
ธรรมบรรยาย ณ วัดพระแก้วน้อมถวายเป็นพระราชกุศล...เมื่อ ๒๑ ก.ค. ๒๕๕๖(ตอน ๖)
จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนชาวไทยในฐานะพสกนิกรชาวไทยได้พร้อมใจกันปฏิบัติธรรมเจริญภาวนา
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนชาวไทยในฐานะพสกนิกรชาวไทยได้พร้อมใจกันปฏิบัติธรรมเจริญภาวนา เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสมหามงคลดังกล่าว โดยขออัญเชิญองค์พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรพระแก้วมรกต ซึ่งประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในเขตพระบรมมหาราชวัง เป็นองค์พระประธานในพิธี เพื่อกระทำความศักดิ์สิทธิ์ให้บังเกิดในดวงจิต อันจะทำให้เกิดความสัมฤทธิ์ในการประมวลธรรม จนก่อเกิดธรรมานุภาพแผ่กว้างไปทั่วทุกสารทิศ แปรสภาพผืนตาข่ายธรรมฤทธิ์ ปกป้องคุ้มครองแผ่นดินไทยให้เกิดความสันติสุข สัตว์ทั้งหลายจะได้สมบูรณ์พร้อมด้วยสติปัญญา ในสัตว์ผู้มีวาสนาบารมีทั้งหลายที่จะได้รู้เข้าใจในพระสัทธรรมที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว เพื่อพึงจะได้สำเร็จผลในการปฏิบัติธรรมบูชาธรรมตามกำลัง เพื่อจะได้รวมจิตร่วมใจรวมพลังบุญกุศลน้อมเกล้าฯถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในวโรกาสมหามงคลดังกล่าว...
จึงขอเชิญท่านทั้งหลายร่วมกันเจริญธรรมตามลำดับ เข้าสู่เขตกรรมฐานด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ตามแนววิธีปฏิบัติอานาปานสติ ๑๖ ขั้น ดังปรากฏรายละเอียดอยู่ในอานาปานสติสูตร ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงสั่งสอนพระภิกษุสงฆ์และสาธุชน ผู้มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาให้ได้ประพฤติปฏิบัติตาม เพื่ออบรมพัฒนาจิตให้ถึงที่สุดของวิสุทธิธรรมเพื่อความสิ้นทุกข์ จึงพึงพร้อมใจกันนั่งเจริญสมาธิด้วยการตั้งกายตรงดำรงสติมั่น มีสติกำหนดรู้หายใจเข้า มีสติกำหนดรู้หายใจออก อย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้เข้าสู่วิถีธรรมสืบต่อไปเบื้องหน้า
ขอให้ผู้ปฏิบัติ พึงกำหนดรวมจิตลงที่ฐานแห่งลมที่หายใจเข้า ลมที่หายใจออก ลมคู่นี้จะเป็นที่ตั้งแห่งกรรมฐาน คือ เป็นที่ตั้งแห่งการทำงานของจิต ด้วยการมีสติกำกับระลึกรู้ลงไปว่า ลมหายใจเข้า พึงรู้ ลมหายใจออก พึงรู้ เบื้องต้นเมื่อหายใจเข้ายาว พึงรู้ เบื้องต้นหายใจออกยาว พึงรู้ ให้ติดตามดูลมที่หายใจเข้าหายใจออกคู่ดังกล่าว อย่างจดจ่อต่อเนื่องไม่ขาดตอน จิตก็ค่อยประมวลรวมลงอยู่ที่ลมหายใจอันเป็นลมคู่กรรมฐาน จนหยุดสงบอยู่กับการกำหนดรู้ลมหายใจคู่นี้ ซึ่งจะสัมพันธ์กับการกำหนดรู้ชอบ ในขณะที่นั่งเจริญภาวนาอยู่
ต่อไปสืบเนื่องการมีสติด้วยการกำหนดรู้ ลมหายใจที่เข้าสั้น ลมหายใจที่ออกสั้น เห็นสภาพความแตกต่างแห่งลมคู่นี้ ทั้งที่หายใจยาวเบื้องต้น และที่หายใจเข้าสั้นในต่อมา การกำหนดรู้จดจ่อต่อเนื่องของลมหายใจคู่นี้ เป็นการประสานกายจิตให้เป็นหนึ่งเดียว กายก็สงบ จิตก็สงบ การแผ่ลมเข้าไปในกาย เป็นการปรุงแต่งกายไปตามสภาพแห่งลมที่ไหลเข้าออก จึงเรียกว่า กายสังขาร
พึงกำหนดรู้สภาพแห่งลมที่แผ่ไปทั่วรูปด้วยกายนี้ เรียก รู้กายสังขาร ทุกลมหายใจเข้าทุกลมหายใจออก ให้มีความกำหนดจดจ่อต่อเนื่องในการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออก ที่แผ่เข้าไปปรุงแต่งสภาพรูปหรือกายนี้ เห็นแจ้งชัดด้วยสภาพแห่งความปรุงแต่งที่ลมไหลเข้าไปในรูปหรือกายนี้อย่างต่อเนื่องอย่างละเอียด
ความจดจ่อต่อเนื่องของการกำหนดรู้ไปที่การรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออก ที่สัมพันธ์กับรูปหรือกายนี้ค่อยๆ ประณีตลง ระงับลง และจะเห็นความสงบลงแห่งจิต ที่รู้อยู่กับสภาพแห่งลมที่เข้าไปในกายนี้ ด้วยการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออกอย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน จนที่สุด จึงเห็นสภาพแห่งความระงับของลมคู่นี้ที่เข้าไปปรุงแต่งกายนี้ คือ ละเอียดและประณีต จนเหมือนกับระงับสภาพการปรุงในกายนี้ จึงเรียกว่า ระงับกายสังขาร
การกำหนดดูรู้ความต่อเนื่องแห่งลมหายใจคู่นี้ที่หายใจเข้าหายใจออก และเห็นแจ้งความสัมพันธ์ในกายนี้ของลมคู่นี้ เป็นการตั้งรู้ไปที่กายเป็นเบื้องต้น จึงเรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน โดยสติตั้งลงที่กาย อาศัยลมคู่นี้สืบเนื่องแห่งกาย จึงเรียกลมคู่นี้ที่ไหลเข้าไปว่า กายภายใน เป็นกายที่เกิดจากสภาพแห่งการปรุงแต่งของลม ซึ่งแตกต่างจากกายภายนอก ที่เป็นกายหยาบ ที่มีเนื้อหนังมังสาประมวลรวมกันอยู่ ให้สัมผัสจับต้องมองเห็นได้ เมื่อลมแผ่เข้าไปสู่ภายใน ซึมซาบไปเป็นกายลม จึงเรียกว่า กายสังขาร n
อ่านต่อฉบับหน้า







