posttoday
สิมิลันความงามที่ไม่เสื่อมคลาย

สิมิลันความงามที่ไม่เสื่อมคลาย

24 เมษายน 2553

"หาดทรายสีขาวสะอาดสุดแสนจะนุ่มเท้า ที่ยังคงความบริสุทธิ์อยู่มากเหลือเกิน ส่วนเกินของหาดแห่งนี้จะมีก็แต่เพียงเศษไม้ เศษอวน ที่ถูกคลื่นพัดพาเท่านั้น"

"หาดทรายสีขาวสะอาดสุดแสนจะนุ่มเท้า ที่ยังคงความบริสุทธิ์อยู่มากเหลือเกิน ส่วนเกินของหาดแห่งนี้จะมีก็แต่เพียงเศษไม้ เศษอวน ที่ถูกคลื่นพัดพาเท่านั้น"

โดย...นิธิ ท้วมประถม

เสียงเครื่องเรือดังกระหึ่ม ทิ้งเกาะเมี่ยงหรือเกาะสี่ไว้เบื้องหลัง น้ำทะเลสีใส และหาดทรายสีขาวสะอาดตาค่อยๆ ถูกทิ้งห่างไว้เบื้องหลัง

ความร้อนแรงของแสงอาทิตย์เริ่มโรยราลงไปเยอะแล้ว เนื่องเพราะเวลาเริ่มเข้าสู่ช่วงเย็นของวัน พระอาทิตย์ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างซื่อสัตย์มาตลอดทั้งวัน เล่นเอาพวกเราเกือบจะสุกงอมเพราะความร้อนของแสงอาทิตย์กันเลยทีเดียว

เป้าหมายที่ผมตั้งใจว่าจะไปในคืนนี้ก็คือ การไปตกปลาในน่านน้ำอันดามัน ซึ่งคาดหวังว่าอาจจะได้ปลากะพง หรือปลาเก๋าตัวใหญ่ๆ มาทำเป็นอาหารในเรือเสียหน่อย

เรือวิ่งมุ่งหน้าสู่ท้องทะเลที่เวิ้งว้าง มองไปทางไหนก็พบแต่ท้องฟ้าและท้องทะเล ที่ไม่ได้ราบเรียบเหมือนอย่างที่คาดไว้ เนื่องจากมีความกดอากาศสูงเพิ่งไหลผ่านลงมา ทำให้ทะเลอันดามันเกิดคลื่นนิดหน่อย ไม่ได้มากมายอะไรครับ แค่เมตรกว่าๆ

สิมิลันความงามที่ไม่เสื่อมคลาย ชายหาดเกาะ1

ผมนั่งเรือที่โยกไปเยกมาแบบเรื่อยๆ เพราะคุ้นแล้วกับคลื่นลมที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ อย่างที่โบราณว่านั่นแหละครับ “คืบศอกทะเลศอก” ขนาดดูวันเวลาล่วงหน้าแล้วว่าช่วงนี้ไม่มีคลื่นลม ยังมาเจอเต็มๆ อีก

ใช้เวลาไม่นานเรือก็ชะลอความเร็ว พร้อมทั้งวนซ้าย วนขวา แบบช้าๆ แล้วก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ไม่ได้ทอดสมอนะครับ เพราะเมื่อดูจากหน้าจอ Sounder ภายในเรือแล้ว พบว่าระดับน้ำลึกมากถึง 120 เมตร ซึ่งถือว่าลึกมากสำหรับการตกปลาครับ และที่แน่ๆ สายสมอเรายาวไม่ถึงพื้นทะเลครับ เลยไม่สามารถทอดสมอได้

ที่ไต๋เรือวนเรือมาแถวๆ นี้ ก็เพราะบริเวณนี้เป็นแหล่งตกปลาเก๋าชั้นดีครับ เนื่องจากพื้นทะเลแถวนี้เป็นหินดาน ซึ่งมีซอกหินอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ปลาเนื้อดีๆ อย่างปลาเก๋าและปลาในตระกูลกะพงแดงอาศัยอยู่ไม่น้อยทีเดียว

“เอ้า หย่อนเบ็ดได้” สิ้นเสียงของไต๋ ผมและเพื่อน ก็หย่อนปลาหมึกที่แล่เป็นชิ้นเกี่ยวด้วยเบ็ดตัวเบ้อเริ่ม พร้อมทั้งถ่วงด้วยตะกั่วหนักอีกเกือบครึ่งกิโลกรัม ลงไปสู่ท้องน้ำเบื้องล่าง จมดิ่งสู่บ้านแห่งปลาเก๋า

ทันทีที่ตะกั่วถึงพื้น นิ้วมือก็แตะสายเบ็ดอยู่ตลอด เพื่อรับความรู้สึกเวลาปลาเข้ากินเหยื่อ สายเบ็ดจะกระตุกนิดๆ ให้เรารับรู้ได้ หรือหากเจ้าปลาตัวนั้นชอบเหยื่อที่เราจัดไปให้ก็อาจจะกินแบบมูมมาม ซึ่งนั่นหมายถึงคันเบ็ดจะถูกดึงอย่างแรงครับ อย่างนี้ละก็มันครับ

สายเบ็ดของผมยังคงไหลลงไปตามความลึกของระดับน้ำทะเลจนกระทั่งตะกั่วถึงพื้น ผมก็เตรียมพร้อมนิ้วแตะที่สายเบ็ด ด้ามเบ็ดถูกหนีบไว้แนบลำตัว พร้อมที่จะตวัดทันทีหากมีอาการปรากฏที่ปลายสาย

ตึบ...ตึบ...สายเอ็นกระตุกเป็นจังหวะ แน่นอนครับ ปลาเข้ากินเหยื่อปลาหมึกที่ปลายสายผมแล้ว

ควั่บ...เสียงตวัดคันเบ็ดดังขึ้น เมื่อมีแรงกระตุกจากสายเอ็นอีกครั้ง และทันทีที่ตวัดคันเบ็ด ความหนักหน่วงที่ปลายสายเกิดขึ้นทันที ปลายคันเบ็ดงองุ้มตามน้ำหนักของเจ้าตัวปริศนาใต้น้ำ

ครับ...ปลาติดเบ็ดแล้ว ผมต้องเกร็งกำลังแขนไม่น้อย เพื่องัดคันเบ็ดที่แสนหนักอึ้ง พร้อมทั้งหมุนรอกเพื่อเอาเจ้าตัวใต้น้ำขึ้นมาให้เร็วที่สุด เพราะหากชักช้า ปลาจะมุดซอกหินทันที และนั่นหมายถึงความพ่ายแพ้ของนักตกปลา

สิมิลันความงามที่ไม่เสื่อมคลาย ปลาแดงเสี้ยวที่หลงเหยื่อผม

การตกปลาที่ระดับน้ำลึกเกิน 80 เมตร ถือเป็นความทรมานอย่างหนึ่งของนักตกปลาเลยครับ เพราะกว่าจะดึงปลาขึ้นมาทีละเมตรๆ จนครบตามระดับความลึกแขนก็แทบหมดแรงแล้วครับ ขนาดผมเตรียมตัวฟิตไปอย่างดีแขนยังตึงๆ อยู่เลย

ก็แหม...ไม่ต้องมีปลาติดขึ้นมา แค่ตะกั่วหนักครึ่งกิโลที่ต้องสาวขึ้นจากน้ำกว่า 100 เมตร ก็จะเป็นลมอยู่แล้วครับ แถมมีปลาหนักประมาณ 3-5 กิโลกรัม ติดขึ้นมาด้วย โฮ่ย...เตรียมเช็ดเหงื่อพร้อมเป่าปากได้เลยครับ

หลังจากที่หมุนรอกและงัดคันเบ็ดขึ้นมาเรื่อยๆ และแล้วเจ้าตัวใต้น้ำก็ปรากฏโฉมให้เห็น นั่นคือปลาแดงแซว ปลาเนื้อดีในตระกูลปลากะพง ขนาดประมาณ 3 กิโลกรัม ก็ถูกฉุดขึ้นมาตามแรงดึงของผม
เรียบร้อยครับ...ปลาตัวแรกของทริป แม้ว่าจะไม่ใช่ปลาเก๋า แต่ก็เป็นปลาเนื้อดีที่หาซื้อได้ยากตามท้องตลาด และเจ้าแดงแซวตัวนี้ก็ถูกบรรจุให้ไปอยู่ในเมนูแกงเหลืองในวันพรุ่งนี้ทันที

การตกปลาแบบโหดๆ ยังคงเดินหน้าไปเรื่อยๆ ปลาเก๋าขนาดใหญ่เกินกว่าหม้อข้าว หลายต่อหลายตัวถูกนำขึ้นมาบนเรือ สร้างความตื่นเต้นให้กับเพื่อนร่วมทริปเป็นอย่างดี ทำให้อาการเมาเรือนั้นถูกลืมไปชั่วขณะ

แต่ธรรมชาติก็คือธรรมชาติ ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้มากนัก เพราะหลังจากที่เราได้ปลาเก๋ามาเกือบ 10 ตัว กระแสน้ำด้านล่างก็ไหลแรงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งคลื่นที่สูงขึ้นตามไปอีก

ทำให้เราต้องหยุดตกปลาที่หมายนี้ไปอย่างน่าเสียดาย เพราะหากต้องถ่วงตะกั่วให้หนักมากกว่านี้แล้วละก็ คงเป็นเรื่องหนักหนาเกินไปที่ผมจะตกได้ครับ

ไต๋เรือตัดสินใจย้ายตำแหน่งตกปลาไปยังหมายตกปลาที่เรียกว่า “กอง 22” ซึ่งถือเป็นหมายเด็ดสำหรับการตกปลายามค่ำคืน

กว่าเราจะถึงหมายก็เย็นย่ำแล้วครับ และคืนนี้เราจะค้างคืน “กลางทะเล” ครับ คืนนี้ลืมเตียงนุ่มๆ หาดทรายขาวๆ ไปได้เลย มีแต่เสียงคลื่นกับสายลม และความโคลงเคลงยามคลื่นปะทะกับเรือเป็นเพื่อนตลอดคืนแน่ๆ

สิมิลันความงามที่ไม่เสื่อมคลาย เจ้าหน้าที่เกาะ1มารับ

เมื่อเรือถึงหมายตกปลาที่กอง 22 อาหารก็ถูกเสิร์ฟจากจุมโพ่หรือพ่อครัว ประจำเรือทันที ด้วยผัดผัก แกงเหลือง และปลาทอด (ที่เพิ่งตกได้) แม้กับข้าวจะมีเพียงไม่กี่อย่าง แต่ความอร่อยยังคงเหมือนเดิม ทำเอาเจริญอาหารไปตามๆ กัน โดยเฉพาะปลาทอดที่เหลือไว้แต่เพียงก้างกลางเท่านั้น

อาหารเย็นหมดลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งหน้าที่ภารกิจของผมต่อไปคือการตกปลาช่วงกลางคืนกำลังเริ่มต้น ซึ่งในช่วงแรกสมาชิกที่มาด้วยก็ออกมาเดินสูดอากาศที่แสนจะบริสุทธิ์ และนั่งคุย นั่งเล่น พร้อมส่งเสียงคุยกันอย่างเจื้อยแจ้ว

แต่ด้วยคลื่นที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้บรรยากาศบนเรือไม่ได้สวยงาม เหมือนอย่างที่คิดไว้ การเดินหรือการนั่งต้องทนกับการโยกตัวของเรืออยู่ตลอดเวลา ทำให้พี่ๆ จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต้องเข้าไปในห้องนอนทั้งๆ ที่ยังเป็นช่วงหัวค่ำเท่านั้น

แต่อย่างว่าละครับ ใครที่ไม่คุ้นกับการนั่งเรือท่องทะเลแบบนี้ แล้วมาเจอกับคลื่นอย่างนี้ ไม่รอดหรอกครับ เรื่องธรรมดา แถมป้องกันยากเสียด้วยอาการเมาเรือ ผมตกปลามาเป็นสิบปี ลองมาหมดแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็น กอเอี๊ยะปิดสะดือ กินผลไม้เปรี้ยวๆ กินยาแก้เมา ไม่เห็นรอดสักอย่าง

ทางเดียวครับถ้าเมาก็นอน ตื่นขึ้นมาก็ทานข้าว ทานน้ำหวานๆ อย่าให้ท้องว่าง แล้วเวลาเรือแล่นก็ออกมานั่งเอาหน้าโต้ลม สักพักก็หายครับ

อ้อ...วิธีแก้เมาเรืออีกอย่างที่ผมว่าชะงัดนัก คือกระโดดลงไปเล่นน้ำเลยครับ น้ำเย็นๆ ดำผุดดำว่ายครู่เดียวอาการเมาเรือหายเป็นปลิดทิ้ง ผมลองแล้ว

อ่ะ...อ่ะ แต่อย่ากระโดดลงไปเล่นน้ำระหว่างเรือกำลังแล่นนะครับ หายเมาเรือแน่เพราะไม่มีเรือจะให้เมา ฮ่า...ฮ่า...ให้เรือจอดนิ่งๆ ตามแหล่งท่องเที่ยวเสียก่อน แล้วค่อยโดดนะครับ ลองดูครับ สดชื่นแน่ๆ

การตกปลาในทริปนี้ บอกได้เลยว่าค่อนข้างน่าผิดหวังครับ เพราะปลาไม่ค่อยจะกินเบ็ดเท่าไหร่ ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ทั้งๆ ที่ในซาวน์เดอร์ก็เห็นเชื้อปลาอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก แถมช่วงหลังเที่ยงคืน คลื่นดันแรงขึ้นมาอีก คราวนี้สูง 2 เมตรกว่าๆ นั่งแทบไม่ไหวแล้วครับงานนี้

ต้องบอกให้ไต๋ย้ายที่อยู่เสียหน่อย ไม่อย่างนั้นอีกเดี๋ยวต้องโดดน้ำแก้เมาเรือตอนเที่ยงคืนแน่ๆ

เมื่อเป็นอย่างนั้นแผนการค้างคืนที่หมายตกปลาเลยต้องเป็นอันยกเลิกไปอย่างน่าเสียดาย เพราะคืนนั้นเรากลับมาจอดผูกทุ่นที่บริเวณหัวเกาะเมี่ยงเพื่ออาศัยเกาะบังลม บังคลื่น เพื่อที่จะได้หลับกันสบายๆ หน่อย เมื่อเข้ามาใกล้เขตอุทยาน การตกปลาก็ต้องยกเลิกไปโดยปริยายครับ

นอนหลับได้ไม่กี่ชั่วโมง แสงสว่างเริ่มจับขอบฟ้า พระอาทิตย์กลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง ลมเย็นๆ พัดมาสร้างความสดชื่นอย่างมาก ซึ่งยากที่ใน กทม. จะรู้สึกอย่างนี้ได้ แต่ลมเย็นๆ นี้คงไม่ได้สร้างความสดชื่นอะไรให้กับพี่จาก ททท. ได้มากนัก เพราะผมเห็นพี่ๆ ยังหน้าซีดอยู่ แม้จะมีกลิ่นกาแฟที่เพิ่งชงลอยอยู่ใกล้ๆ ก็ไม่ทำให้บรรยากาศดีขึ้นนัก

สิมิลันความงามที่ไม่เสื่อมคลาย ลูกเต่าทะเลที่เกาะ1

แต่ไม่เป็นไรครับ เพราะวันนี้ไม่ได้ตั้งใจตระเวนตกปลาแล้ว แต่จะไปยังเกาะหนึ่งหรือเกาะหูหยง ซึ่งเป็นพื้นที่ของทหารเรือที่เอาไว้สำหรับอนุรักษ์เต่าทะเล เพราะปีๆ หนึ่งมีเต่าทะเลขึ้นมาไข่ที่เกาะหนึ่งปีละหลายร้อยฟองทีเดียว หากไม่อนุรักษ์พื้นที่นี้ไว้ แล้วให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปพักค้างคืนละก็หมดกันครับ เต่าย้ายที่ไข่แน่

เมื่อเราได้ทานอาหารเช้า ซึ่งแน่นอนจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากข้าวต้มปลาสดๆ ที่ตกได้ เรียบร้อยเรือก็มุ่งหน้าไปสู่เกาะหนึ่งทันที ซึ่งผมได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่บนเกาะหนึ่งไว้แล้วว่าจะขอไปเยี่ยมเยียนเสียหน่อย หลังจากที่ปีที่แล้วได้ขึ้นไปเยี่ยมบนเกาะแห่งนี้แล้วสุดแสนจะโชคดีที่ไปทันเห็นเจ้าลูกเต่าทะเลหลายร้อยตัวกำลังฟักออกจากไข่ แล้วตะกุยตะกายขึ้นมาจากหลุมทรายกันยั้วเยี้ยไปหมด และถือเป็นครั้งแรกในชีวิตของผมที่เห็นลูกเต่าออกจากไข่จังๆ อย่างนี้

เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงจากเกาะสี่ก็มาถึงเกาะหนึ่ง เกาะหูหยง แล้ว ครับ ซึ่งที่นี่ไม่มีทุ่นให้ผูกเรือครับ เพราะไม่ใช่เกาะสำหรับนักท่องเที่ยวขึ้นมาเที่ยวชม แต่เป็นเขตทหารครับ เราต้องจอดเรือลอยอยู่ด้านหน้าเกาะ แล้ววิทยุไปบอกเจ้าหน้าที่บนเกาะให้เอาเรือยางออกมารับไปขึ้นเกาะ

หลังจากวิทยุไปเพียงครู่เดียว เราก็เห็นเรือยางลำเล็กๆ ของทหารเรือวิ่งฝ่าคลื่นลูกโตๆ มารับ เล่นเอาใจเสียเหมือนกันครับ ก็ระยะทางกว่าจะไปถึงฝั่งไกลเอาการอยู่นา แถมอาการเรือยางที่โต้คลื่นมาอย่างนั้น ทำเอาเสียวๆ อยู่เหมือนกัน

แป๊บเดียวเรือยางก็มาจอดข้างๆ ต้องรีบทำใจก้าวขึ้นเรือยางไปละครับ พื้นเรือยางนุ่มๆ แบบเติมลมมาไม่เต็มที่ ทำเอาเสียวมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อคนขับหันหัวเรือมุ่งหน้าเข้าสู่ฝั่ง

แต่ที่เสียวมากไปกว่าลมในเรือยางก็คือ น้ำในเรือยางที่เกิดจากคลื่นแรงๆ ที่ซัดเข้ามาในเรือทำให้ต้องมีพนักงานคอยตักน้ำออกจากเรืออยู่ตลอด ตาผมเลยไม่ได้มองไปที่เกาะเท่าไหร่ เพราะคอยแต่มองปริมาณน้ำในเรือว่าสัมพันธ์กับปริมาณน้ำที่วิดออกไปหรือเปล่า

นั่งลุ้นอยู่ในเรือยางประมาณ 5 นาที เรือก็มาจอดเทียบชายหาดเกาะหนึ่ง ที่ผมว่าสวยที่สุดในบรรดาเกาะทั้งหมดในหมู่เกาะสิมิลันครับ

สิมิลันความงามที่ไม่เสื่อมคลาย หินเรือใบ

หาดทรายสีขาวสะอาดสุดแสนจะนุ่มเท้า ที่ยังคงความบริสุทธิ์อยู่มากเหลือเกิน ส่วนเกินของหาดแห่งนี้จะมีก็แต่เพียงเศษไม้ เศษอวน ที่ถูกคลื่นพัดพาเท่านั้น ไม่มีแม้แต่รอยเท้าของนักท่องเที่ยวให้ได้เห็น

น้ำทะเลใสสีครามจัดๆ ตัดกับสีขาวของหาดทรายได้อย่างน่าทึ่ง แต่ผมก็ยืนชื่นชมกับความงามนี้ได้ไม่นานครับ เพราะแดดร้อนเหลือเกิน ต้องรีบเดินเข้าไปในร่มไม้ที่อยู่ลึกเข้าไปในตัวเกาะและเป็นที่ตั้งของศูนย์

เจ้าหน้าที่ที่อยู่บนเกาะออกมาต้อนรับอย่างดีครับ ซึ่งทางทีมงาน ททท. ก็ได้มอบข้าวของจำเป็นที่ต้องใช้บนเกาะให้กับทางเจ้าหน้าที่ครับ เพราะเจ้าหน้าที่เหล่านี้ต้องประจำการอยู่บนเกาะนี้ 15 วัน และขึ้นฝั่ง 15 วัน สลับสับเปลี่ยนไปอย่างนี้เรื่อยๆ ซึ่งพี่ๆ ที่อยู่ที่นี่บอกว่า

“ทะเลจะสวยแค่ 3 วันแรกเท่านั้น” ส่วนวันที่เหลือก็ต้องทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ฟังแล้วก็ได้แต่เห็นใจครับกับหน้าที่อนุรักษ์ ที่ต้องแลกกับความสุขสบายส่วนตัว

ผมเดินเข้าไปที่ศูนย์ฯ ก็เห็นถังพลาสติกขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใต้ร่มไม้ ก็ต้องตื่นเต้นสุดขีดเมื่อได้เห็นเจ้าเต่าตัวน้อยๆ กำลังว่ายน้ำอยู่อย่างสุดแสนจะสบายใจ

“ลูกเต่าชุดนี้เพิ่งฟักออกมาเมื่อช่วงเช้านี้เอง ครอกนี้มีทั้งหมด 93 ตัว และไม่รู้ว่าปีนี้แม่เต่าจะขึ้นมาไข่กี่ตัว ” เสียงเจ้าหน้าที่บอกให้ฟังเมื่อเห็นผมทรุดตัวลงนั่งใกล้ๆ กับถังพยาบาลเจ้าเต่าน้อยเหล่านี้
โชคดีจริงๆ ครับที่ได้มาเห็นเต่าตัวน้อยๆ ฟักออกจากไข่ เป็นปีที่ 2 ติดๆ กัน ผมนั่งเล่นเจ้าเต่าตัวน้อยๆ พร้อมกับคิดว่าถ้าเกาะนี้ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของทหารเรือ เรายังจะเห็นเต่าทะเลขึ้นมาไข่อย่างนี้หรือเปล่า

ตอนนี้หาดทรายที่เต่าทะเลขึ้นมาไข่นั้นเหลืออยู่น้อยเหลือเกินครับ อย่างเกาะครามที่ จ.ชลบุรี ก็เป็นพื้นที่ทหารเรือ และที่เกาะหนึ่งแห่งนี้ ซึ่งเป็นพื้นที่ของทหารเรือเช่นกัน และยังเป็นโครงการในพระราชดำริเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลด้วย

เจ้าหน้าที่บนเกาะบอกว่า ทางกรมอุทยานฯ อยากมาแบ่งพื้นที่บนเกาะส่วนหนึ่งไปเปิดเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว เพราะหาดทรายบนเกาะหนึ่งนั้นยาวถึง 800 เมตร และสวยที่สุดเสียด้วย แต่ก็ติดที่พื้นที่นี้เป็นของทหาร และเป็นพื้นที่ในโครงการพระราชดำริก็เลยเอาไปไม่ได้

ผมก็ได้แต่คิดว่า ทำไมกรมอุทยานฯ จึงคิดแต่ได้ถึงขนาดนี้ คิดแต่เพียงจะเอาพื้นที่ธรรมชาติที่เหลือน้อยเต็มทีไป “หากิน” จะไม่เหลือไว้ให้ธรรมชาติบ้างเลยหรือ เพราะหากปล่อยให้กรมอุทยานฯ มาขึ้นบ้านพัก ขึ้นศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เอาหัวเป็นประกันเลยครับ เต่าไม่ขึ้นมาไข่แน่ แล้วใครจะรับผิดชอบ

ขึ้นมาอยู่บนเกาะอย่างนี้ ไม่มีใครอยากกลับขึ้นไปบนเรือแล้วครับ ขอนั่งๆ นอนๆ อยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ยังดีกว่าไปโคลงเคลงบนเรือ ก็เลยนั่งเล่นกันแบบสบายๆ ซึ่งเมื่อมองออกไปยังชายหาด บอกได้คำเดียวครับว่าสวยจริงๆ อยากให้ความสวยและธรรมชาติอันแสนบริสุทธิ์นี้อยู่คู่กับสิมิลันตลอดไป

ผมเองขณะที่นอนอยู่ในเปลของเจ้าหน้าที่ที่ผูกเอาไว้นอนเล่นใต้ร่มไม้ริมชายหาด สายตาก็เหลือบไปเห็นไม้ปักอยู่บนหาดทรายอยู่ 2-3 แท่ง แถมบนปลายไม้มีโฟมทำเป็นช่องให้เสียบอะไรสักอย่างไว้ด้วย มองไปมองมาไม่ใช่แท่งตรวจระเบิดที่กำลังมีปัญหาอยู่แน่นอน ก็เลยต้องถามพี่ๆ เจ้าหน้าที่บนนั้นว่าคืออะไร

คำตอบคือ “จุดวางโทรศัพท์มือถือ” ครับ เพราะจุดนั้นเป็นจุดน้อยๆ จุดเดียวบนเกาะที่มีสัญญาณโทรศัพท์ และแน่นอนครับว่าเป็นสัญญาณของเอไอเอส เพื่อนเที่ยวของเรานั่นเอง

ซึ่งงานนี้ต้องพิสูจน์ครับ แล้วก็จริงเมื่อเอาโทรศัพท์ไปตั้งไว้ก็ปรากฏว่ามีสัญญาณโทรศัพท์ขึ้นมาจริงๆ แต่เมื่อย้ายจุดสัญญาณก็หายไป แหร่มมากครับ เก๋จริงๆ

นั่งเล่นอยู่จนเกือบเที่ยง ก็ถึงเวลาต้องกลับขึ้นเรือแล้วครับ ไม่ใช่ว่าเบื่อนะครับ แต่หิว!!

เราต้องนั่งลุ้นเรือยางลำเล็กๆ ให้วิ่งฝ่าคลื่นลูกโตๆ ไปพร้อมกับลุ้นให้วิดน้ำออกจากเรือให้ทันกับน้ำที่ทะลักเข้ามาในเรือ ก่อนที่เท้าจะก้าวขึ้นไปบนเรือสำราญของเรา ที่ตอนนี้อาหารกลางวันถูกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว

ระหว่างทานอาหารกลางวัน เรือก็วิ่งเข้าสู่ที่หมายสุดท้าย นั่นคือเกาะแปด เกาะที่มีสัญลักษณ์หินรูปเรือใบ ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่อย่างชัดเจน

เรามาถึงเกาะแปดในช่วงบ่ายๆ ซึ่งแดดร้อนเปรี้ยงเลยครับ แถมมีเรือทัวร์นำนักท่องเที่ยวที่ผมเห็นแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติมากันหลายสิบคนและอาจถึงร้อยคน ซึ่งพอนักท่องเที่ยวเหล่านี้มาถึงก็เดินขึ้นไปตามทางเดินเพื่อขึ้นไปหินเรือใบทันที

ทำเอาทางขึ้นหินเรือใบกลายเป็นเส้นทางแออัดไปในพริบตา และทำให้พวกเราตัดสินใจไม่เดินขึ้นไปบนหินเรือใบ อีกอย่างคือช่วงบ่ายอย่างนี้ บนลานหินตรงหินเรือใบนั้นไม่มีที่หลบแดดครับ ร้อนระยับแน่ๆ

คราวหน้าเลยต้องจำไว้ว่า ถ้ามาเที่ยวเกาะแปด เวลาที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงเช้า เพราะสามารถเดินขึ้นไปนั่งชมความงามที่หินเรือใบได้อย่างสบายใจ เพราะตัวหินจะบังแดดให้อย่างพอดิบพอดี
มาเกาะแปดเที่ยวนี้เห็นการเปลี่ยนแปลงไม่น้อยครับ อย่างเช่น แผ่นป้ายไม้ ที่เขียนว่า Similan Koh 8 Thailand ซึ่งเจ้าหน้าที่อุทยานฯ นำมาตั้งไว้ให้เป็นฉากหน้าสำหรับถ่ายรูปกับหินเรือใบ ซึ่งกิ๋บเก๋ดีครับ

นอกจากนี้ ยังเห็นเรื่องการจัดการบนเกาะที่สร้างโรงอาหาร สร้างโรงกำจัดขยะขึ้นมาจากงบประมาณปีก่อนๆ แต่ไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่ เพราะคนออกแบบนั้นอยู่แต่ในห้องแอร์ ไม่รู้ว่าอาคารที่เหมาะกับพื้นที่นั้นเป็นอย่างไร คนพื้นที่จะแก้ไขก็แก้ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวไม่ตรงแบบ มีปัญหาอีก ส่วนโรงกำจัดขยะนั้นมีแต่โรง แต่ไม่มีเครื่องมือกำจัดขยะ ก็ไม่รู้ว่าคิดกันได้อย่างไร

นี่แหละครับข้าราชการ ทำอะไรก็ได้ ให้มีการใช้งบประมาณกันมากๆ ส่วนจะมีประโยชน์จริงๆ เหมือนอย่างที่เขียนของบไปหรือเปล่าไม่รู้ แต่ขอใช้งบไปก่อน

แล้วล่าสุด เห็นว่ากรมอุทยานฯ จะพัฒนาการให้บริการที่พักในอุทยานฯ ที่มีชื่อเสียง อย่าง ตะรุเตา แก่งกระจาน อินทนนท์ ให้มีคุณภาพระดับโรงแรม 5 ดาว ราคาพักคืนละเป็นหมื่น

ผมอ่านข่าวนี้แล้วอยากหัวเราะครับ เพราะบอกได้เลยว่าความรู้ความสามารถของกรมอุทยานฯ ในเรื่องของการ “จัดการ” นั้นทำไม่ได้หรอกครับ เพียงแค่ให้จัดการกับขยะ น้ำเสีย ที่เกิดขึ้นกับอุทยานฯ ในช่วงที่มีคนเข้าไปเที่ยวเยอะๆ ให้ได้เสียก่อน ถึงจะมาพูดว่าจะทำบริการให้ดี

ผมเที่ยวมาเยอะครับ กับอุทยานฯ เมืองไทย ผมไม่เชื่อครับว่ากรมอุทยานฯ จะมีระบบจัดการที่ดีได้ ถ้าทำได้ ก็ทำลายธรรมชาติครับ ไม่ได้อนุรักษ์!

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ