร์ กำเนิดศิริ” (จิตแพทย์เวชศาสตร์การสงคราม 1 ใน 5 ของโลก) จะขอเป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวจากชีวิตจริงที่ยิ่งกว่านิยายของคนไทยที่ได้ประสบอุบัติเหตุอันเกินคาดเดาในฝรั่งเศส นี่คงเป็นขุมทรัพย์อันมากมายมหาศาลที่ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าการไปใช้ชีวิตในต่างแดนมันเข้มข้นและจัดจ้านมากมายเพียงใด
“ผมตั้งใจเขียนหนังสือเล่มนี้เพื่ออยากให้คนอ่านได้ทราบถึงชีวิตที่หลากหลายของคนไทยในต่างแดน ซึ่งไม่ได้มีแต่ด้านดีนะครับ มันยังมีเรื่องราวอีกหลายเรื่องที่เขาเหล่านั้นประสบ พบเห็น แต่พยายามไม่พูดถึง ยกเว้นว่าเรื่องนั้นๆ จะไม่ใช่เรื่องที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวเอง”
คุณหมอวัชรพล เผยต่อว่า ทุกเรื่องที่ถูกคัดสรรหยิบยกมาเขียน ไม่ว่าจะเป็นการที่ได้เจอคนไข้ที่ (เชื่อว่า) ถูกควายธนูขวิด (ในฝรั่งเศส) โศกนาฏกรรมรัก (ของสองนักเรียนไทย) ณ กรุงปารีส ในฤดูใบไม้ผลิ รวมทั้งชีวิตพลัดถิ่นอันเป็นเรื่องราวของเขาและครอบครัวของเขาเอง ล้วนเป็นเรื่องราวที่ได้สอดแทรกอุทาหรณ์ชั้นดีให้กับผู้อ่านได้ตระหนักถึงความสำคัญของ “สถาบันครอบครัว” โดยเฉพาะผลกระทบของสถาบันครอบครัวที่มีต่อ “ความรู้สึกนึกคิด” และ “การตัดสินใจของบุคคล”
“ผมเชื่อว่าผลกระทบของสถาบันครอบครัวมีผลต่อความรู้สึกนึกคิดและการตัดสินใจของคนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่พ่อแม่ทำลงไป ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ ล้วนถูกฝังลงไปในจิตใต้สำนึกของลูก หากเกิดอะไรขึ้นกับคนในครอบครัว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ลูกต้องหันหน้ามาคุยกัน ร่วมมือกันวางแผน คิด วิเคราะห์ เพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คนในครอบครัวก็สามารภนำพาชีวิตให้กลับมาตั้งหลักให้ดีได้ในที่สุด”
คุณหมอวัชรพล ยังได้กล่าวอีกว่า นอกจากเขาจะเขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อทำให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึงผลกระทบของสถาบันครอบครัวที่มีผลต่อลูก รวมทั้งการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาของคนในครอบครัว เขายังปรารถนาให้ผู้อ่านได้คตระหนักถึง “ความรัก” ปัจจัยห้าที่สำคัญของมนุษย์ รวมทั้ง “ความกตัญญู” ที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกับผู้คนในสังคมได้อย่างไม่ลำบาก
“สำหรับผม ผมคิดว่าความกตัญญูเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต เพราะความกตัญญูทำให้เรามีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ และความกตัญญูที่ประเสริฐที่สุดก็คือความกตัญญูต่อคุณพ่อคุณแม่และบุคคลที่เลี้ยงดูคุณมา เพราะถ้าไม่มีพวกเขาเหล่านี้ ก็คงไม่มีคุณในวันนี้เช่นเดียวกัน”
เชื่อแน่ว่า หากใครกำลังคิดไตร่ตรองจะไปใช้ชีวิตในต่างแดน เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ คงพอทำให้เห็นแนวทางว่า นอกจากจะพกความฝันและความมุ่งหวังติดตัวไปด้วย ความรักและความกตัญญูก็คือสิ่งสำคัญที่จะต้องพกติดตัวไว้เสมอ และควรนำมันออกมาใช้งานให้ได้บ่อยที่สุด เพราะเมื่อประสบเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เราจะอยู่รอดปลอดภัยและเป็นมนุษย์พลัดถิ่นคนหนึ่งที่มีความสุขได้ แม้จะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินไทย อันเป็นแผ่นดินเกิดและแผ่นดินที่ได้จากมา







