posttoday
เรียนจากคนที่เก่งที่สุด

เรียนจากคนที่เก่งที่สุด

07 สิงหาคม 2556

โดย...หนูดีวนิษา เรซ

โดย...หนูดีวนิษา เรซ

ในการที่เราจะเป็นคนเก่งได้ เราต้องมีครูที่เก่ง เพราะคนส่วนใหญ่แล้วจะเก่งเท่าที่ครูของเขาเก่งเท่านั้นเอง ดังนั้น ในการที่เราจะเป็นคนที่เก่งมากๆ ได้ เราจำเป็นที่จะต้องเริ่มต้นด้วยการ “ค้นหาครูที่เก่งที่สุดเท่าที่เราจะมีฝีมือหาได้” เป็นอันดับแรก

คนเราเรียนรู้จากการเลียนแบบ

เริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่เราเป็นเด็ก เราเพิ่งเกิด กว่าเราจะหัดพูดได้เป็นคำ เป็นประโยค เราก็ต้องฟังคนที่อยู่รอบๆ ตัวเราและเลียนเสียงของเขา พอพูดได้ เราก็เริ่มเลียนแบบท่าทางของเขา การกิน การนอน การใช้ชีวิต พูดง่ายๆ ว่า มนุษย์ถูกโปรแกรมมาให้เลียนแบบพฤติกรรมของคนและสิ่งรอบตัวของเรา ทั้งนี้ เป็นไปเพื่อการอยู่รอด

แม้เมื่อเราอยู่รวมกันเป็นสังคม มีโรงเรียนเกิดขึ้น วิธีการเรียนรู้ของเราก็ยังคงไม่เปลี่ยน เรายังคงเรียนรู้ผ่านการเลียนแบบนั่นเอง

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นมากๆ ที่เราต้องมีต้นแบบที่ดี

สมัยโบราณ คนโบราณอยากเรียนรู้วิชาอะไร อันใดอันหนึ่ง ก็ต้องบุกบั่นข้ามเขาไม่รู้กี่ลูก เพื่อไปขอเล่าเรียนวิชา และหากเจ้าสำนักไม่รับ ก็จะต้องมีการคุกเข่าอยู่หน้าประตูสำนักกันเป็นวันๆ เพื่อให้อาจารย์เห็นใจยอมรับเป็นศิษย์ในที่สุด

หนูดีว่า ก็ไม่ต่างจากโลกปัจจุบันเท่าไร แค่วิธีการสมัครแตกต่างไปเท่านั้นเอง เปลี่ยนจากการคุกเข่าตากฝนข้ามวันข้ามคืน มาเป็นการสอบ การเขียนใบสมัคร การเขียนจดหมายแนะนำตัว การอดตาหลับขับตานอนท่องหนังสือเพื่อสอบให้ผ่าน ฯลฯ เพื่อเข้าไปเรียนใน “สำนัก” หรือมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ที่ไหนที่ดีที่สุด

สำหรับหนูดีเองแล้วคิดว่า ไม่มีโรงเรียนไหนที่ “ดีที่สุด”

แต่มีเพียง “โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่เหมาะสมที่สุด” เท่านั้น

ดี ต่างกับ เหมาะสม

เพราะดี มีการจัดลำดับได้โดยองค์กรที่เป็นกลาง (และไม่เป็นกลาง) จำนวนมาก ที่พากันออกมาบอกว่า ปีนี้ มหาวิทยาลัยไหนได้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลก ของประเทศ ที่ไหนหลุดสิบอันดับแรก ที่ไหนมีทุนมากที่สุด ที่ไหนมีครูที่ได้รางวัลโนเบลมากที่สุด ฯลฯ ทั้งหมดนี้ เป็นข้อมูลที่เปลี่ยนไปมาเรื่อยๆ ซึ่งหาข้อมูลได้ไม่ยาก มีทั้งพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือ เป็นรายงานประจำปี หรือเพียงเรามีอินเทอร์เน็ตเราก็เสิร์ชหาข้อมูลได้ไม่ยากเย็นเลย

แต่โรงเรียนที่ “เหมาะสม” นั้นหายากกว่า

มีเพียงเราเท่านั้นที่จะรู้ได้ และไม่สามารถรู้ได้ทันทีเสียด้วย เพราะการเลือกครู หรือเลือกที่เรียนจากระยะไกล โดยที่เรายังไม่ได้เข้าไปเรียนจริงนั้น เราจะมีข้อมูลเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น แต่พอเราเข้าไปเรียนหรือสัมผัสจริงๆ แล้ว ความจริงอาจกลายเป็นอีกอย่างเลยก็ได้ เราอาจชอบมากขึ้น ชอบน้อยลง หรือถึงขั้นเรียนไม่ได้ต้องย้ายกันเลยทีเดียว

“การเลือกที่เรียนจากครู” ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการคัดสรรที่เรียนที่น่าจะเหมาะกับเราที่สุด หนูดีเองตอนที่เลือกโปรแกรมปริญญาโทก็เลือกจาก “ครู” คือ หาข้อมูลก่อนว่า ครูคนไหนที่เราชอบผลงานวิจัย ชอบการสอนของเขา ชอบทฤษฎีของเขา แล้วค่อยตามหาดูว่าตอนนี้เขาสอนอยู่ที่ไหนแล้ว เพราะอาจารย์ดีๆ มักถูกซื้อตัวเสมอๆ เปลี่ยนมหาวิทยาลัยไปมา แต่ถ้าเราเลือกจากอาจารย์ เขามักไม่เปลี่ยนสไตล์การสอน วิธีนี้หนูดีพบว่า ได้ผลสมใจ คือ เมื่อเข้าไปเรียนแล้ว ได้เรียนรู้ในสิ่งที่สงสัยในทฤษฎีของอาจารย์ได้ความกระจ่าง แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น คือ เราได้วิธีคิดของอาจารย์ติดมาด้วย แม้ท่านจะเป็นคนพูดตรงๆ ได้รับฟังคำเตือนครั้งแรกๆ จะมึนๆ แต่เมื่อเปิดใจยอมรับ นำมาปรับใช้ หนูดีพบว่า ตัวเองเปลี่ยนไปแบบจำตัวเองแทบไม่ได้ทีเดียวเมื่อตอนเรียนจบออกมา

คนเราเลือกพ่อแม่ไม่ได้ แต่เราเลือกคุณครูของเราได้ และนั่นเป็นโอกาสที่ธรรมชาติให้เราเป็นครั้งที่สองในการเลือกต้นแบบของชีวิต

คุณแม่หนูดีจะพูดเสมอว่า คนเรามีเวลาเท่ากัน ดังนั้น หากคิดจะเอาเวลาที่มีจำกัดในชีวิตไปเรียนอะไร ให้เลือกให้ดีที่สุดว่าเรียน “กับใคร” เช่น ถ้าอยากเรียนทำอาหาร ให้หาข้อมูลให้ดีเลยว่า ใครที่เก่งที่สุด และคนเก่งที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่แพงที่สุดเสมอไป แต่คนที่เก่งสุดอาจเป็นชาวบ้านที่ทำอาหารเมนูนั้นๆ เก่งมาตั้งแต่สาวๆ ก็เป็นได้ หรือถ้าอยากเรียนเต้นบัลเลต์ให้หาครูที่เก่งที่สุดที่สอนถูกต้อง เพราะการเรียนเทคนิคที่ผิดๆ แล้วต้องเสียเวลามาเรียนใหม่เพื่อแก้ให้ถูกนั้นยากมาก เสียเวลากว่ามาก บางครั้งอาจแก้ไม่ได้หมดด้วยซ้ำ ดังนั้น ก่อนที่เราจะเริ่มการตั้งใจเรียนให้เก่ง เรียนให้ดี เราต้องเริ่มจากการหาข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดก่อนว่า ครูที่เก่งๆ อยู่ที่ไหน แล้วเราค่อยเอาเวลาอันมีค่าของเราไปเรียนกับเขา

การที่คนจะพัฒนาแบบก้าวกระโดดได้ จะต้องได้เรียนกับต้นแบบที่เก่งมากที่สุดเท่าที่เราจะหาได้ในชีวิตตอนนั้น เพราะคนเราในเบื้องต้นจะเก่งเพียงเท่ากับครูตัวเองเท่านั้น ต่อเมื่อเวลาผ่านไป เราฝึกทักษะนั้นไปเรื่อยๆ เราอาจพัฒนาตัวเองจนเก่งกว่าครูได้ ซึ่งว่าไปแล้วสังคมมนุษย์ของเราพัฒนาก้าวไกลมาได้ในทุกวันนี้ก็เพราะเด็กต้องฝึกตัวเองให้เก่งกว่าครู คือ เด็กรุ่นต่อไปต้องเก่งให้ได้มากกว่ารุ่นที่แล้ว คนยิวเองก็มีความเชื่อว่า เด็กต้องเก่งกว่าครู ลูกต้องเก่งให้ได้มากกว่าพ่อแม่ เพื่อให้สังคมดีขึ้นๆ

การเลือกจะพัฒนาตัวเอง เพื่อให้ชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นนั้น ก่อนที่จะบอกตัวเองว่าเราต้องตั้งใจเรียนแค่ไหน เราคงต้องเลือกครูที่เราคิดว่า เก่งที่สุดแล้วสำหรับเราในเวลานั้นๆ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท