
อยู่กับความเบื่อให้ได้
“เบื่อ” เป็นอาการที่คนสมัยนี้เป็นกันเยอะมาก และการแก้อาการเบื่อก็มีไปต่างๆ กัน ทั้งดีและร้าย
โดย...หนูดีวนิษา เรซ
“เบื่อ” เป็นอาการที่คนสมัยนี้เป็นกันเยอะมาก และการแก้อาการเบื่อก็มีไปต่างๆ กัน ทั้งดีและร้าย
มีทั้งการแก้เชิงสร้างสรรค์ หรือเป็นการแก้ในเชิง “รนหาที่” ด้วยการพาตัวเองไปทำกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่เพียงไม่เป็นประโยชน์กับตัวเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการบ่อนทำลายชีวิต ความรัก ความสัมพันธ์ รวมถึงสุขภาพตัวเองอีกด้วย
“เบื่อ” ไม่เคยดูเป็นผู้ร้ายถึงขั้นนี้ในยุคที่ผ่านๆ มานะคะ
คนยุคก่อนหน้านี้ ก็ต้องอยู่กับความเบื่อให้ได้เหมือนกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และไม่เคยมีคนยุคไหนที่ต้องอยู่ในภาวะ “ถูกเอนเตอร์เทน” เท่ากับคนในรุ่นนี้เลย
พ่อแม่ กลัวไปหมดว่า ลูกของเราในวัยอนุบาล ประถม มัธยม จะไม่มีอะไรทำ จะเบื่อไหม จะเซ็งไหม และเราก็ตอบสนองด้วยการพาไปเรียนพิเศษต่างๆ พาไปเที่ยว และที่ขาดไม่ได้คือเพิ่มเวลาหน้าจอให้เขา ด้วยความคิดว่า เขาจะไม่เบื่อและเขาจะได้ความรู้ติดมาบ้าง
วันนี้ เราเลยเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยเด็กวัยรุ่นติดเกมและคนทำงานที่ติดละคร ติดทีวี
เพราะเราไม่รู้ว่าจะจัดการกับความเบื่ออย่างไร
หนูดีเพิ่งอ่านหนังสือของนักจิตวิทยาชายชาวอเมริกันท่านหนึ่ง เขาบอกว่า เขางงกับพ่อแม่ยุคนี้มาก ที่ต้องพยายามหาเรื่องมาเอนเตอร์เทนลูกของตัวเองตลอดเวลา เพราะในยุคที่เขายังเป็นเด็กๆ หากวันไหนฝนตก และออกจากบ้านไปไหนไม่ได้ พ่อแม่ก็จะไม่วิ่งมาเอนเตอร์เทน แต่ว่าเขาก็จะนั่งจ้องฝนออกไปจากริมหน้าต่าง และพอเบื่อมากๆ ก็จะต้องลุกไปหาอะไรครีเอตทำเองให้ตัวเองสนุกให้ได้ในวันนั้น
การอยู่กับความเบื่อให้ได้ เป็นเรื่องที่เป็นหน้าที่ของเราทุกคน โดยไม่พาตัวเองเข้าไปหาเรื่องเดือดร้อน
วันนี้ ที่โรงเรียนวนิษาเพิ่งมีการประชุมผู้ปกครองนักเรียนอนุบาลประจำเทอมไป เรามาเจอกันแยกเป็นชั้นๆ เช่น เตรียมอนุบาล อนุบาล 1 2 3 เจอกันแยกเป็นห้องเรียนไปเลยเฉพาะพ่อและแม่ ในแต่ละห้องเราจะพูดคุยกันในวิธีการเลี้ยงลูก การสอนวินัย การสร้างกิจวัตรประจำวัน แต่คำถามหนึ่งที่หนูดีได้ยินทุกห้องเหมือนกันเด๊ะเหมือนกับจับวาง คือ
“ลูกไม่ดูทีวี แล้วจะให้เด็กทำอะไร”
ไม่น่าเชื่อว่า ทีวี หน้าจอไอแพด หน้าจอมือถือ ยูทูบ เพลง และเกมที่แถมมากับโทรศัพท์มือถือนั้น มีผลกับชีวิตและการเลี้ยงลูกของพ่อแม่ยุคนี้มากๆ
ไม่รู้ว่า ตอนสตีฟ จ็อบส์ และครีเอทีฟท่านอื่นๆ ออกแบบเครื่องมือและซอฟแวร์เหล่านี้ เขารู้กันหรือไม่ว่า มันจะกลายมาเป็นอุปกรณ์เลี้ยงเด็ก! และพ่อแม่รุ่นใหม่แทบจะไปไม่เป็นเลยหากเราบอกเขาว่า เขาไม่มีสิทธิขอตัวช่วยจากของเหล่านี้
ไปไม่เป็นกันเลยทีเดียว
มันเลยทำให้หนูดีนึกย้อนกลับไปถึงสมัยก่อนที่จะมีทีวี ก่อนที่จะมีสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตต่างๆ ว่า เด็กโตขึ้นมาได้อย่างไร และพ่อแม่ในรุ่น “ก่อนหน้าจอ” นั้น เขาเลี้ยงลูกกันมาอย่างไรบ้าง
เพราะมองย้อนกลับไป เราก็มีอัจฉริยบุคคล มีนักปราชญ์เก่งๆ มาทุกยุคทุกสมัย
ทั้งๆ ที่รุ่นนั้น เราไม่มีหน้าจอเลยสักเครื่องเดียว
ชาร์ลส์ ดาร์วิน
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
คานธี
โซเครติส
มารี คูรี
เนลสัน แมนเดลา
แม่ชีเทเรซา ฯลฯ
นี่คือรายชื่อของคนที่เติบโตมาโดยไม่มีหน้าจอ ไม่มีทีวี ไม่มีสมาร์ทโฟน ไม่มีไอแพดในการช่วยเลี้ยง และพวกเขาก็เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ได้เลยนะคะ
จะว่าไปแล้ว เขาโตขึ้นมาเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงโลกได้แทบทั้งใบเลยทีเดียว
หนูดีเองมองว่า “ความเบื่อ” ไม่ใช่ของอันตรายเลย
จะว่าไป เป็นเรื่องเชิงบวกมากกว่าเรื่องเชิงลบด้วยซ้ำ
หนูดีเอง ก็มีชีวิตที่มีความเบื่อแสดงตัวมาเรื่อยๆ มาตั้งแต่เด็กๆ และก็มีมาเรื่อยๆ ในสมัยวัยรุ่น และก็มีมาในวัยผู้ใหญ่ ในแต่ละวัยเราก็พยายามจัดการกันไปในรูปแบบที่เหมาะสมกับวัย
จำได้ว่า ในวัยเด็ก สิ่งที่คุณแม่มีให้หนูดีในบ้านเพื่อกำจัดความเบื่อมีแค่ 2 อย่างเท่านั้น คือ หนังสือนิทานและกระดาษขาวที่แม็กไว้เป็นเล่มๆ และกระดาษขาวเปล่า เอาไว้วาด เอาไว้เขียน ฯลฯ และดินสอสี
มีเท่านี้จริงๆ ค่ะ
ไม่มีหน้าจอ ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีอะไรเลย ทั้งหมดในวัยเด็กของหนูดี มีแค่สวนหลังบ้านและนิทาน กระดาษวาดเขียน พอทำอะไรจะเริ่มเบื่อ ก็ออกไปเล่นนอกบ้าน พอเล่นนอกบ้านเบื่อ ก็กลับมาวาดรูป สลับไปมาอย่างนี้จนโตเกินจะเล่นแล้ว ก็พบว่า หนูดีผ่านวัยเด็กมาได้อย่างมีความสุขมากๆ
พอเป็นวัยรุ่น วัยเรียน พอเบื่อ ก็มีกิจกรรมที่เราทำแล้วได้ประโยชน์เพิ่ม เช่น ไปเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหาร ได้เงินมาพอจ่ายค่าเช่าบ้าน ไม่ต้องรบกวนคุณแม่ ไปออกกำลังในยิมของมหาวิทยาลัย หรือไปเดินป่า ซึ่งทำให้ได้เพื่อนใหม่ๆ มาเพียบ
พอโตจนถึงวัยทำงาน ความเบื่อก็ไม่ได้หายไปไหนนะคะ โผล่มาประจำ ก็ต้องถามตัวเองว่า หนนี้ จะแก้เบื่อด้วยการทำงาน หรือแก้เบื่อด้วยการอ่านหนังสือ เดินทางท่องเที่ยว คิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ หรือจัดบ้าน ปลูกผัก ฯลฯ
หนูดีโตมาทุกวันนี้ แทบไม่เคยแก้ปัญหาความเบื่อด้วยหน้าจอเลย และพบว่า ชีวิตที่ไม่ติดหน้าจอนี้ ทำให้เราผันความเบื่อไปเป็นกิจกรรมที่ได้ประโยชน์จริงๆ
คุณพ่อของหนูดีชอบพูดว่า “คนที่ดูทีวี คือ คนที่โยนทิ้งชีวิตอันมีค่าของตัวเอง เพื่อไปดูคนอื่นใช้ชีวิตของเขา” เป็นแนวคิดที่น่าสนใจทีเดียว
ความเบื่อ มีได้ แก้ได้ และที่สำคัญ เราอยู่กับมันได้โดยไม่ต้องกลัวอะไรขนาดนั้น เพราะความเบื่อ มีมาทุกวัย และเขาจะอยู่กับเราไปอย่างนี้จนวันตาย ประเด็นคือ เราจะรับมือกับเขาอย่างไรเท่านั้นเอง







