
เกอร์แลง ตำนานความงามชั้นสูง
ตำนานของเครื่องสำอางเกอร์แลง เริ่มต้นจาก ปิแอร์ฟรองซัวส์ปาสกาล เกอร์แลง ผู้ก่อตั้ง ซึ่งละทิ้งธุรกิจการทำพิวเตอร์ (ดีบุกผสมตะกั่ว)
โดย...ป้าเบ็ตตี้ บูพ
ตำนานของเครื่องสำอางเกอร์แลง เริ่มต้นจาก ปิแอร์ฟรองซัวส์ปาสกาล เกอร์แลง ผู้ก่อตั้ง ซึ่งละทิ้งธุรกิจการทำพิวเตอร์ (ดีบุกผสมตะกั่ว) มาทำการศึกษาด้านเคมีวิทยาในการผลิตน้ำหอม ที่รวมไปถึงการสกัดหัวน้ำหอมจากพืชพันธุ์ต่างๆ และยังได้ไปเรียนรู้วิธีการทำสบู่ในอังกฤษอีกด้วย
ปี ค.ศ. 1828 ปิแอร์ฟรองซัวส์ปาสกาล เกอร์แลง เดินทางพร้อมบุตรชาย 2 คน คือ แอมเม และ กาเบรียล จากพิคาร์ดีบ้านเกิด มาเปิดร้านปรุงน้ำหอมแห่งแรกบนถนนริโวลี ภายใต้ย่านร้านค้าแบบอาเขต ซึ่งในปัจจุบันนี้คือห้องอาหารค่ำของโรงแรมเมอริซ ร้านค้าแถบนั้นกลายเป็นแหล่งนัดพบของสังคมชั้นสูงชาวปารีเซียง
ความนิยมในน้ำหอมกลิ่นเดิมๆ เริ่มเสื่อมลง และแทนที่ด้วยผลงานของเกอร์แลง ที่บ่งบอกถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาได้อย่างลึกซึ้ง อย่างเช่น กลิ่น Senteur des Champs (ซองเตอร์ เดส์ ชอมป์ส) หรือ Bouquet du Roi d’Angleterre (บูเกต์ ดู รัว ด็องเกลอแตร์)
ปิแอร์ฟรองซัวส์ปาสกาล เกอร์แลง ได้แสดงความสามารถทางด้านการปรุงน้ำหอม ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอมสำหรับผู้หญิงไปงานเลี้ยงในตอนกลางคืน แม้แต่ โอโนเร เดอ บัลซัค นักประพันธ์ชื่อดัง ยังขอให้เขาปรุงน้ำหอมเฉพาะให้
ปี ค.ศ. 1834 ผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่นิยมและสร้างชื่อเสียงให้กับเกอร์แลงในยุคนั้น คือ Creme de la Fraise (แคร็ม เดอ ลา แฟรส) ครีมบำรุงเพื่อผิวที่กระจ่างใส ที่แม้แต่ดัชเชสผู้สิริโฉมอย่างเจ้าหญิงเอลิซาเบธ โดทริกซ์ พระมารดาของจักรพรรดิฟรองซัวส์โชเซป โดทริกซ์ (ผู้ปกครองฮังการี โบแอม และโครเอเชีย สมัยนั้น) ยังทรงใช้เป็นประจำ นอกจากนี้ยังมีครีมบำรุงผิวมือ ผลิตภัณฑ์เพื่อฟันขาว และผลิตภัณฑ์ปลูกผม ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างเป็นอย่างสูงในยุคนั้น
ปี ค.ศ. 1844 วันที่ 15 ก.พ. ลา โมด หนังสือพิมพ์ยอดนิยมรายสัปดาห์ของสุภาพสตรีชั้นสูงในฝรั่งเศส ลงประกาศการเปิดสาขาที่ 2 ของเกอร์แลง ณ อาคารเลขที่ 11 ถนนลา เปซ์ ซึ่งได้เริ่มดึงดูดแบรนด์สุดหรูให้มารวมกัน
ปี ค.ศ. 1853 ปิแอร์ฟรองซัวส์ปาสกาล เกอร์แลง ได้รับมอบหมายภารกิจซึ่งถือเป็นเกียรติยศอันสูงส่งจากจักรพรรดินีเออเฌนี ให้สรรค์สร้าง l’Eau de Cologne Imperiale ซึ่งได้กลายเป็นน้ำหอมที่พระองค์ทรงโปรดปรานเป็นอย่างมาก
จากความสำเร็จของน้ำหอมรุ่น Jicky และอีกมากมาย กลายเป็นแรงผลักดันให้เกอร์แลงเปิดสาขาต่อมาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสาขาที่ย่านชอมป์เซลิเซส์ ที่ปัจจุบันคือแหล่งรวมของหรูหรามีสไตล์ที่สุดของนครปารีส
ปี ค.ศ. 1870 ปารีสตกอยู่ในห้วงของสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่เกอร์แลงก็ไม่หยุดยั้งสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ประหนึ่งข้อความส่งถึงลูกค้าว่า “อย่าลืมฉัน” ออกมาในรูปแบบของลิปสติกแท่งแรกของเกอร์แลง รวมถึงแป้งทาหน้า ดินสอเขียนคิ้ว ซึ่งหมายถึงการเปิดไลน์เครื่องสำอางอย่างเต็มรูปแบบ
ปี ค.ศ. 1914 ที่ตั้งของสาขาของเกอร์แลง ณ อาคารเลขที่ 68 ถนนชอมป์เซลิเซส์ เปิดตัวขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้แก่เหตุการณ์สำคัญนี้ เกอร์แลงได้ปรุงน้ำหอม Le Parfum des ChampsElysees (เลอ ปาร์ฟัง เดส์ ชอมป์เซลิเซส์) ให้แก่ผู้หญิงปารีเซียง บรรจุอยู่ในขวดรูปทรงหรูหราที่เรียกว่า Tortue (ตอร์ตู)
ปี ค.ศ. 1930 เกอร์แลงที่โด่งดังจากผลิตภัณฑ์น้ำหอม เริ่มมาเน้นใส่ใจผลิตไลน์เครื่องสำอางมากขึ้น โดยเฉพาะการตอบสนองกลุ่มลูกค้าชั้นสูงที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของพวกเขามาตั้งแต่ต้น ด้วยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามของสาววัยสูงขึ้น ด้วยปรัชญาที่ว่า เวลาเปลี่ยนแต่ความงามยังไม่เปลี่ยนแปลง นอกจากเครื่องสำอางเติมแต้มสีสันใหม่ๆ แล้ว ยังสร้างสรรค์ครีมกันแดดและแป้งเพื่อความกระจ่างใส และเป็นรายแรกๆ ที่ผลิตลิปสติกพาเลตต์ 3 สีในตลับเดียวออกสู่ตลาด
ปี ค.ศ. 1987 เกอร์แลงคิดค้น Meteorites (เมเตโอริตส์) แป้งเม็ดกลมหลากสี ที่สามารถผสมผสานออกมาให้ได้ผลความกระจ่างใส โดยนำเอาแนวคิดจากสีรุ้งที่ 7 สีรวมกันกลายเป็นสีขาว บรรจุในกล่องเหล็กหรูหรา และกลายเป็นสินค้ายอดนิยมจนกระทั่งปัจจุบัน
ปัจจุบัน เกอร์แลงยังรักษาสิทธิเฉพาะในการทำการตลาดผลิตภัณฑ์ในปารีส ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของตระกูลเกอร์แลงมาอย่างยาวนาน เนื่องจากในอดีตเกอร์แลงเคยถูกห้างสรรพสินค้าในปารีสปฏิเสธให้วางจำหน่ายสินค้า และนับตั้งแต่นั้นมา พวกเขาจึงตัดสินใจวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกรุงปารีส ผ่านทางร้านสแตนด์อะโลนของเกอร์แลงเท่านั้น
ธรรมเนียมปฏิบัตินี้ยังได้รับการยึดถือกันมาถึงคนรุ่นหลัง โดยเกอร์แลงมีสแตนด์อะโลนของเกอร์แลงถึง 17 สาขา ในฝรั่งเศส







