posttoday
กระดูกสันหลังของชาติ

กระดูกสันหลังของชาติ

10 สิงหาคม 2556

เราอาจคุ้นเคยกับคำเปรียบเปรยที่ว่า ชาวนา คือ กระดูกสันหลังของชาติ แต่กระดูกสันหลังของชาติสำหรับผมในวันนี้ คือ กระดูกสันหลังจริงๆ แบบไม่ต้องเปรียบเปรย

โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว

เราอาจคุ้นเคยกับคำเปรียบเปรยที่ว่า ชาวนา คือ กระดูกสันหลังของชาติ แต่กระดูกสันหลังของชาติสำหรับผมในวันนี้ คือ กระดูกสันหลังจริงๆ แบบไม่ต้องเปรียบเปรย

แล้วชาติมีกระดูกสันหลังด้วยหรือ... หลายคนอาจแอบสงสัย

ก็คงไม่มีหรอกครับ แต่คำว่า “ของชาติ” ในความหมายของผมคงต้องขอขยายความสักหน่อยว่า ก็คืออนาคตของชาติ ซึ่งก็คือ เด็กๆ เยาวชนในวันนี้นั่นเอง งงมั้ยล่ะ

เอาแบบตรงๆ กันเลย ก็คือ กระดูกสันหลังของเด็กไทยในวันนี้กำลังมีปัญหาครับพี่น้อง และปัญหาที่ว่ามันมาจากเรื่องของการศึกษาของบ้านเรานี่แหละที่ทำให้เด็กๆ ต้องรับภาระหนักอึ้งอยู่ที่แผ่นหลังทุกๆ วัน

ผู้ปกครองหลายๆ คนคงมีประสบการณ์เช่นเดียวกับผม ที่พบว่ากระเป๋าของไอ้ตัวเล็กเด็กชั้นประถม 1 ที่ต้องแบกไปโรงเรียนทุกๆ เช้า ล้วนอัดแน่นไปด้วยหนังสือสารพัดวิชา บางวิชาก็มีมากกว่า 1 เล่ม และด้วยความสงสัย ก็เลยลองเอากระเป๋ามาชั่งดู ปรากฏว่าน้ำหนักชั่งเมื่อเช้าได้เกือบๆ 4 กิโลกรัม

4 กิโลกรัมสำหรับเด็ก ป.1 ที่ต้องแบกน้ำหนักไปโรงเรียนขนาดนี้ หลัง ไหล่ จะรับได้แค่ไหน น่าเป็นห่วงอนาคตของชาตินะครับ แต่ที่สำคัญกว่านั้นมันมีภาพสะท้อนอะไรบางอย่างเกี่ยวกับระบบการศึกษาของไทยที่น่าสนใจไม่น้อยครับ

ทุกวันนี้การศึกษาบ้านเราจะเน้นให้เด็กเรียนรู้ด้านวิชาการกันอย่างหนัก เรียนรู้อย่างเดียวไม่พอ ยังต้องแข่งขันกันแบบเอาเป็นเอาตาย เพื่อเป้าหมาย คือ การเข้ามหาวิทยาลัยในคณะ ในสาขาวิชาที่ต้องการ ต่างกับยุคสมัยก่อนที่ใช้ระบบสอบเอ็นทรานซ์ครั้งเดียวรู้เรื่อง

แค่ระบบวิธีคัดเลือกที่แตกต่างกัน มันทำให้เด็กแตกต่างกันไปด้วยเช่นกัน เท่าที่สังเกตเห็นจะพบว่า เด็กสมัยนี้ แม้จะเก่งกว่าสมัยก่อน แต่กลายเป็นคนที่ขาดอะไรบางอย่างตามวัยที่เขาสมควรได้รับมัน เนื่องจากเวลาส่วนใหญ่มักใช้อยู่กับการเรียนทั้งเวลาเรียนปกติ แถมด้วยเรียนพิเศษ วันเสาร์อาทิตย์

ประสบการณ์ชีวิตในบางช่วงเวลาที่ขาดหายไป เพราะต้องมุ่งเรียน มุ่งแข่งขันให้ตัวเองเป็นผู้ที่ถูกเลือก ทำให้กลายเป็นคนที่มีภูมิคุ้มกันชีวิตต่ำ อาจจะคล้ายคำโบราณที่ว่า มีความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด ชีวิตค่อนข้างจริงจัง เพราะต้องแข่งขันอยู่ตลอดเวลา หนักหน่อยก็กลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัวไปเลยก็มีให้เห็นอยู่เยอะทีเดียว

ขณะที่เด็กยุคก่อนเรียนแค่เวลาเรียนปกติ (เผลอๆ มีโดดเรียนกันอีกต่างหาก) พอถึงเวลาใกล้สอบก็ค่อยมาท่องตำราเอาจริงเอาจังกับการเรียน เวลาที่เหลือเอาไปเที่ยว เอาไปลุยกับเพื่อนๆ ได้เรียนรู้ชีวิตนอกห้องเรียนที่สุขบ้าง ทุกข์บ้าง คละเคล้ากันไปตามวัยมัน เด็กพวกนี้แม้จะไม่เก่งเท่าเด็กในยุคปัจจุบัน แต่ก็มีภูมิคุ้มกันชีวิตที่ดีกว่า มีความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตที่สามารถเอาตัวรอดได้เป็นการทดแทน

ในสังคมปัจจุบันคนรุ่นใหม่ คนวัยเริ่มทำงาน ซึ่งเป็นผลพวงจากเด็กที่แข่งกันเรียน แข่งกันสอบได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เรามักได้เห็นจากเด็กกลุ่มนี้ คือ อยู่ในโลกส่วนตัวค่อนข้างเยอะ มาถึงที่ทำงานก็เอาหูฟังครอบหัวทำงานในส่วนที่ได้รับผิดชอบ ขาดการมีส่วนร่วม หรือมีส่วนร่วมกับผู้คนน้อย อัดอั้นอะไรก็เอาไประบายใส่โซเชียลมีเดีย สุดท้าย ถ้ามีทางเลือกก็มักจะไปเอาดีกับงานอิสระที่ไม่ต้องไปยุ่งกับใคร

สังคมเรากำลังเดินไปในทางนั้นครับ กลายเป็นสังคมที่ความเอื้ออาทรต่อกันลดน้อยลง คนมองโลกในแง่ดีกำลังถูกติติงว่าเป็นพวกโลกสวย กลายเป็นพวกดัดจริตไปซะอย่างนั้น กระดูกสันหลังของชาติเรากำลังเริ่มมีปัญหาแล้วซิครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท