
รายต่อไป...ใครเอ่ย?
...สไปเดอร์แมว
ศึกไทยพรีเมียร์ลีก 2010 เปิดฤดูกาลมาแล้วประมาณ 1 เดือน โปรแกรมเตะยังคงกระท่อนกระแท่นจากเหตุการณ์ความวุ่นวายในบ้านเมือง ทำให้แต่ละทีมลงเตะไปแล้วไม่เท่ากัน3 นัดบ้าง 4 นัดบ้าง 5 นัดบ้าง
อย่างไรก็ตาม แม้จะเริ่มบรรเลงเพลงแข้งไปแค่ไม่กี่นัด ทว่ามีกุนซือตกงานไปแล้ว 3 ราย !!!
ประเดิมรายแรก คือ เฟรดดี มารินโญ ที่ได้คุมทีมแค่นัดเดียว ก็โดนศรีสะเกษ เอฟซี เด้งตกเก้าอี้ เนื่องจากมีแนวทางทำทีมขัดกับบอร์ดบริหาร และเป็น คิมเคืองจู โค้ชชาวเกาหลีใต้ ที่ถูกแต่งตั้งให้เข้ามานั่งเก้าอี้แทน
รายถัดมา คือ
“โค้ชน้อย” อนันต์อมรเกียรติ ที่ขอลาออก หลังพาราชนาวี ระยอง ออกสตาร์ตแพ้ 3 นัดรวด ทำให้สมศักดิ์ อักษร หนึ่งในสต๊าฟโค้ชถูกดันขึ้นมารับช่วงต่อและล่าสุดสดๆ ร้อนๆ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี่เอง คือ ประจักษ์ เวียงสงค์ ที่กระเด็นตกเก้าอี้แบบงงๆ เพราะทีทีเอ็ม เอฟซี พิจิตร ก็ทำผลงานได้ไม่ขี้เหร่ เตะ 5 นัดมี 9 แต้ม รั้งอันดับ 3 ของตาราง
ผู้บริหารทีม เผยสาเหตุว่า โค้ชจักษ์มีสไตล์ทำทีมไม่ค่อยเร้าใจ แถมให้เวลากับทีมได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากมีงานประจำเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนควบคู่ไปด้วย ทีทีเอ็มจึงไปดึง โจเซ อัลเวสเบอร์วิส มาคุมทีมเป็นคำรบ 2 หลังเคยพาทีมผงาดคว้าแชมป์ไทยลีกปี 2005 ในสมัยที่ยังใช้ชื่อว่าสโมสรพนักงานยาสูบ โดยกุนซือชาวแซมบาจะประเดิมงานนัดแรกวันที่ 24เม.ย.นี้ ด้วยการไปเยือนโอสถสภา เอ็ม150 สระบุรี
ตำแหน่งกุนซือไทยลีกเดี๋ยวนี้ต้องบอกเลยว่า
“กดดัน” สุดๆ เนื่องจากแต่ละทีมใช้งบหลายสิบล้านบาท ดังนั้นถ้าทีมเริ่มมีแนวโน้มดำดิ่ง สโมสรจึงต้องรีบเปลี่ยนแปลงกันตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะขืนยังทู่ซี้ให้ทำหน้าที่ต่อไป ทีมมีสิทธิตกชั้นและเม็ดเงินมหาศาลคงหายวับไปกับตา ด้วยเหตุนี้หลายทีมจึงทำสัญญากับโค้ชแบบปีต่อปี เพราะจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยมากนัก หากต้องปลดพ้นตำแหน่งดังนั้น เชื่อเถอะครับว่าจำนวนกุนซือตกงานจะไม่หยุดแค่ 3 คน ข้างบนนี้แน่นอน เผลอๆ ยอดรวมอาจจะมากกว่าฤดูกาลก่อนที่มีการเปลี่ยนกุนซือรวมแล้ว 10 คน ซึ่ง
“เต็งจ๋า” ที่ส่อโดนเชือดเป็นรายต่อไปคือชัยยง ขำเปี่ยม โค้ชอินทรีเพื่อนตำรวจ ที่พาทีมลงเตะ 5 นัด แพ้ไปซะ 4 เสมออีก 1 ทั้งที่สโมสรมีงบทำทีมเพียบ แถมทำแผนการตลาดนอกสนามชนิดเต็มรูปแบบถ้าต่อจากนี้อีกสัก 23 นัด แข้งโปลิสยังรักษาฟอร์มบู่อย่างสม่ำเสมอ โค้ชยงคงขำไม่ออกเหมือนนามสกุลเป็นแน่แท้







