
ธรรมบรรยาย ณ วัดพระแก้วน้อมถวายเป็นพระราชกุศล...เมื่อ ๒๑ ก.ค. ๒๕๕๖ (ตอน ๘)
ความสงบและระงับของจิตนั้น เกิดจากปีติสุขนั้นค่อยรวมตัวสงบนิ่ง จนเกิดความเป็นอุเบกขาแห่งจิต ให้จิตมีสภาพแห่งความเป็นกลางๆ ของอารมณ์
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ความสงบและระงับของจิตนั้น เกิดจากปีติสุขนั้นค่อยรวมตัวสงบนิ่ง จนเกิดความเป็นอุเบกขาแห่งจิต ให้จิตมีสภาพแห่งความเป็นกลางๆ ของอารมณ์ เมื่อจิตสงบและระงับจากจิตสังขาร จึงเข้าสู่การกำหนดรู้จิตขณะนั้นๆ เป็นขั้นต่อไป จิตมีสภาพธรรมอันใดพึงรู้ในสภาพธรรมอันนั้น สภาพธรรมที่เกิดขึ้นความสืบเนื่องแห่งกุศลจิตที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะให้เกิดความสงบที่เป็นอารมณ์กลางๆ เป็นอารมณ์กลางๆ ที่อยู่ระหว่างความรักกับความชัง สามารถพัฒนาให้เกิดความปราโมทย์ยินดี และทำให้เกิดความตั้งมั่น มั่นคง เข้มแข็ง จนสามารถพัฒนาจิตให้เกิดความรู้ขึ้นได้ จนเกิดมีปัญญาขึ้นในจิตสงบตั้งมั่นนั้น เพื่อความรู้ความเข้าใจในสังขารธรรมทั้งปวง อันควรแก่การละวางเพื่อการเข้าถึงคุณธรรมอันสูงสุด ซึ่งสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ด้วยการพัฒนาคุณภาพจิตตามแนวสติปัฏฐานในหมวดจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
เพื่อให้พอเหมาะกับเวลา ขอให้ทุกคนได้เคร่งครัดกับการกำหนดรู้จิตทุกลมหายใจเข้า ทุกลมหายใจออก เพื่อจะได้ปรับปรุงพัฒนาจิตให้เกิดความสมบูรณ์ในกุศลธรรม ยังให้เกิดความปราโมทย์ยินดี หรือบันเทิงรื่นเริงใจที่เกิดจากการได้ประพฤติธรรมขึ้น จนสามารถรวมจิตลงสู่ความเป็นหนึ่ง และสามารถควบคุมจิตให้ตั้งมั่นได้ด้วยอำนาจแห่งความรู้เท่ารู้ทัน ที่เรียกว่า สติปัญญา โดยมีปัญญานำสติจนสามารถที่จะปลดเปลื้องอารมณ์ออกจากจิต เห็นแจ้งในจิตและอารมณ์ที่แยกออกจากกันเป็นคนละส่วน โดยเมื่ออารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น และโน้มนำเข้ามาชักจูงจิต ก็พึงกำหนดรู้ทันอารมณ์นั้นด้วยจิตที่มีสติปัญญาที่สามารถควบคุมให้สงบนิ่ง ไม่น้อมไปรับอารมณ์นั้นๆ ด้วยสติปัญญารู้เท่าทัน จนเห็นความเกิดดับแห่งอารมณ์นั้นๆ ด้วยหลักการเปลื้องอารมณ์ออกจากจิต จนได้จิตบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นๆ จนที่สุดจิตนั้นสามารถที่จะพัฒนาให้เกิดความรู้ เป็นตัวรู้ที่เรียกว่า ญาณทัศนะ ที่สามารถหยั่งรู้เห็นตามความจริงแห่งสภาพธรรมทั้งปวงได้ด้วยการเห็นความเกิดความดับแห่งสังขารทั้งหลายได้อย่างเป็นธรรมดา เห็นความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของสภาพสังขารทั้งปวง และเห็นความไม่ใช่ตัวตนแห่งธรรมทั้งหลาย จึงพัฒนาเข้าสู่หมวดสืบเนื่องสุดท้าย ได้แก่ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
นั่นหมายความว่า จิตนั้นถูกพัฒนาให้มีตัวรู้เกิดขึ้นอย่างละเอียด เกิดความรู้อันหมดจดจากการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกอย่างไม่ขาดตอน ตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด สามารถหยั่งรู้เห็นความจริงของสภาพธรรมปรุงแต่ง ทั้งภายในและภายนอก ทั้งภายนอกและภายใน จนรู้แจ้งจริงภายในว่า สังขารทั้งหลายที่ปรุงแต่งนั้น ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ปรุงแต่งกายปรุงแต่งจิตนั้นไม่เที่ยง เกิดขึ้นและดับไป ลมคู่นี้ ไหลเข้าคือเกิด ไหลออกคือดับ เห็นความเกิดความดับของความปรุงแต่งในรูปในกายนี้ เมื่อเข้าไปก็ปรุงแต่งให้เกิด ออกมาก็ให้ดับ เห็นสภาพแห่งความเกิดความดับทุกขณะแห่งอารมณ์ให้จิต จนสามารถระงับดับรูปนามได้
(อ่านต่อฉบับหน้า)







