posttoday
ธรรมบรรยาย ณ วัดพระแก้วน้อมถวายเป็นพระราชกุศล...เมื่อ ๒๑ ก.ค. ๒๕๕๖ (ตอน ๗)

ธรรมบรรยาย ณ วัดพระแก้วน้อมถวายเป็นพระราชกุศล...เมื่อ ๒๑ ก.ค. ๒๕๕๖ (ตอน ๗)

19 สิงหาคม 2556

ลมหายใจคู่นี้ เป็นความสืบเนื่องแห่งการปรากฏของความมีชีวิต เป็นการปรากฏว่ามีจิตวิญญาณถือครองอยู่ในกายนี้

โดย...พระอาจารย์อารยะว้งโส

ลมหายใจคู่นี้ เป็นความสืบเนื่องแห่งการปรากฏของความมีชีวิต เป็นการปรากฏว่ามีจิตวิญญาณถือครองอยู่ในกายนี้ การแผ่ลมเข้าไปในรูปหรือกายนี้จึงเป็นการกำหนดรู้ไปที่กาย เมื่อปรุงแต่งกายด้วยลมดังกล่าวที่แผ่ซ่านไปจึงเรียกว่า กายสังขาร การกำหนดรู้ต่อเนื่องอย่างละเอียดประณีตทุกลมหายใจเข้าลมหายใจออกอย่างต่อเนื่อง จะทำให้สภาพความปรุงแต่งในกายนี้จะค่อยๆ ลดลง บรรเทาความปรุงแต่งลง จนระงับไป ซึ่งความระงับของกายสังขารจะเห็นได้จากความประณีตแห่งลมที่ละเอียด เบาบาง ประณีต นุ่มนวล แน่วแน่ นิ่งสงบได้ อีกทางหนึ่งด้วย

ความละเอียด ความเบาบางของลม ที่ไหลเข้าไปทั้งหายใจเข้าหายใจออกในกายนี้ แสดงให้เห็นถึงความหยุดอยู่กับลมของจิต เมื่อจิตหยุดอยู่กับลมในการกำหนดรู้ลม จิตก็จะสงบ อาการแห่งความสงบของกายสังขารนั้น จึงสัมพันธ์กับจิตสังขารหรือการปรุงแต่งจิต ให้เห็นสภาพการปรุงแต่งจิตหรือจิตสังขารที่ประณีตละเอียดกว่า สภาพการปรุงแต่งทางกายที่เรียกว่า จิตสังขาร

เมื่อกายสังขารสงบลง นั่นหมายถึงว่า จิตนั้นได้หยุดและสงบลงจนเกิดเป็นอำนาจแห่งสมาธิ ตามไปด้วยอำนาจแห่งการเจริญหรือการภาวนาอบรมจิตในเบื้องต้น จึงให้สมาธิเกิดความตั้งมั่นแห่งจิต จนเกิดองค์ธรรมแห่งสมาธิขึ้น ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาจิต ซึ่งขอสรุปย่นย่อพอเป็นแนวในการปฏิบัติให้เหมาะควรกับเวลา โดยในเบื้องต้นนั้น พึงหายใจเข้ายาว พึงหายใจออกยาว อย่างกำหนดรู้ไม่ขาดตอน ต่อไปแม้หายใจเข้าสั้น ออกสั้น ก็กำหนดรู้อย่างชัดเจนต่อเนื่อง รู้จนเห็นความประณีตละเอียดในลมคู่นี้ที่หายใจเข้าออก ซึ่งหมายถึงการปรุงแต่งกายนี้ของลมคู่นี้ที่เข้าแผ่ไปในกายนี้ ค่อยละเอียดและประณีตจนระงับไป เพราะลมคู่นี้ละเอียด ประณีต จนเบาบางและให้ความสงบ ให้ความนุ่มนวลแน่วแน่ เป็นความนุ่มนวลแน่วแน่ที่ให้เกิดความนิ่งของจิต ที่ยกขึ้นสู่ความเป็นหนึ่งแห่งจิต เป็นเอกัคคตารมณ์ เป็นเอกัคคตาจิต ให้เกิดอำนาจความเป็นสมาธิ เสวยในอารมณ์ดังกล่าวนี้ จึงเป็นการเสวยอารมณ์ของอานาปานสติในเบื้องต้น เป็นการเสวยอารมณ์ที่ยกขึ้นสู่จิตที่เป็นกรรมฐาน คือให้จิตเป็นที่ตั้งแห่งฐานะการทำงานเป็นหนึ่ง เพื่อให้เกิดความเป็นหนึ่งของจิต จนจิตเกิดรวมลงเป็นหนึ่ง ให้ตั้งมั่นสงบอยู่ในอารมณ์เดียว

อารมณ์แห่งธรรมของความเป็นหนึ่งแห่งจิตย่อมเป็นกุศลธรรม ทำให้จิตเกิดความอิ่มเอิบ เกิดความยินดี เกิดความพึงใจ สืบเนื่องอารมณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับจิต พึงกำหนดรู้อารมณ์ธรรมดังกล่าว ทุกลมหายใจเข้า ทุกลมหายใจออก อารมณ์ธรรมที่ยกขึ้นสู่จิตดังกล่าวเรียกว่า เวทนา จึงให้กำหนดรู้ในอารมณ์ธรรมที่เป็นวัตถุที่ตั้งของจิต เพราะเมื่อจิตกำหนดรู้วัตถุที่ตั้งดังกล่าว ก็ย่อมเข้าสู่อารมณ์แห่งกรรมฐาน อารมณ์ของจิตที่สืบเนื่องในลมคู่นี้เป็นอารมณ์ของกุศลธรรม ให้กุศลจิต ให้เกิดความยินดี ให้เกิดความพึงใจ ความยินดีความพึงใจที่เกิดขึ้นดังกล่าวนั้น ให้เกิดความเบิกบานใจในลมคู่นี้ที่หายใจเข้าหายใจออก ย่อมให้เกิดความเบิกบานใจสืบเนื่องจากจิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ เป็นสมาธิที่แสดงให้เห็นความจริงว่า จิตนั้นพัฒนาสู่ความเป็นกุศลจิตได้ เป็นจิตที่ดีได้

จิตที่ดีเป็นกุศลนั้นจะรวมลงและสงบได้เร็ว เพราะละวางจากอำนาจของอกุศลธรรมทั้งปวงที่เป็นเครื่องกีดขวางไม่ให้จิตสงบลงได้ อันให้เกิดเป็นอุปสรรคต่อการตั้งมั่นแห่งจิตหรือสงบลงด้วยอำนาจแห่งธรรม ซึ่งได้แก่ อำนาจนิวรณ์ธรรมทั้ง ๕ ตามที่กล่าวในเบื้องต้น คือ ความพึงใจในกามคุณ กามราคะ กามฉันทะ ปฏิฆะ ขุ่นเคืองคับแค้นไม่ชอบใจ ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา... อำนาจความชอบใจไม่ชอบใจ ความขุ่นใจ ความคับแค้นใจ ความสงสัยลังเล ความฟุ้งซ่านรำคาญทั้งหลายเหล่านี้ มันจะสงบหยุดลงเมื่อเรากำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออกอย่างต่อเนื่อง และรู้ชอบในการประพฤติปฏิบัติ ที่กำหนดนั่ง เดิน ยืน หรือนอน หรือในอิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่ง ไม่ใช่เฉพาะที่นั่งอยู่ ณ ขณะนี้

การรู้ตัวนั้นจึงทำให้จิตไม่ไหลหลงไปในอารมณ์ต่างๆ เพื่อให้กำหนดรู้อยู่ที่กายและรูปนี้ และรวมลงไปที่ลมหายใจคู่นี้ที่ประสานสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิต เห็นกายสังขารหรือกายอารมณ์ที่แผ่ซ่านอยู่ตลอดเวลา จนเห็นความสงบความระงับเกิดขึ้น ความระงับแห่งจิตที่เกิดขึ้นจากการรวมลงของจิตที่รวมลงในการกำหนดรู้ลมหายใจคู่นี้ ย่อมให้เกิดความตั้งมั่นที่เรียกว่า สมาธิ

สมาธิเกิดขึ้น เพราะจิตนั้นได้ยกขึ้นสู่อารมณ์ และเสวยในอารมณ์ที่กำหนดรู้ขึ้นจากวัตถุคือลมหายใจเข้าออกคู่นี้ ถ้ากระทำการอย่างต่อเนื่อง จิตก็จะพัฒนาสู่ความตั้งมั่น และจะเกิดองค์ธรรมสืบเนื่องคือ ปีติอันเป็นอารมณ์ที่ยกขึ้นสู่จิตเรียกว่า เวทนา คู่กับ สุข คือความสุขใจให้เกิดความชอบใจ ปีตินั้นต่างกับความสุขแต่ต่อเนื่องกัน เมื่อเบิกบานใจยินดีก็จะสุขใจ ความสุขใจที่เกิดขึ้นจากความเบิกบานยินดี จึงเป็นอารมณ์ที่ยกขึ้นสู่จิตสืบเนื่องต่อเนื่องจากการกำหนดรู้ลมหายใจคู่นี้ เรียกการกำหนดรู้อาการเวทนาดังกล่าวว่า อยู่ในหมวดของเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ซึ่งจะต้องให้อาการปีติและสุขสืบเนื่องเกิดขึ้น

ดังนั้น เมื่อหายใจเข้าพึงรู้เวทนา คือ รู้ปีติให้ทั่วถึง หายใจออกรู้ปีติให้ทั่วถึง และสืบเนื่องการปฏิบัติด้วยการรู้สุขให้ทั่วถึงทุกลมหายใจเข้าลมหายใจออก การรู้ปีติรู้สุขอย่างทั่วถึงละเอียด ก็เหมือนกับรู้ความปรุงแต่งของลมที่แผ่เข้าไปในกายนี้ จนเกิดการปรุงแต่งกายด้วยลม ที่เรียกว่า กายสังขาร ตามที่กล่าวไปแล้ว ซึ่งต่อเนื่องในการกำหนดรู้เวทนา โดยเมื่ออารมณ์ใดเกิดขึ้นก็พึงกำหนดรู้ในอารมณ์ดังกล่าวนั้น อารมณ์ ก็คือ ปีติและสุขที่ยกขึ้นสู่จิตที่เรียกว่าเวทนานั่นเอง อันก่อให้เกิดความรู้สึกที่จิตเข้าไปเกี่ยวข้องในอารมณ์นั้น อันเป็นกุศลธรรมที่ให้เห็นเป็นอารมณ์แห่งปีติกับสุข ที่จะนำไปสู่ความเป็นเอกัคคตารมณ์ ให้เกิดความเป็นหนึ่งของจิตขึ้น จึงให้กำหนดรู้ต่อเนื่องไปจนปีติสุขสงบและระงับ ซึ่งหมายถึงความเป็นจิตสังขารหรือความปรุงแต่งของจิตนั้นได้สงบและระงับตามไปด้วย n

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท